ปรับปรุงล่าสุด

ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) เช่น สตรีมมิงภาพยนตร์และเพลง แอปพลิเคชัน เกม ซอฟต์แวร์แบบสมัครใช้ หรือพื้นที่โฆษณาออนไลน์ แก่ผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไทยเองตามมาตรา 82/13 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณจากภาษีขายและหักภาษีซื้อไม่ได้ ใช้บังคับกับรายรับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เมื่อรายรับจากผู้ใช้ในไทยเกิน 1,800,000 บาทต่อปีต้องจดทะเบียน ยื่นแบบและชำระภาษีทุกเดือนผ่านระบบของกรมสรรพากร และห้ามออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/1 (1/1) ถ้าขายผ่านแพลตฟอร์มที่ควบคุมการเสนอบริการ การชำระเงิน และการส่งมอบ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเป็นผู้เสียภาษีแทนตามมาตรา 82/13 วรรคสาม ส่วนลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในไทยยังต้องนำส่งภาษีเองด้วยแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) (ก) บทความนี้อธิบายขอบเขตของบริการ ผู้มีหน้าที่ การจดทะเบียน การยื่นแบบ หลักฐานว่าผู้ใช้อยู่ในไทย บทลงโทษ และกฎหมายสหภาพยุโรปที่ใช้เทียบ

สถานะกฎหมาย ณ 23 ตุลาคม 2569: ตัวบทที่ยกในบทความนี้คัดจากเว็บไซต์กรมสรรพากร ได้แก่ มาตรา 77/1 (10/1) (10/2) 77/2 80 82/13 83/6 85/1 85/3 86/1 และ 89/1 ซึ่งตรวจเมื่อวันที่ 3 และ 21 ตุลาคม 2569 แนวปฏิบัติด้านการยื่นแบบและหลักฐานคัดจากเอกสารคำถามคำตอบของระบบ e-Service ของกรมสรรพากร ฉบับปรับปรุงตุลาคม 2564 อัตราภาษีร้อยละ 7 ใช้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ซึ่งขยายการลดอัตราถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ก่อนใช้กับกรณีจริงควรตรวจประกาศและพระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุดอีกครั้ง

สาระสำคัญ

สารบัญ
  1. บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ตามประมวลรัษฎากรคืออะไร
  2. ใครมีหน้าที่เสีย VAT e-Service: ผู้ให้บริการ แพลตฟอร์ม หรือผู้ซื้อ
  3. บริการ "ใช้ในราชอาณาจักร" เมื่อใด และพิสูจน์ด้วยหลักฐานอะไร
  4. ต้องจดทะเบียนเมื่อใด: เกณฑ์ 1,800,000 บาทและกำหนดสามสิบวัน
  5. ยื่นแบบและชำระภาษีอย่างไร: ทุกเดือนภายในวันที่ 23
  6. ไม่จดทะเบียนหรือชำระล่าช้ามีผลอย่างไร
  7. ผู้ขายออนไลน์ในไทยต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่
  8. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
  9. กฎหมายเปรียบเทียบ: สหภาพยุโรปและแนวทางของ OECD
  10. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: ทำไมต้องเก็บ VAT จากผู้ให้บริการต่างประเทศ
  11. ขั้นตอนสำหรับผู้ให้บริการต่างประเทศ สรุปเป็นลำดับ
  12. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT e-Service และภาษีอีคอมเมิร์ซ

บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ตามประมวลรัษฎากรคืออะไร

มาตรา 77/1 (10/1) นิยามว่า "บริการทางอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า บริการ "ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งลักษณะของบริการเป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ โดยบริการดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้หากปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศ"1 นิยามนี้มีสามองค์ประกอบที่ต้องครบพร้อมกัน คือ ส่งมอบผ่านเครือข่าย เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ และขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

