ผู้ที่มีรายได้จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ต่างประเทศ ผู้ที่ทำงานในต่างประเทศ หรือผู้ที่มีทรัพย์สินให้เช่าในต่างแดน จำนวนมากเคยเข้าใจว่า เงินได้จากต่างประเทศจะเสียภาษีในไทยก็ต่อเมื่อนำเข้ามาในปีเดียวกับที่ได้รับเท่านั้น หากเก็บไว้ข้ามปีแล้วจึงนำเข้ามา ก็ไม่ต้องเสียภาษี ความเข้าใจนี้เคยถูกต้องภายใต้แนวปฏิบัติเดิม แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566 ได้ปรับปรุงการตีความมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีผลกับเงินได้ที่นำเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อผู้มีเงินได้จากต่างประเทศเป็นวงกว้าง และเป็นประเด็นที่จะทวีความสำคัญขึ้นในอนาคต
หัวข้อในบทความ
หลักเดิม กับ หลักใหม่ ต่างกันอย่างไร
ประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง กำหนดว่า ผู้อยู่ในประเทศไทยซึ่งมีเงินได้จากแหล่งต่างประเทศ (จากหน้าที่งาน กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ) ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
ภายใต้แนวปฏิบัติ เดิม กรมสรรพากรตีความว่า เงินได้จากต่างประเทศจะต้องเสียภาษีเฉพาะกรณีที่นำเข้ามาในประเทศไทย "ภายในปีภาษีเดียวกัน" กับปีที่ได้รับเงินได้นั้น ทำให้ผู้มีเงินได้สามารถวางแผนเก็บเงินไว้ข้ามปีก่อนนำเข้ามาเพื่อมิให้ต้องเสียภาษีได้
ภายใต้หลักเกณฑ์ ใหม่ ตามคำสั่ง ป.161/2566 และ ป.162/2566 การตีความได้เปลี่ยนไปว่า เงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทย ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีในปีที่นำเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ของปีใดก็ตาม โดยมีผลกับการนำเงินได้เข้ามาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
ใครเข้าข่ายต้องเสียภาษี
หลักเกณฑ์นี้ใช้กับผู้ที่เข้าเงื่อนไขสองประการพร้อมกัน คือ
- เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย กล่าวคือ อยู่ในประเทศไทยรวมกัน ตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป ในปีภาษีนั้น
- นำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ในปีภาษีนั้น
ในทางกลับกัน หากในปีภาษีที่นำเงินได้เข้ามา ผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ย่อมไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามนิยาม และไม่ต้องนำเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามานั้นมายื่นเสียภาษีตามหลักเกณฑ์นี้
เงินได้จากต่างประเทศแบบใดบ้าง
เงินได้จากแหล่งต่างประเทศตามมาตรา 41 วรรคสอง ครอบคลุมเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ กิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น
- เงินเดือนหรือค่าจ้างจากการทำงานในต่างประเทศ
- กำไรจากการขายหุ้นหรือสินทรัพย์ในต่างประเทศ
- เงินปันผลจากหุ้นต่างประเทศ และดอกเบี้ยจากเงินฝากหรือพันธบัตรต่างประเทศ
- ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และค่าสิทธิ (royalty) จากต่างประเทศ
ข้อยกเว้นและการบรรเทาภาระ
แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะขยายขอบเขตการจัดเก็บ แต่ยังมีข้อยกเว้นและแนวทางบรรเทาภาระที่สำคัญ ได้แก่
- เงินได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 — คำสั่ง ป.162/2566 ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ใช้กับเงินได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว ดังนั้นเงินได้ที่สะสมไว้ก่อนปี 2567 เมื่อนำเข้ามาภายหลังจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของหลักเกณฑ์ใหม่นี้
- การไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในปีที่นำเงินเข้ามา (อยู่ไม่ถึง 180 วัน)
- เครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) — หากเงินได้นั้นได้ถูกหักหรือเสียภาษีในต่างประเทศมาแล้ว ผู้มีเงินได้อาจมีสิทธินำภาษีที่ชำระในต่างประเทศมาเป็นเครดิตหักออกได้ตามเงื่อนไขของอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้น เพื่อบรรเทาการเสียภาษีซ้ำซ้อน
การพิจารณาสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนต้องอาศัยการวิเคราะห์อนุสัญญาเป็นรายฉบับและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ซึ่งเป็นงานเฉพาะทางด้านภาษีระหว่างประเทศ
ปัญหาที่พบจริง และสิ่งที่ควรทำ
ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้มีเงินได้จากต่างประเทศจำนวนมากยังไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และไม่ได้จัดเก็บเอกสารหลักฐานที่จำเป็น เช่น หลักฐานว่าเงินได้ส่วนใดเกิดขึ้นก่อนปี 2567 (ซึ่งได้รับการคุ้มครอง) จำนวนภาษีที่ชำระไว้ในต่างประเทศ และเอกสารประกอบการขอใช้เครดิตตามอนุสัญญาภาษีซ้อน เมื่อขาดหลักฐานเหล่านี้ ย่อมเสียเปรียบในการพิสูจน์สิทธิ
แนวทางที่เหมาะสมคือ การจัดทำและเก็บรักษาเอกสารแสดงที่มาและช่วงเวลาของเงินได้ การวางแผนจังหวะการนำเงินเข้าประเทศ และการพิจารณาสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนล่วงหน้า ทั้งนี้ แนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในอนาคต การติดตามความเปลี่ยนแปลงและปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากรที่เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ จึงเป็นแนวทางที่รอบคอบที่สุด
สรุปสาระสำคัญ
- ตามหลักเกณฑ์ใหม่ (ป.161/2566 และ ป.162/2566) เงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้าไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะนำเข้าปีใด มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567
- ใช้กับผู้ที่อยู่ในไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป และนำเงินได้เข้ามา
- เงินได้ที่เกิดก่อน 1 มกราคม 2567 ได้รับการคุ้มครอง ไม่ตกอยู่ในบังคับหลักเกณฑ์ใหม่
- ภาษีที่ชำระในต่างประเทศอาจนำมาเครดิตได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน เพื่อบรรเทาการเสียภาษีซ้ำ
- การจัดเก็บเอกสารแสดงที่มาและช่วงเวลาของเงินได้ เป็นหัวใจของการพิสูจน์สิทธิ
คำถามที่พบบ่อย
ใครต้องเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้าไทย?
ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทย ตามคำสั่ง ป.161/2566 และ ป.162/2566
ถ้านำเงินได้เข้ามาคนละปีกับที่ได้รับ ยังต้องเสียภาษีไหม?
ต้องเสีย ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีผลกับการนำเงินได้เข้ามาตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ไม่ว่าจะเป็นเงินได้ของปีใด ต่างจากหลักเดิมที่เก็บเฉพาะกรณีนำเข้าในปีเดียวกับที่ได้รับ
เคยเสียภาษีในต่างประเทศแล้ว ต้องเสียซ้ำในไทยหรือไม่?
อาจนำภาษีที่ชำระในต่างประเทศมาเครดิตได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้น เพื่อบรรเทาการเสียภาษีซ้ำซ้อน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอนุสัญญาแต่ละฉบับ