หน้าแรก · บทความ · ข้อพิพาทภาษี
บทวิเคราะห์ข้อพิพาทภาษี

โดนสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ทำยังไง? ทางออกที่ดีที่สุดตามกฎหมาย

หนังสือแจ้งการประเมินที่ระบุยอดสูงไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไป — บทวิเคราะห์ทางเลือกตามกฎหมาย ตั้งแต่การรักษาสิทธิอุทธรณ์ การทบทวนฐานภาษี การลดเบี้ยปรับ ไปจนถึงการดำเนินคดีในศาลภาษีอากรกลาง

การได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรที่ระบุยอดสูงถึงหลักล้านหรือหลักร้อยล้านบาท ย่อมสร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ยอดที่ปรากฏในหนังสือประเมินมิใช่ข้อยุติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ กฎหมายเปิดช่องทางหลายประการให้ผู้ถูกประเมินโต้แย้ง ทบทวน และบรรเทาภาระลงได้ ภายใต้กรอบเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจัยชี้ขาดมักอยู่ที่การดำเนินการอย่างถูกต้องและทันเวลา

บทความนี้อธิบายลำดับขั้นของการตรวจสอบและประเมินภาษี หลักการเลือกแนวทางที่เหมาะสมในแต่ละจังหวะ ตลอดจนทางเลือกตามกฎหมายในการบรรเทาภาระ ทั้งในส่วนของตัวภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม

หัวข้อในบทความ

  1. ลำดับขั้นของการประเมิน — รู้ว่าท่านอยู่จุดใด
  2. หลักการบรรเทาภาระ: แยกตัวภาษีออกจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  3. เมื่อยังไม่ถูกประเมิน: การปรับปรุงโดยสมัครใจ
  4. เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน: สิ่งที่ต้องทำตามลำดับ
  5. อายุความการประเมิน — กรอบเวลาที่ย้อนได้
  6. การฟ้องศาลภาษีอากรกลาง
I

ลำดับขั้นของการประเมิน — รู้ว่าท่านอยู่จุดใด

กระบวนการของกรมสรรพากรมักดำเนินเป็นลำดับขั้น และทางเลือกของผู้ประกอบการในแต่ละขั้นแตกต่างกัน การทราบว่าตนอยู่ ณ จุดใดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแนวทางที่ถูกต้อง โดยทั่วไปลำดับขั้นเป็นดังนี้

  1. ขั้นสำรวจ / หนังสือขอเชิญพบ — เจ้าหน้าที่ขอข้อมูลการประกอบกิจการและการยื่นแบบ ยังมิใช่การประเมิน เป็นจังหวะที่มีทางเลือกมากที่สุด
  2. หมายเรียกตรวจสอบ — การตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าพนักงานใช้อำนาจเรียกเอกสารและพยานตามกฎหมาย
  3. หนังสือแจ้งการประเมิน — แจ้งจำนวนภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่ประเมิน
  4. อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ — ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน
  5. ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง — เมื่อผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่เป็นธรรม ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
ยอดในหนังสือประเมินมิใช่ข้อยุติ — สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสิทธิและกรอบเวลา
II

หลักการบรรเทาภาระ: แยก "ตัวภาษี" ออกจาก "เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม"

ภาระตามหนังสือประเมินประกอบด้วยสามส่วน คือ ตัวภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โดยทั่วไป ตัวภาษีเป็นส่วนที่โต้แย้งให้หมดไปได้ยากหากข้อเท็จจริงชี้ชัดว่ามีหน้าที่ต้องเสีย แต่ เบี้ยปรับ เป็นส่วนที่กฎหมายเปิดให้พิจารณางดหรือลดได้ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ส่วน เงินเพิ่ม มีลักษณะเป็นภาระตามกฎหมายที่จำกัดด้วยเพดาน การวางแนวทางที่ได้ผลจึงมักมุ่งไปที่การทบทวนฐานของตัวภาษีให้ถูกต้อง ควบคู่กับการบรรเทาเบี้ยปรับเป็นสำคัญ ในเชิงตัวเลข กรณีผู้มีหน้าที่จดทะเบียนแต่มิได้จดทะเบียน เบี้ยปรับอาจสูงถึงสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89 ส่วนเงินเพิ่มคำนวณในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 89/1 แต่ต้องไม่เกินจำนวนภาษี

เหตุที่หลักการนี้สำคัญ เพราะในกรณีที่ยอดประเมินสูงผิดปกติ สัดส่วนที่มาจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งสะสมตามระยะเวลามักมีนัยสำคัญ การจัดการสองส่วนนี้อย่างถูกวิธีจึงส่งผลต่อยอดรวมอย่างมาก

III

เมื่อยังไม่ถูกประเมิน: การปรับปรุงโดยสมัครใจ

หากกิจการตรวจพบว่าที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ครบถ้วน เช่น มิได้จดทะเบียนหรือมิได้นำส่งภาษีในส่วนที่มีหน้าที่ การเข้าปรับปรุงให้ถูกต้องด้วยตนเองก่อนถูกออกหมายเรียกหรือก่อนการประเมิน โดยทั่วไปเป็นแนวทางที่จำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากที่สุด ทั้งยังแสดงถึงความสุจริตและความร่วมมือของผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาลดเบี้ยปรับในลำดับต่อมา