องค์ประกอบที่ชี้ขาดบ่อยที่สุดคือ "เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ" บริการที่ระบบคอมพิวเตอร์ส่งมอบเองเมื่อผู้ใช้สั่ง เช่น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน การสมัครสมาชิกดูภาพยนตร์ การเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ (cloud storage พื้นที่เก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ) ซอฟต์แวร์แบบสมัครใช้ (SaaS ซอฟต์แวร์ที่ให้ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ต) การซื้อไอเท็มในเกม และพื้นที่โฆษณาที่ระบบจัดวางตามการประมูลอัตโนมัติ เข้าองค์ประกอบนี้ ส่วนงานที่ต้องอาศัยแรงงานความคิดของคนเป็นหลัก เช่น ความเห็นทางกฎหมาย งานออกแบบตามสั่ง หรือการสอนสดผ่านวิดีโอคอล แม้ส่งผลงานทางอีเมลหรือทางเว็บไซต์ ก็เป็น "บริการอื่นนอกจากบริการทางอิเล็กทรอนิกส์" ตามถ้อยคำของมาตรา 83/6 (2) (ข) และมาตรา 85/3 (2) (ข)2

มาตรา 77/1 (10/2) นิยามคู่กันว่า "อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม" หมายความว่า "ตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการอื่นใดที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการ"1 คำว่า "ผู้ให้บริการหลายราย" ทำให้ร้านค้าแอปพลิเคชันหรือตลาดเกมที่เปิดให้ผู้พัฒนาหลายรายวางขาย เป็นแพลตฟอร์มตามกฎหมาย ส่วนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการรายเดียวที่ขายบริการของตนเองไม่ใช่แพลตฟอร์ม

ตัวอย่างการจัดประเภทบริการจากต่างประเทศ
บริการเป็นบริการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่เหตุผล
สมาชิกสตรีมมิงภาพยนตร์ เพลง หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นระบบส่งมอบเนื้อหาเองเมื่อผู้ใช้เลือก ไม่ต้องมีคนทำงานในแต่ละครั้ง
ซอฟต์แวร์แบบสมัครใช้ พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์เป็นบริการทำงานผ่านระบบอัตโนมัติและทำไม่ได้หากไม่มีเทคโนโลยีสารสนเทศ
พื้นที่โฆษณาออนไลน์ที่จัดวางด้วยระบบเป็นการวางโฆษณาและการคิดค่าบริการเป็นไปโดยระบบ
ความเห็นทางกฎหมายหรือรายงานที่ปรึกษาส่งทางอีเมลไม่เป็นสาระสำคัญคืองานของคน อีเมลเป็นเพียงช่องทางส่ง
หลักสูตรสอนสดผ่านวิดีโอคอลโดยทั่วไปไม่เป็นผู้สอนต้องทำงานในแต่ละครั้ง ถ้าเป็นวิดีโอบันทึกไว้ที่ระบบเปิดให้ดูเองอาจเป็น ต้องดูข้อเท็จจริง

ใครมีหน้าที่เสีย VAT e-Service: ผู้ให้บริการ แพลตฟอร์ม หรือผู้ซื้อ

หน้าที่แยกตามสถานะของผู้ใช้บริการในไทย ถ้าผู้ใช้ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มาตรา 82/13 วรรคสอง ให้ "ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขาย โดยไม่ให้หักภาษีซื้อ"3 ถ้าผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องนำส่งภาษีเองตามมาตรา 83/6 (2) (ก) และใช้เป็นภาษีซื้อได้2

ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 กฎหมายไทยมีเพียงกลไกให้ผู้จ่ายเงินในไทยนำส่งภาษีแทนผู้ให้บริการต่างประเทศด้วยแบบ ภ.พ.36 ซึ่งได้ผลกับผู้ซื้อที่เป็นธุรกิจ แต่ใช้กับผู้บริโภคไม่ได้จริง เพราะผู้บริโภคไม่ยื่นแบบนำส่งภาษีของค่าสมาชิกรายเดือน ฉบับที่ 53 จึงย้ายภาระของกรณีขายให้ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนไปไว้ที่ผู้ให้บริการต่างประเทศโดยตรง ขณะที่กรณีขายให้ธุรกิจที่จดทะเบียนยังคงใช้ ภ.พ.36 ตามเดิม3

