ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีที่บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องเสียจาก “กำไรสุทธิ” ของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี จุดที่เจ้าของกิจการเข้าใจคลาดเคลื่อนบ่อยที่สุดคือ ภาษีชนิดนี้ไม่ได้คิดจากยอดขายหรือรายได้ แต่คิดจากกำไรที่เหลือหลังหักรายจ่ายที่กฎหมายยอมให้หักแล้ว การเข้าใจตรงนี้เปลี่ยนวิธีวางแผนภาษีของทั้งบริษัทได้เลย
เพราะฐานภาษีคือกำไรสุทธิ “ทางภาษี” ซึ่งอาจไม่เท่ากับกำไรทางบัญชี ความถูกต้องของการบันทึกรายได้–รายจ่าย และการรู้ว่ารายการใดหักได้หรือหักไม่ได้ จึงเป็นหัวใจที่กำหนดว่าบริษัทจะเสียภาษีมากหรือน้อย บทความนี้เรียบเรียงหลักการตามประมวลรัษฎากรให้เข้าใจง่าย พร้อมอัตราภาษีที่ใช้จริงในปัจจุบัน
หัวข้อในบทความ
ใครต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยหลักคือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล นอกจากนี้ยังรวมถึงนิติบุคคลต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในไทย หรือมีเงินได้จากแหล่งในประเทศไทย ตามมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร1
สาระสำคัญคือ เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว กิจการมีสถานะเป็นผู้เสียภาษีแยกต่างหากจากตัวเจ้าของ กำไรของบริษัทจึงถูกคำนวณภาษีในระดับบริษัทก่อน และเมื่อจ่ายกำไรออกมาเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ก็จะมีภาษีในระดับบุคคลอีกชั้นหนึ่ง การวางโครงสร้างให้เหมาะสมจึงมีผลต่อภาระภาษีโดยรวม
ฐานภาษีคือ “กำไรสุทธิ” ไม่ใช่รายได้
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจาก กำไรสุทธิ ซึ่งได้จากรายได้ของกิจการหักด้วยรายจ่ายที่กฎหมายยอมให้หัก โดยต้องคำนวณตาม เกณฑ์สิทธิ คือรับรู้รายได้และรายจ่ายเมื่อสิทธิหรือหน้าที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เมื่อได้รับหรือจ่ายเงินจริง ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 65 และเงื่อนไขการคำนวณในมาตรา 65 ทวิ2
ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่มียอดขายสูงแต่มีต้นทุนและรายจ่ายที่หักได้มาก อาจมีกำไรสุทธิและภาษีไม่มาก ในทางกลับกัน บริษัทที่มีรายจ่ายจำนวนมากแต่เป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่หักไม่ได้ ก็อาจต้องเสียภาษีสูงกว่าที่คาด การจัดทำเอกสารและการจำแนกรายจ่ายให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก
อัตราภาษี 20% และอัตราพิเศษ SME
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไปอยู่ที่ ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ อย่างไรก็ดี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเงื่อนไขเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จะได้รับ อัตราภาษีแบบขั้นบันได ที่เบากว่า3
เงื่อนไขการเป็น SME เพื่อสิทธิอัตราภาษี
- มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และ
- มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 30 ล้านบาท
เมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ อัตราภาษีที่ใช้จะเป็นแบบขั้นบันไดตามช่วงกำไรสุทธิ ดังนี้
| กำไรสุทธิต่อรอบบัญชี | อัตราภาษี (SME) | อัตราภาษี (บริษัททั่วไป) |
|---|---|---|
| 0 – 300,000 บาท | ยกเว้น (0%) | 20% |
| 300,001 – 3,000,000 บาท | 15% | 20% |
| เกิน 3,000,000 บาท | 20% | 20% |
จะเห็นว่าการเป็น SME ตามเงื่อนไขข้างต้นช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกิจการที่กำไรยังไม่สูง การรักษาคุณสมบัติให้อยู่ในเกณฑ์ SME และการวางแผนกำไรสุทธิให้เหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่มาคิดตอนสิ้นปี
รายจ่ายที่หักไม่ได้ (รายจ่ายต้องห้าม)
แม้จะเป็นรายจ่ายที่บริษัทจ่ายจริง แต่กฎหมายกำหนดรายจ่ายบางประเภทที่ ห้ามนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ ไว้ในมาตรา 65 ตรี4 การเข้าใจรายการเหล่านี้ช่วยให้บริษัทไม่ถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลัง ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย ได้แก่
- รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือกรรมการ และรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง
- รายจ่ายที่ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ หรือไม่มีหลักฐานการจ่ายที่น่าเชื่อถือ
- รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง
- ค่าปรับและเงินเพิ่มทางภาษีอากร รวมถึงเบี้ยปรับตามกฎหมาย
- รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน (รายจ่ายฝ่ายทุน) ซึ่งต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาแทน
- เงินสำรองและเงินบริจาคส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทภาษีจำนวนมากเกิดจากการที่กิจการนำรายจ่ายต้องห้ามมาหัก หรือมีเอกสารประกอบไม่เพียงพอ การจัดระบบเอกสารและจำแนกรายจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด รายละเอียดว่ารายจ่ายใดหักได้เต็มจำนวนหรือหักได้เพิ่มเป็นพิเศษ สามารถศึกษาต่อได้ในคู่มือค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้
บริษัทขาดทุน ต้องเสียภาษีไหม
