การได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรที่ระบุยอดสูงถึงหลักล้านหรือหลักร้อยล้านบาท ย่อมสร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ยอดที่ปรากฏในหนังสือประเมินมิใช่ข้อยุติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ กฎหมายเปิดช่องทางหลายประการให้ผู้ถูกประเมินโต้แย้ง ทบทวน และบรรเทาภาระลงได้ ภายใต้กรอบเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจัยชี้ขาดมักอยู่ที่การดำเนินการอย่างถูกต้องและทันเวลา
บทความนี้อธิบายลำดับขั้นของการตรวจสอบและประเมินภาษี หลักการเลือกแนวทางที่เหมาะสมในแต่ละจังหวะ ตลอดจนทางเลือกตามกฎหมายในการบรรเทาภาระ ทั้งในส่วนของตัวภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม
สารบัญ
- ลำดับขั้นของการประเมิน — รู้ว่าท่านอยู่จุดใด
- หลักการบรรเทาภาระ: แยก "ตัวภาษี" ออกจาก "เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม"
- เมื่อยังไม่ถูกประเมิน: การปรับปรุงโดยสมัครใจ
- เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน: ขั้นตอนที่ควรดำเนินการตามลำดับ
- อายุความการประเมิน — กรอบเวลาที่ย้อนได้
- การฟ้องศาลภาษีอากรกลาง
- คำถามที่พบบ่อย
- ได้รับหนังสือจากสรรพากรอยู่ใช่ไหม?
ลำดับขั้นของการประเมิน — รู้ว่าท่านอยู่จุดใด
กระบวนการของกรมสรรพากรมักดำเนินเป็นลำดับขั้น และทางเลือกของผู้ประกอบการในแต่ละขั้นแตกต่างกัน การทราบว่าตนอยู่ ณ จุดใดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแนวทางที่ถูกต้อง โดยทั่วไปลำดับขั้นเป็นดังนี้
- ขั้นสำรวจ / หนังสือขอเชิญพบ — เจ้าหน้าที่ขอข้อมูลการประกอบกิจการและการยื่นแบบ ยังมิใช่การประเมิน เป็นจังหวะที่มีทางเลือกมากที่สุด
- หมายเรียกตรวจสอบ — การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าพนักงานใช้อำนาจเรียกเอกสารและพยานตามกฎหมาย
- หนังสือแจ้งการประเมิน — แจ้งจำนวนภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่ประเมิน
- อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ — ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่กรณีที่มาตรา 21 หรือมาตรา 25 ห้ามอุทธรณ์
- ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง — เมื่อผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่เป็นธรรม ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
หลักการบรรเทาภาระ: แยก "ตัวภาษี" ออกจาก "เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม"
ภาระตามหนังสือประเมินประกอบด้วยสามส่วน คือ ตัวภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โดยทั่วไป ตัวภาษีเป็นส่วนที่โต้แย้งให้หมดไปได้ยากหากข้อเท็จจริงชี้ชัดว่ามีหน้าที่ต้องเสีย แต่ เบี้ยปรับ เป็นส่วนที่กฎหมายเปิดให้พิจารณางดหรือลดได้ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ส่วน เงินเพิ่ม มีลักษณะเป็นภาระตามกฎหมายที่จำกัดด้วยเพดาน การวางแนวทางที่ได้ผลจึงมักมุ่งไปที่การทบทวนฐานของตัวภาษีให้ถูกต้อง ควบคู่กับการบรรเทาเบี้ยปรับเป็นสำคัญ ในเชิงตัวเลข กรณีผู้มีหน้าที่จดทะเบียนแต่มิได้จดทะเบียน เบี้ยปรับอาจสูงถึงสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89 ส่วนเงินเพิ่มคำนวณในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 89/1 แต่ต้องไม่เกินจำนวนภาษี
เหตุที่หลักการนี้สำคัญ เพราะในกรณีที่ยอดประเมินสูงผิดปกติ สัดส่วนที่มาจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งสะสมตามระยะเวลามักมีนัยสำคัญ การจัดการสองส่วนนี้อย่างถูกวิธีจึงส่งผลต่อยอดรวมอย่างมาก
เมื่อยังไม่ถูกประเมิน: การปรับปรุงโดยสมัครใจ
หากกิจการตรวจพบว่าที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ครบถ้วน เช่น มิได้จดทะเบียนหรือมิได้นำส่งภาษีในส่วนที่มีหน้าที่ การเข้าปรับปรุงให้ถูกต้องด้วยตนเองก่อนถูกออกหมายเรียกหรือก่อนการประเมิน โดยทั่วไปเป็นแนวทางที่จำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากที่สุด ทั้งยังแสดงถึงความสุจริตและความร่วมมือของผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาลดเบี้ยปรับในลำดับต่อมา
การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลย้อนหลังจำนวนมากเกิดจากการบวกกลับรายจ่ายที่เจ้าพนักงานเห็นว่าต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี เช่น รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ การทบทวนรายจ่ายกลุ่มนี้ก่อนถูกประเมินจึงควรอาศัย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องค่าใช้จ่ายต้องห้าม เป็นเกณฑ์
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน: ขั้นตอนที่ควรดำเนินการตามลำดับ
1. รักษาสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน — เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ผู้ถูกประเมินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด หากปล่อยให้พ้นกำหนด ยอดประเมินอาจกลายเป็นหนี้ที่ยุติและบังคับได้ทันที การรักษากำหนดเวลานี้จึงเป็นขั้นตอนแรกที่ควรดำเนินการ ส่วนกำหนดเวลาและช่องทางอุทธรณ์ที่ใช้กับแต่ละกรณี อธิบายไว้ที่ หน้าอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร
2. ทบทวนความถูกต้องของฐานภาษี — ยอดประเมินจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่โต้แย้งได้ เช่น การนำรายการที่ได้รับยกเว้นมารวมคำนวณ การมีภาษีซื้อที่มีสิทธิหักแต่ถูกมองข้าม หรือประเด็นว่าราคาที่รับมาควรถือเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วหรือไม่ การทบทวนเหล่านี้อาจลดยอดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. ขอลดหรืองดเบี้ยปรับในชั้นอุทธรณ์ — ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 ข้อ 3 คำร้องขอลดเบี้ยปรับต่อเจ้าพนักงานประเมินใช้กับช่วงก่อนมีหนังสือแจ้งการประเมิน เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ประเด็นเบี้ยปรับต้องยกขึ้นในอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยแสดงให้เห็นว่าทำไปโดยสุจริต ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ส่วนนี้มักเป็นจุดที่ช่วยบรรเทาภาระได้มาก
4. เพดานของเงินเพิ่ม — สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มที่เรียกเก็บมีเพดานจำกัดมิให้เกินจำนวนภาษี จึงเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบมิให้มีการคำนวณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
5. พิจารณาการผ่อนชำระ — เพื่อรักษาสภาพคล่องและประคองกิจการระหว่างการโต้แย้งในประเด็นข้อกฎหมาย
อายุความการประเมิน — กรอบเวลาที่ย้อนได้
อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานมีกรอบเวลากำกับ การพิจารณาว่ายอดประเมินครอบคลุมเฉพาะปีที่ยังอยู่ในกรอบเวลาหรือไม่ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจลดยอดลงได้ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้มีหน้าที่จดทะเบียนแต่มิได้จดทะเบียนหรือมิได้ยื่นแบบ กฎหมายกำหนดกรอบเวลาการประเมินที่ยาวกว่ากรณีปกติ ส่วนภาษีเงินได้มีกรอบการออกหมายเรียกตรวจสอบตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด การตรวจสอบว่าการประเมินอยู่ภายในกรอบเวลาที่ถูกต้องหรือไม่ จึงเป็นงานที่ควรพิจารณาควบคู่กับการทบทวนฐานภาษี
การฟ้องศาลภาษีอากรกลาง
หากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่เป็นธรรม ผู้ถูกประเมินมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมรูปคดี ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานอย่างรัดกุม การดำเนินการในชั้นนี้นอกจากเป็นการรักษาสิทธิแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างน้ำหนักในการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมในหลายกรณี
การใช้สิทธิและการโต้แย้งทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เป็นจริง การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลมิใช่แนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจก่อให้เกิดความรับผิดเพิ่มเติม
สรุปสาระสำคัญ
- กำหนดอุทธรณ์สามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ไม่นับวันที่ได้รับเป็นวันแรก และขยายได้เฉพาะกรณีตามมาตรา 3 อัฏฐ
- แนวทางบรรเทาภาระมุ่งที่การทบทวนฐานภาษีให้ถูกต้อง และการขอลด/งดเบี้ยปรับ
- เงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มมีเพดานจำกัดมิให้เกินจำนวนภาษี
- การจำกัดปีที่ประเมินตามกรอบอายุความ อาจช่วยลดยอดได้
- หากยังไม่ถูกตรวจสอบ การปรับปรุงโดยสมัครใจเป็นแนวทางที่ประหยัดที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
ถูกประเมินภาษีย้อนหลังแล้ว ยังลดยอดได้หรือไม่?
ได้ในหลายกรณี ผ่านการทบทวนฐานภาษีให้ถูกต้อง การนำภาษีซื้อที่มีสิทธิหักมาใช้ และการขอลดหรืองดเบี้ยปรับในชั้นอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการรักษากำหนดเวลา
มีเวลากี่วันในการอุทธรณ์การประเมิน?
ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่นับวันที่ได้รับแจ้งเป็นวันแรก และถ้าวันสุดท้ายตรงกับวันหยุดทำการ ให้นับวันเริ่มทำการใหม่เป็นวันสุดท้าย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง และมาตรา 193/8) กำหนดนี้ไม่ใช้กับกรณีที่มาตรา 21 หรือมาตรา 25 ห้ามอุทธรณ์เพราะไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และอธิบดีอาจขยายกำหนดเวลาได้ตามมาตรา 3 อัฏฐ เมื่อผู้อุทธรณ์มิได้อยู่ในประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็น หากพ้นกำหนดอาจเสียสิทธิโต้แย้ง
เพิ่งทราบว่าที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ครบถ้วน แต่ยังไม่ถูกตรวจ ควรทำอย่างไร?
ควรพิจารณาปรับปรุงให้ถูกต้องโดยสมัครใจก่อนถูกออกหมายเรียกหรือประเมิน ซึ่งโดยทั่วไปช่วยจำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากที่สุด