มาตรา 82/13 วรรคสาม วางกฎของแพลตฟอร์มไว้ว่า ถ้าผู้ประกอบการตามวรรคสอง "ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม โดยมีกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่การนำเสนอการให้บริการ การชำระค่าบริการ การส่งมอบบริการ และการอื่นใดตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ให้ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรายรวมกัน"3 เงื่อนไขคือแพลตฟอร์มต้องเกี่ยวข้องต่อเนื่องตั้งแต่การเสนอบริการ การรับชำระเงิน จนถึงการส่งมอบ แพลตฟอร์มที่เพียงลงโฆษณาแล้วส่งผู้ใช้ไปชำระเงินกับผู้พัฒนาโดยตรงจึงไม่รับภาระแทน

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการจากต่างประเทศ
กรณีผู้มีหน้าที่ฐานกฎหมาย
บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ขายตรงให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้จดทะเบียนผู้ให้บริการต่างประเทศ (จดทะเบียนและยื่นแบบเอง)มาตรา 82/13 วรรคสอง
บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ขายผ่านแพลตฟอร์มที่ควบคุมการเสนอ การชำระเงิน และการส่งมอบผู้ประกอบการแพลตฟอร์มมาตรา 82/13 วรรคสาม
บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ขายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนในไทยผู้ซื้อในไทย (ยื่น ภ.พ.36)มาตรา 83/6 (2) (ก)
บริการอื่นที่ไม่ใช่บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าที่ปรึกษาผู้จ่ายเงินในไทยทุกราย (ยื่น ภ.พ.36)มาตรา 83/6 (2) (ข)

รายละเอียดของการยื่นแบบ ภ.พ.36 ของผู้ซื้อที่เป็นธุรกิจ กำหนดเวลา และการใช้เป็นภาษีซื้อ อธิบายไว้ในบทความ ภ.พ.36 นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ

บริการ "ใช้ในราชอาณาจักร" เมื่อใด และพิสูจน์ด้วยหลักฐานอะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บจากการให้บริการในราชอาณาจักร มาตรา 77/2 วรรคสามให้ถือว่าบริการที่ให้ในต่างประเทศ "และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร" เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร4 ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องรู้ว่าลูกค้าแต่ละรายใช้บริการในไทยหรือไม่ เอกสารคำถามคำตอบของกรมสรรพากรแนะนำให้ใช้ข้อมูลการชำระเงิน ที่อยู่สำหรับเรียกเก็บเงิน หมายเลขไอพี (IP address ที่อยู่ของอุปกรณ์บนอินเทอร์เน็ต) หรือรหัสประเทศของซิมการ์ด และถ้าข้อมูลขัดกัน ให้หาหลักฐานที่ไม่ขัดกันอย่างน้อยสองรายการ5

หลักสองหลักฐานนี้ตรงกับแนวของสหภาพยุโรป ซึ่งอธิบายในหัวข้อกฎหมายเปรียบเทียบด้านล่าง ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการควรตั้งระบบเก็บหลักฐานไว้ตั้งแต่ขั้นสมัครสมาชิก เพราะการพิสูจน์ย้อนหลังว่าลูกค้ารายใดอยู่นอกประเทศทำได้ยากเมื่อถูกตรวจสอบ ข้อมูลไอพีและที่อยู่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีจึงต้องทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไปพร้อมกัน ดู PDPA กับงานภาษี

การแยกลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากผู้บริโภคอาศัยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เอกสารคำถามคำตอบระบุว่าผู้ให้บริการไม่มีหน้าที่ตรวจความถูกต้องของเลขทุกเลข แต่ควรตรวจเบื้องต้นว่าเลขมี 13 หลัก และตรวจสถานะผู้จดทะเบียนได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร5 ลูกค้าธุรกิจที่ไม่แจ้งเลขจะถูกเรียกเก็บภาษีเหมือนผู้บริโภค แต่ภาษีนั้นใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ เพราะผู้ให้บริการออกใบกำกับภาษีไม่ได้

