ทรัพย์มรดกที่อยู่ในบังคับของภาษีตามมาตรา 14 มีห้าประเภท ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันในสถาบันการเงิน ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หุ้นของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็อยู่ในบังคับด้วย โดยใช้มูลค่าตามบัญชีเป็นหลักในการคำนวณ ภาษีคำนวณจากมูลค่าที่ผู้ได้รับมรดกแต่ละรายได้รับ ไม่ใช่มูลค่ารวมของกองมรดก
การให้ทรัพย์สินขณะยังมีชีวิตไม่อยู่ในบังคับภาษีการรับมรดก แต่ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประมวลรัษฎากรยกเว้นเงินได้จากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษี (มาตรา 42(27)) และส่วนที่เกิน ผู้รับเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 แทนการคำนวณตามอัตราปกติได้ (มาตรา 48(6)) การโอนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) ได้รับยกเว้นในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษี (มาตรา 42(26)) ส่วนการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยาหรือการให้ในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีจากบุคคลอื่น ได้รับยกเว้นในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาทตลอดปีภาษี (มาตรา 42(28)) และส่วนที่เกินเลือกเสียภาษีร้อยละ 5 ได้ (มาตรา 48(7)) การให้ที่ไม่เข้ากรณีเหล่านี้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามปกติ เมื่อวางแผนแบ่งการให้เป็นรายปีภาษีให้อยู่ในเกณฑ์ยกเว้น ภาระภาษีรวมของครอบครัวในบางกรณีจึงต่ำกว่าการรอส่งทอดเป็นมรดก
การโอนทรัพย์สินเข้าบริษัทจำกัดที่ครอบครัวถือหุ้นทำให้สิ่งที่ส่งทอดเปลี่ยนจากตัวทรัพย์สินเป็นหุ้น แต่หุ้นยังอยู่ในบังคับภาษีการรับมรดกในฐานะหลักทรัพย์ (บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คำนวณตามมูลค่าตามบัญชีเป็นหลัก) โครงสร้างนี้จึงไม่ได้ทำให้พ้นจากภาษีการรับมรดก ประโยชน์อยู่ที่การบริหารทรัพย์สินร่วมกันและการกำหนดส่วนได้เสียของทายาทแต่ละคนให้ชัดเจน ขณะที่การโอนทรัพย์สินเข้าบริษัทอาจมีภาระภาษีและค่าธรรมเนียมในขั้นโอนเอง จึงควรวิเคราะห์ภาระภาษีทั้งระบบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
แจ้งประเด็นที่ต้องการให้พิจารณา พร้อมหนังสือจากหน่วยงานหรือกำหนดเวลาที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) สำนักงานจะแจ้งว่าต้องใช้ข้อมูลใดเพิ่ม และแจ้งขอบเขตงานกับค่าบริการก่อนเริ่มงาน