IV

เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน: สิ่งที่ต้องทำตามลำดับ

1. รักษาสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน — เมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ผู้ถูกประเมินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด หากปล่อยให้พ้นกำหนด ยอดประเมินอาจกลายเป็นหนี้ที่ยุติและบังคับได้ทันที นี่คือสิ่งแรกที่ต้องดำเนินการ

2. ทบทวนความถูกต้องของฐานภาษี — ยอดประเมินจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่โต้แย้งได้ เช่น การนำรายการที่ได้รับยกเว้นมารวมคำนวณ การมีภาษีซื้อที่มีสิทธิหักแต่ถูกมองข้าม หรือประเด็นว่าราคาที่รับมาควรถือเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วหรือไม่ การทบทวนเหล่านี้อาจลดยอดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. ขอลดหรืองดเบี้ยปรับ — กฎหมายและระเบียบของกรมสรรพากรเปิดให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะกรณีที่แสดงได้ว่าทำไปโดยสุจริต ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ส่วนนี้มักเป็นจุดที่ช่วยบรรเทาภาระได้มาก

4. เพดานของเงินเพิ่ม — สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มที่เรียกเก็บมีเพดานจำกัดมิให้เกินจำนวนภาษี จึงเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบมิให้มีการคำนวณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

5. พิจารณาการผ่อนชำระ — เพื่อรักษาสภาพคล่องและประคองกิจการระหว่างการโต้แย้งในประเด็นข้อกฎหมาย

V

อายุความการประเมิน — กรอบเวลาที่ย้อนได้

อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานมีกรอบเวลากำกับ การพิจารณาว่ายอดประเมินครอบคลุมเฉพาะปีที่ยังอยู่ในกรอบเวลาหรือไม่ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจลดยอดลงได้ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้มีหน้าที่จดทะเบียนแต่มิได้จดทะเบียนหรือมิได้ยื่นแบบ กฎหมายกำหนดกรอบเวลาการประเมินที่ยาวกว่ากรณีปกติ ส่วนภาษีเงินได้มีกรอบการออกหมายเรียกตรวจสอบตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด การตรวจสอบว่าการประเมินอยู่ภายในกรอบเวลาที่ถูกต้องหรือไม่ จึงเป็นงานที่ควรพิจารณาควบคู่กับการทบทวนฐานภาษี

VI

การฟ้องศาลภาษีอากรกลาง

หากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่เป็นธรรม ผู้ถูกประเมินมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมรูปคดี ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานอย่างรัดกุม การดำเนินการในชั้นนี้นอกจากเป็นการรักษาสิทธิแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างน้ำหนักในการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมในหลายกรณี

อนึ่ง การใช้สิทธิและการโต้แย้งทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เป็นจริง การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลมิใช่แนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจก่อให้เกิดความรับผิดเพิ่มเติม

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ถูกประเมินภาษีย้อนหลังแล้ว ยังลดยอดได้หรือไม่?

ได้ในหลายกรณี ผ่านการทบทวนฐานภาษี การนำภาษีซื้อที่มีสิทธิหักมาใช้ และการขอลดหรืองดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการรักษากำหนดเวลา

มีเวลากี่วันในการอุทธรณ์การประเมิน?

โดยทั่วไปต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน หากพ้นกำหนดอาจเสียสิทธิโต้แย้ง

เพิ่งทราบว่าที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ครบถ้วน แต่ยังไม่ถูกตรวจ ควรทำอย่างไร?

ควรพิจารณาปรับปรุงให้ถูกต้องโดยสมัครใจก่อนถูกออกหมายเรียกหรือประเมิน ซึ่งช่วยจำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากที่สุด

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

ได้รับ "หนังสือเชิญพบ" จากสรรพากร ควรทำอย่างไรขั้นสำรวจก่อนการประเมิน — จังหวะที่จัดการได้ง่ายที่สุด อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรสิทธิและกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร บริการอุทธรณ์และคดีภาษีอากรรับมือการถูกประเมินย้อนหลัง

ได้รับหนังสือจากสรรพากรอยู่ใช่ไหม?

ส่งหนังสือประเมินหรือหนังสือที่ได้รับมาให้เราดูก่อนได้เลยนะครับบ เราจะช่วยประเมินว่ากรณีของท่านควรเริ่มตรงไหน และมีแนวทางบรรเทาภาระอย่างไรได้บ้าง โดยเฉพาะการรักษาสิทธิภายในกรอบเวลา ด้วยประสบการณ์ดูแลคดีภาษีมากว่า 25 ปี

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 eksiam@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

อ้างอิงทางกฎหมาย

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ว่าด้วยการอุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 ว่าด้วยกำหนดเวลาการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และมาตรา 19 ว่าด้วยการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 และ 89/1 ว่าด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เกินจำนวนภาษี)
  4. หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (เช่น คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.81/2542)
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย แนวทางที่เหมาะสมในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกรอบเวลาที่เหลืออยู่ ภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร 081-654-5922