ต้องจดทะเบียนเมื่อใด: เกณฑ์ 1,800,000 บาทและกำหนดสามสิบวัน

มาตรา 85/1 (1) ให้ผู้ประกอบการที่มีมูลค่าของฐานภาษีเกินมูลค่าของกิจการขนาดย่อมตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ยื่นคำขอจดทะเบียน "ภายในสามสิบวันนับแต่" วันที่มูลค่าเกิน6 เอกสารคำถามคำตอบของกรมสรรพากรใช้เกณฑ์เดียวกันนี้กับผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศ คือรายรับจากการให้บริการแก่ผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนเกิน 1,800,000 บาทต่อปี5

รายรับที่นับคือรายรับจากผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนเท่านั้น รายรับจากลูกค้าธุรกิจที่จดทะเบียนไม่นับ เพราะส่วนนั้นผู้ซื้อนำส่งเองตามมาตรา 83/6 (2) (ก) และมาตรา 85/3 (2) (ก) ยกเว้นผู้ให้บริการจากหน้าที่จดทะเบียนในกรณีนั้นไว้แล้ว7 ถ้าผู้ให้บริการขายทั้งผ่านแพลตฟอร์มและผ่านเว็บไซต์ของตนเอง เอกสารคำถามคำตอบระบุว่าผู้ให้บริการเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ขายผ่านช่องทางของตนเอง ส่วนที่ขายผ่านแพลตฟอร์มซึ่งรับภาระตามมาตรา 82/13 วรรคสาม แพลตฟอร์มเป็นผู้เสีย และการนับเกณฑ์รายรับพิจารณารวมกัน5

การจดทะเบียนทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรสำหรับผู้ประกอบการต่างประเทศ เอกสารคำถามคำตอบระบุว่าผู้ที่ยื่นคำขอก่อนวันที่ 1 กันยายน 2564 มีสถานะผู้จดทะเบียนตั้งแต่วันนั้น ซึ่งเป็นวันที่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องใช้บังคับ หลังจากนั้นสถานะเริ่มตั้งแต่วันยื่นคำขอ5 วันที่ 1 กันยายน 2564 มาจากเชิงอรรถของมาตรา 82/13 ที่ให้บทแก้ไขการเสียภาษีใช้กับรายรับตั้งแต่วันที่หนึ่งของเดือนที่เจ็ดถัดจากเดือนที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา3

ยื่นแบบและชำระภาษีอย่างไร: ทุกเดือนภายในวันที่ 23

ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในระบบนี้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน รวมถึงเดือนที่ไม่มีรายรับ และยื่นแบบพร้อมชำระภาษีภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ถ้าวันนั้นไม่ใช่วันทำการให้เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป ชำระได้ด้วยการโอนจากบัญชีธนาคารต่างประเทศหรือบัตร5 ภาษีคำนวณจากภาษีขายทั้งจำนวน หักภาษีซื้อไม่ได้ตามมาตรา 82/13 วรรคสอง3

อัตราตามมาตรา 80 คือร้อยละ 10.08 แต่ใช้อัตราที่ลดด้วยพระราชกฤษฎีกามาต่อเนื่อง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ขยายอัตราร้อยละ 6.3 ซึ่งเมื่อรวมภาษีท้องถิ่นเป็นร้อยละ 7 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 25709 ราคาที่ผู้ใช้จ่ายรวมภาษีแล้ว ภาษีจึงเท่ากับ 7/107 ของราคารวม ตัวอย่างเช่น ค่าสมาชิก 107 บาทมีภาษี 7 บาท รายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาทก่อนคำนวณ ตามที่เอกสารคำถามคำตอบอธิบายไว้5

ห้ามออกใบกำกับภาษี มาตรา 86/1 (1/1) ห้ามออกใบกำกับภาษีสำหรับ "ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรโดยผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน"10 เอกสารคำถามคำตอบยืนยันว่าออกใบลดหนี้และใบเพิ่มหนี้ตามประมวลรัษฎากรไม่ได้ด้วย5 ผู้ให้บริการยังออกใบเสร็จเชิงพาณิชย์ของตนได้ แต่เอกสารนั้นไม่ใช่ใบกำกับภาษีตามกฎหมายไทย