คำถามยอดนิยมของเจ้าของกิจการคือ หากบริษัทขาดทุนจะต้องเสียภาษีหรือไม่ คำตอบคือ หากรอบบัญชีนั้น ไม่มีกำไรสุทธิ ก็ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระ แต่บริษัทยังคง มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงิน ตามกำหนดเวลาอยู่ดี การขาดทุนไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ยื่นแบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลขาดทุนไม่ได้สูญเปล่า เพราะกฎหมายให้ นำผลขาดทุนสุทธิยกไปหักกำไรของรอบบัญชีถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชี5 ดังนั้นบริษัทที่ขาดทุนในช่วงเริ่มต้นแล้วมีกำไรในปีต่อ ๆ มา จึงสามารถใช้ผลขาดทุนสะสมนั้นลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีในอนาคตได้ การจัดทำบัญชีให้ถูกต้องและยื่นแบบทุกปีจึงสำคัญ เพราะเป็นการรักษาสิทธิใช้ผลขาดทุนนี้ไว้
ยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง — ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ปีละสองครั้ง ต่อหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
| แบบ | คืออะไร | กำหนดยื่น |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.51 | ภาษีครึ่งรอบบัญชี คำนวณจากประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี (โดยทั่วไปเสียภาษีครึ่งหนึ่งของประมาณการ) | ภายใน 2 เดือนนับแต่วันครบกึ่งรอบระยะเวลาบัญชี |
| ภ.ง.ด.50 | ภาษีเต็มรอบบัญชี คำนวณจากกำไรสุทธิจริง พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง | ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี |
การยื่น ภ.ง.ด.51 เป็นไปตามมาตรา 67 ทวิ ส่วน ภ.ง.ด.50 เป็นไปตามมาตรา 68 และมาตรา 696 สำหรับรอบบัญชีปกติที่เริ่ม 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม กำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 จะตกราวสิ้นเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ภาษีที่ชำระตอนครึ่งปีจาก ภ.ง.ด.51 สามารถนำมาเป็นเครดิตหักออกจากภาษีเต็มปีได้ จึงไม่ใช่การเสียภาษีซ้ำซ้อน
ประมาณการครึ่งปีต่ำไป ระวังเงินเพิ่ม
จุดที่หลายบริษัทพลาดคือการประมาณการกำไรสุทธิสำหรับ ภ.ง.ด.51 ต่ำเกินจริง เพราะกฎหมายกำหนดว่า หากประมาณการกำไรสุทธิ ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทต้องเสีย เงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดในส่วนครึ่งรอบบัญชี ตามมาตรา 67 ตรี7
ในทางปฏิบัติ การประมาณการจึงควรอิงกับผลประกอบการจริงและแนวโน้มของกิจการอย่างรอบคอบ ไม่ควรตั้งตัวเลขต่ำเพื่อเลื่อนการชำระ เพราะเงินเพิ่มที่ตามมาอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ หากไม่แน่ใจว่าควรประมาณการเท่าใด การหารือกับผู้เชี่ยวชาญก่อนถึงกำหนดครึ่งปีจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก
โดยรวมแล้ว ภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเข้าใจหลักการและจัดระบบเอกสารไว้ดี การวางแผนตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ทั้งเรื่องอัตรา SME การจำแนกรายจ่าย และการประมาณการครึ่งปี คือกุญแจที่ทำให้บริษัทเสียภาษีอย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุดเท่าที่กฎหมายเปิดให้
สรุปสาระสำคัญ
- ภาษีนิติบุคคลคิดจากกำไรสุทธิ (เกณฑ์สิทธิ) ไม่ใช่รายได้ — ม.65, 65 ทวิ
- อัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิ · SME: 3 แสนแรกยกเว้น, 300,001–3 ล้าน 15%, เกิน 3 ล้าน 20%
- เงื่อนไข SME: ทุนชำระแล้ว ≤ 5 ล้าน และรายได้ ≤ 30 ล้าน/รอบบัญชี
- รายจ่ายต้องห้าม (ม.65 ตรี) หักไม่ได้ เช่น รายจ่ายส่วนตัว/พิสูจน์ผู้รับไม่ได้/ค่าปรับ
- ขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบ และยกผลขาดทุนไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชี
- ยื่นปีละ 2 ครั้ง: ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี, ม.67 ทวิ) และ ภ.ง.ด.50 (150 วัน, ม.68/69)
- ประมาณการครึ่งปีขาดเกิน 25% เสียเงินเพิ่ม 20% (ม.67 ตรี)
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลเท่าไหร่?
อัตราปกติร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ ส่วน SME (ทุนชำระแล้ว ≤ 5 ล้าน และรายได้ ≤ 30 ล้าน/รอบบัญชี) ได้อัตราพิเศษ คือ กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น, 300,001–3,000,000 บาทเสีย 15%, ส่วนเกิน 3,000,000 บาทเสีย 20%
ภาษีนิติบุคคลคิดจากรายได้หรือกำไร?
คิดจากกำไรสุทธิ ไม่ใช่รายได้ โดยกำไรสุทธิ = รายได้ − รายจ่ายที่กฎหมายยอมให้หัก ตาม ม.65, 65 ทวิ และรายจ่ายต้องห้าม ม.65 ตรี
บริษัทขาดทุนต้องเสียภาษีนิติบุคคลไหม?
รอบบัญชีที่ไม่มีกำไรสุทธิก็ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ แต่ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงิน และผลขาดทุนยกไปหักกำไรรอบถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชี
บริษัทต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง?
ปีละสองครั้ง คือ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งรอบบัญชี ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่ครบกึ่งรอบบัญชี) และ ภ.ง.ด.50 (เต็มรอบบัญชี ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี พร้อมงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง)
ประมาณการกำไร ภ.ง.ด.51 ต่ำไปมีปัญหาไหม?
หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกิน 25% ของกำไรจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระขาดในส่วนครึ่งรอบบัญชี จึงควรประมาณการอย่างรอบคอบ