เงินปันผลและดอกเบี้ยเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) แต่ผลภาษีไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี ต้องดูว่าใครเป็นผู้จ่าย ผู้รับมีสถานะอย่างไร เงินได้เกิดในหรือนอกประเทศไทย และเงินได้ได้รับยกเว้นหรือมีสิทธิเครดิตหรือไม่ การเห็นยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายในหนังสือรับรองจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปวิธียื่นที่เหมาะสม
01
สารบัญ
- เริ่มจากแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง
- เครดิตภาษีเงินปันผลทำงานอย่างไร
- อย่าเลือกวิธียื่นจากอัตราภาษีอย่างเดียว
- เอกสารที่ต้องเก็บสำหรับเงินปันผลและดอกเบี้ย
- ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย
เริ่มจากแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง
| เงินได้ | การหักภาษีที่พบบ่อย | สิ่งที่ต้องตรวจเพิ่ม |
| เงินปันผลจากบริษัทไทยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา | โดยทั่วไปหัก ณ ที่จ่าย 10% | แหล่งกำไร อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และสิทธิเครดิตตามมาตรา 47 ทวิ |
| ดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ | หลายกรณีหัก ณ ที่จ่าย 15% | ประเภทบัญชีหรือผลิตภัณฑ์ ข้อยกเว้น ผู้จ่าย และสถานะของผู้รับเงิน |
| เงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากต่างประเทศ | อาจมีภาษีต่างประเทศหักไว้ | ถิ่นที่อยู่ทางภาษี ปีที่เกิดเงินได้ การนำเงินเข้าประเทศ อนุสัญญาภาษีซ้อน และหลักฐานเครดิตภาษีต่างประเทศ |
| ผลตอบแทนที่ชื่อทางการค้าไม่ใช่ “ดอกเบี้ย” | ขึ้นกับสาระของตราสารและคู่สัญญา | ต้องอ่านเงื่อนไขผลิตภัณฑ์ ไม่ตัดสินจากชื่อรายการในใบแจ้งยอดเพียงอย่างเดียว |
อัตรา 10% และ 15% ข้างต้นเป็นอัตราที่พบบ่อยสำหรับกรณีทั่วไป ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกธุรกรรม ก่อนยื่นแบบควรตรวจหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและบทกฎหมายที่ใช้กับเงินได้นั้นโดยเฉพาะ
02
เครดิตภาษีเงินปันผลทำงานอย่างไร
เงินปันผลจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยอาจมีสิทธิเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนาหรือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ต้องตรวจแหล่งกำไรและเงื่อนไขของเงินปันผลก่อน เพราะเงินปันผลบางประเภทอาจไม่มีสิทธิเครดิต
สูตรทั่วไปที่กรมสรรพากรเผยแพร่คือ เงินปันผล × อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล) เมื่อเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณ ต้องนำเครดิตภาษีมารวมเป็นเงินได้ด้วย แล้วจึงใช้เครดิตหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ตอนสิ้นปี
ตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตร: เงินปันผล 80,000 บาทจากกำไรที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% มีเครดิตตามสูตร 20,000 บาท ฐานเงินได้ที่นำไปรวมจึงเป็น 100,000 บาท ก่อนนำเครดิตและภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปหักจากภาษีปลายปี ตัวอย่างนี้ไม่ครอบคลุมเงินปันผลที่ได้รับยกเว้นหรือไม่มีสิทธิเครดิต
03
อย่าเลือกวิธียื่นจากอัตราภาษีอย่างเดียว
การเลือกใช้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีสุดท้ายหรือการนำเงินได้มารวมคำนวณ ต้องพิจารณาตามสิทธิของเงินได้แต่ละประเภทและเปรียบเทียบผลทั้งแบบ ไม่ควรสรุปว่าอัตราภาษีขั้นสูงของผู้มีเงินได้มากกว่า 10% หรือ 15% แล้วการไม่รวมจะดีกว่าเสมอ เพราะเครดิตภาษีเงินปันผล ค่าลดหย่อน และองค์ประกอบอื่นอาจเปลี่ยนผลลัพธ์
- คำนวณภาษีจากเงินได้อื่นก่อน แล้วเพิ่มเงินปันผลหรือดอกเบี้ยตามวิธีที่กฎหมายอนุญาต
- รวมภาษีที่ถูกหักไว้และเครดิตภาษีที่มีสิทธิจริง ไม่ใช้ตัวเลขประมาณการจากอัตราทั่วไป
- เปรียบเทียบภาษีสุทธิของแต่ละทางเลือก รวมถึงผลต่อเงินขอคืนและเอกสารที่ต้องพิสูจน์
- ตรวจความสอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้จ่ายส่งกรมสรรพากรและข้อมูลในระบบยื่นแบบ
04
เอกสารที่ต้องเก็บสำหรับเงินปันผลและดอกเบี้ย
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของแต่ละผู้จ่าย พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและปีภาษีที่ถูกต้อง
- ใบสำคัญรับเงินปันผลหรือเอกสารที่ระบุแหล่งกำไรและอัตราภาษีของบริษัทผู้จ่าย
- ใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารหรือบัญชีหลักทรัพย์ที่กระทบยอดกับเงินได้และภาษีที่ถูกหักได้
- สำหรับเงินได้ต่างประเทศ: หลักฐานวันรับเงิน วันนำเงินเข้าประเทศ ภาษีต่างประเทศ และเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่หากใช้สิทธิตามอนุสัญญา (หลักเกณฑ์การเสียภาษีเมื่อนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย อธิบายไว้ใน บทความเรื่องเงินได้จากต่างประเทศ)
- กระดาษคำนวณเปรียบเทียบวิธียื่น เพื่ออธิบายที่มาของตัวเลขหากภายหลังมีการตรวจสอบ
05
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย
- ใช้เครดิตภาษีเงินปันผลโดยไม่มีเอกสารยืนยันแหล่งกำไรหรือใช้กับเงินปันผลที่ไม่มีสิทธิ
- นำยอดสุทธิหลังหักภาษีมายื่นเป็นเงินได้ แทนยอดเงินได้ก่อนหักภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
- รวมเงินได้ไทยและต่างประเทศเข้าด้วยกันโดยไม่ตรวจหลักแหล่งเงินได้และเครดิตภาษีต่างประเทศ
- ขาดหนังสือรับรองจากผู้จ่ายบางราย ทำให้ยอดในแบบไม่ตรงกับข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ
- เลือกวิธีจากความรู้สึกโดยไม่คำนวณสองทาง ทำให้เสียภาษีมากเกินจำเป็นหรือขอเครดิตเกินสิทธิ
แหล่งข้อมูลทางราชการ: กรมสรรพากร — ประเภทเงินได้ที่ต้องเสียภาษี, เงินปันผลและเครดิตภาษี และ เอกสารอบรมภาษีหัก ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลเมื่อ 27 มิถุนายน 2569 ผลภาษีจริงขึ้นอยู่กับสถานะผู้เสียภาษี แหล่งเงินได้ และกฎหมายของปีภาษีนั้น