หน้าที่ของผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศ
หน้าที่สาระที่มา
จดทะเบียนเมื่อรายรับจากผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ภายในสามสิบวันมาตรา 85/1 (1) · เอกสารคำถามคำตอบกรมสรรพากร
ยื่นแบบทุกเดือน รวมเดือนที่ไม่มีรายรับ ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปเอกสารคำถามคำตอบกรมสรรพากร
คำนวณภาษีภาษีขาย หักภาษีซื้อไม่ได้ อัตรารวมร้อยละ 7มาตรา 82/13 วรรคสอง · มาตรา 80
ใบกำกับภาษีออกไม่ได้มาตรา 86/1 (1/1)
หลักฐานผู้ใช้เก็บข้อมูลการชำระเงิน ที่อยู่ ไอพี หรือซิม อย่างน้อยสองรายการที่ไม่ขัดกันเอกสารคำถามคำตอบกรมสรรพากร

ไม่จดทะเบียนหรือชำระล่าช้ามีผลอย่างไร

ภาษีที่ไม่ชำระภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 "อีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" และเงินเพิ่มรวมกันต้องไม่เกินจำนวนภาษี11 ผู้ที่ไม่จดทะเบียนเมื่อรายรับเกินเกณฑ์ เอกสารคำถามคำตอบระบุว่าต้องเสียเบี้ยปรับสองเท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือนภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า นอกเหนือจากเงินเพิ่ม5

เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนคิดเป็นร้อยละ 18 ต่อปีโดยไม่ทบต้น สูงกว่าต้นทุนเงินกู้ของธุรกิจส่วนใหญ่มาก การชะลอการจดทะเบียนเพื่อรอดูยอดขายจึงไม่คุ้ม โดยเฉพาะเมื่อเบี้ยปรับขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อเดือนใช้แม้ภาษีของเดือนนั้นจะน้อย อัตราและการลดเบี้ยปรับดูเพิ่มที่ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร

ผู้ให้บริการที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลังมีสิทธิอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับหนังสือแจ้งการประเมิน ตามขั้นตอนใน การอุทธรณ์การประเมินภาษี ประเด็นที่มักโต้แย้งได้คือบริการนั้นเป็นบริการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ลูกค้ารายใดใช้บริการในไทย และรายรับส่วนใดเป็นของแพลตฟอร์ม

ผู้ขายออนไลน์ในไทยต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่

ผู้ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่อยู่ในไทยไม่ได้อยู่ในระบบ e-Service ของผู้ประกอบการต่างประเทศ แต่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มปกติ เมื่อมูลค่าของฐานภาษีเกินเกณฑ์กิจการขนาดย่อมต้องจดทะเบียนภายในสามสิบวันตามมาตรา 85/1 (1)6 ยอดขายจากทุกแพลตฟอร์มและทุกช่องทางของผู้ขายรายเดียวกันนับรวมกัน

ผู้ขายในไทยที่จดทะเบียนแล้วออกใบกำกับภาษีได้ หักภาษีซื้อได้ และเมื่อซื้อบริการโฆษณาหรือบริการแพลตฟอร์มจากผู้ให้บริการต่างประเทศ ต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเพื่อให้ผู้ให้บริการไม่เรียกเก็บภาษีไทย แล้วนำส่งเองด้วยแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) (ก)2 ภาษีเงินได้ของผู้ขายออนไลน์ และการเก็บหลักฐานรายได้จากแพลตฟอร์ม อธิบายไว้ใน ภาษีผู้ขายออนไลน์ ขั้นตอนจดทะเบียนอยู่ใน คู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ระบบ e-Service ใช้บังคับมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ผู้เขียนยังไม่พบคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยมาตรา 82/13 วรรคสองหรือวรรคสามโดยตรงในระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา ณ วันที่ปรับปรุงบทความ คำพิพากษาที่ใกล้ที่สุดเป็นเรื่องมาตรา 82/13 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเดิมของผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในไทยเป็นการชั่วคราว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567 วินิจฉัยว่า คำว่า "ชั่วคราว" ประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องถือความหมายตามพจนานุกรม คือ "ชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป" การประกอบกิจการเป็นการชั่วคราวจึงหมายถึงการประกอบกิจการเพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป12 แนวการตีความถ้อยคำที่ไม่มีนิยามด้วยความหมายตามพจนานุกรมนี้น่าจะใช้กับถ้อยคำในมาตรา 77/1 (10/1) ด้วย เช่น "เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ" ซึ่งไม่มีนิยามเฉพาะเช่นกัน ข้อนี้เป็นการอนุมานของผู้เขียน ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล

ข้อเท็จจริงในคดีนั้น ผู้ขายต่างประเทศรับคำสั่งซื้อจากบริษัทในไทย 75 ครั้งในสามเดือนภาษี ศาลฟังว่าเป็นการขายต่อเนื่องเป็นปกติธุระ ไม่ใช่การชั่วคราว ผู้ซื้อจึงไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีแทนตามมาตรา 83/6 (1)12 ผลนี้ไม่ใช้กับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ขายให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้จดทะเบียน เพราะมาตรา 82/13 วรรคสองบัญญัติว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ" กับกรณีนี้ และให้ผู้ให้บริการเสียภาษีเองไม่ว่าการให้บริการจะต่อเนื่องหรือครั้งคราว3 ประเด็นว่าขายชั่วคราวหรือเป็นปกติธุระจึงยังสำคัญกับการขายสินค้าและบริการอื่น ไม่ใช่กับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้บริโภค

กฎหมายเปรียบเทียบ: สหภาพยุโรปและแนวทางของ OECD

สหภาพยุโรปใช้หลักว่าบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ขายให้ผู้บริโภคเสียภาษี ณ ประเทศที่ผู้บริโภคอยู่ Council Directive 2006/112/EC มาตรา 58 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าสถานที่ให้บริการแก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการ (non-taxable person) คือ "the place where that person is established, has his permanent address or usually resides" สำหรับบริการโทรคมนาคม การแพร่ภาพกระจายเสียง และ "electronically supplied services"13 หลักนี้ตรงกับมาตรา 77/2 วรรคสามของไทยที่ใช้สถานที่ใช้บริการเป็นตัวชี้

เรื่องแพลตฟอร์ม Council Implementing Regulation (EU) No 282/2011 มาตรา 9a วรรคหนึ่งให้สันนิษฐานว่าผู้ที่มีส่วนในการขายบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน "a telecommunications network, an interface or a portal such as a marketplace for applications" กระทำในนามตนเองแต่เพื่อผู้ให้บริการ เว้นแต่ระบุผู้ให้บริการไว้ชัดเป็นผู้ขายและสะท้อนในสัญญาระหว่างคู่กรณี ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปในคดี C-695/20 Fenix International Ltd v Commissioners for Her Majesty's Revenue and Customs ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 (2023) วินิจฉัยว่ามาตรานี้ใช้บังคับได้ เพราะคณะมนตรีเพียง "merely clarified the normative content established by Article 28 of the VAT Directive" (ย่อหน้า 74)14 ความต่างสำคัญคือกฎของไทยตามมาตรา 82/13 วรรคสามใช้เงื่อนไขว่าแพลตฟอร์มมีกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่การเสนอ การชำระเงิน จนถึงการส่งมอบ ส่วนกฎของสหภาพยุโรปเป็นข้อสันนิษฐานที่หักล้างได้ด้วยการระบุผู้ขายในสัญญา

สหภาพยุโรปมีเกณฑ์ขั้นต่ำ 10,000 ยูโรต่อปีตามมาตรา 59c แต่ใช้เฉพาะผู้ให้บริการที่ตั้งอยู่ในรัฐสมาชิกเดียวซึ่งขายข้ามพรมแดนในสหภาพ13 ผู้ให้บริการจากนอกสหภาพไม่ได้รับเกณฑ์นี้ ส่วนไทยใช้เกณฑ์ 1,800,000 บาทกับผู้ให้บริการต่างประเทศทุกราย ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการรายเล็กที่มีลูกค้าไทยไม่มากไม่ต้องเข้าระบบ

OECD International VAT/GST Guidelines ปี 2017 อธิบายว่ากลไกให้ผู้รับบริการนำส่งภาษีเองใช้ไม่ได้ผลกับการขายให้ผู้บริโภค และแนะนำระบบจดทะเบียนอย่างง่ายสำหรับผู้ให้บริการต่างประเทศ (ย่อหน้า 3.128 ถึง 3.133)15 การแก้ไขโดยพระราชบัญญัติฉบับที่ 53 มีโครงสร้างตามแนวนี้ คือแยกระบบจดทะเบียนอย่างง่ายสำหรับขายให้ผู้บริโภค และคงกลไก ภ.พ.36 สำหรับขายให้ธุรกิจ

นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: ทำไมต้องเก็บ VAT จากผู้ให้บริการต่างประเทศ

เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ของระบบนี้คือความเป็นกลางของภาษี (tax neutrality ภาษีไม่ควรทำให้ผู้ซื้อเลือกผู้ขายเพราะภาระภาษีต่างกัน) ก่อนเดือนกันยายน 2564 ผู้ให้บริการสตรีมมิงหรือแอปพลิเคชันในไทยต้องเสียภาษีร้อยละ 7 ขณะที่ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ขายบริการแบบเดียวกันให้ผู้บริโภคในไทยไม่ได้เสีย เพราะกลไก ภ.พ.36 ไม่ได้ผลกับผู้บริโภค ความต่างนี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบด้านราคาโดยไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของบริการ

Keen และ Smith อธิบายว่ากลไกให้ผู้ซื้อนำส่งภาษีเอง (reverse charge กลไกกลับภาระ) ได้ผลเมื่อผู้ซื้อเป็นธุรกิจที่ใช้ภาษีนั้นเป็นเครดิตได้ แต่ผู้ซื้อที่ไม่ได้เครดิตไม่มีแรงจูงใจจะนำส่ง16 ผู้บริโภคปลายทางอยู่ในกลุ่มหลัง การเก็บภาษีจากผู้ให้บริการรายใหญ่จำนวนน้อยแทนผู้บริโภคจำนวนมากจึงลดต้นทุนการจัดเก็บและต้นทุนการปฏิบัติตามรวมของทั้งระบบ เหตุผลเดียวกันอธิบายกฎแพลตฟอร์มตามมาตรา 82/13 วรรคสาม เพราะแพลตฟอร์มหนึ่งรายรวมธุรกรรมของผู้พัฒนาจำนวนมากไว้แล้ว และมีข้อมูลการชำระเงินกับที่อยู่ของลูกค้าอยู่ในระบบ

ด้านการบัญชีและการกำหนดราคา ผู้ให้บริการที่ตั้งราคาเป็นเงินบาทรวมภาษีต้องรับภาระภาษีเองถ้าไม่ปรับราคา ผู้ที่ตั้งราคาเป็นเงินตราต่างประเทศต้องจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างวันที่รับเงินกับวันที่ชำระภาษี ด้านเทคโนโลยี ระบบบัญชีควรผูกหลักฐานที่ตั้งของลูกค้าเข้ากับรายการขายแต่ละรายการ เพื่อให้รายงานรายเดือนแยกผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนได้ตรงกับฐานภาษี

ขั้นตอนสำหรับผู้ให้บริการต่างประเทศ สรุปเป็นลำดับ

ลำดับงานที่ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศควรตรวจก่อนและหลังมีลูกค้าในไทย

  1. ตรวจว่าบริการเข้านิยามบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 77/1 (10/1) หรือไม่ โดยเฉพาะองค์ประกอบ "เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ"
  2. แยกช่องทางขาย ส่วนที่ขายผ่านแพลตฟอร์มซึ่งรับภาระตามมาตรา 82/13 วรรคสาม และส่วนที่ขายตรง
  3. ตั้งระบบเก็บหลักฐานที่ตั้งของลูกค้าอย่างน้อยสองรายการที่ไม่ขัดกัน และช่องให้ลูกค้าธุรกิจแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก
  4. นับรายรับจากผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเกิน 1,800,000 บาทต่อปี จดทะเบียนภายในสามสิบวัน
  5. ยื่นแบบและชำระภาษีทุกเดือนภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป แม้ไม่มีรายรับ
  6. ไม่ออกใบกำกับภาษี ใบลดหนี้ หรือใบเพิ่มหนี้ตามประมวลรัษฎากร
  7. ทบทวนอัตราภาษีเมื่อพระราชกฤษฎีกาลดอัตราครบกำหนด รอบปัจจุบันถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

คำถามว่าการมีลูกค้าในไทยทำให้ผู้ให้บริการต่างประเทศมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับภาษีมูลค่าเพิ่ม พิจารณาตามหลักสถานประกอบการถาวรใน สถานประกอบการถาวร (PE) ในประเทศไทย และอนุสัญญาภาษีซ้อนใน อนุสัญญาภาษีซ้อนของไทย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT e-Service และภาษีอีคอมเมิร์ซ

คำตอบสั้นสำหรับคำถามที่ผู้ให้บริการต่างประเทศและผู้ขายออนไลน์ถามบ่อย แต่ละข้ออ้างตัวบทที่อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้า

VAT e-Service คืออะไร
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศหรือผู้ประกอบการแพลตฟอร์มต้องเสียเองเมื่อขายบริการให้ผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/13 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ใช้กับรายรับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564
ผู้ให้บริการต่างประเทศต้องจดทะเบียน VAT ไทยเมื่อใด
เมื่อรายรับจากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้ในไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนเกิน 1,800,000 บาทต่อปี โดยยื่นคำขอจดทะเบียนภายในสามสิบวันตามมาตรา 85/1 (1) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร
ต้องยื่นแบบ VAT e-Service ทุกเดือนหรือไม่
ต้องยื่นทุกเดือน รวมถึงเดือนที่ไม่มีรายรับ และยื่นพร้อมชำระภาษีภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ตามเอกสารคำถามคำตอบของกรมสรรพากร
ผู้ให้บริการ e-Service ต่างประเทศออกใบกำกับภาษีได้หรือไม่
ออกไม่ได้ มาตรา 86/1 (1/1) ห้ามผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในระบบนี้ออกใบกำกับภาษีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้จดทะเบียน และหักภาษีซื้อไม่ได้ตามมาตรา 82/13 วรรคสอง
บริษัทในไทยที่จดทะเบียน VAT ซื้อโฆษณาออนไลน์จากต่างประเทศต้องทำอย่างไร
แจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแก่ผู้ให้บริการเพื่อไม่ให้ถูกเรียกเก็บภาษีไทย แล้วนำส่งภาษีเองด้วยแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 (2) (ก) และใช้ภาษีนั้นเป็นภาษีซื้อได้
ขายแอปผ่านร้านค้าแอปพลิเคชัน ใครเป็นผู้เสียภาษี
ถ้าร้านค้าแอปพลิเคชันมีกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่การเสนอบริการ การรับชำระเงิน และการส่งมอบ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเป็นผู้เสียภาษีแทนผู้พัฒนาทุกรายรวมกันตามมาตรา 82/13 วรรคสาม ผู้พัฒนาเสียเฉพาะส่วนที่ขายผ่านช่องทางของตนเอง
ไม่จดทะเบียน VAT e-Service มีโทษอย่างไร
เสียเบี้ยปรับสองเท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือนหรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ตามเอกสารคำถามคำตอบของกรมสรรพากร และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตามมาตรา 89/1

บทความที่เกี่ยวข้อง: ภ.พ.36 นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ · คู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · ภาษีผู้ขายออนไลน์ · ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินไปต่างประเทศ · หมวดภาษีอากร