ในยุคที่การค้าขายเคลื่อนเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการรายย่อย แม่ค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ และผู้สร้างคอนเทนต์จำนวนมาก เข้าใจว่ารายได้ที่รับผ่านการโอนเงินเป็นเรื่องส่วนตัวที่กรมสรรพากรมองไม่เห็น ความเข้าใจนี้เองที่ทำให้หลายรายไม่ได้ยื่นภาษีให้ถูกต้อง และต้องเผชิญการประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในเวลาต่อมา
ความจริงคือ ปัจจุบันกรมสรรพากรมีข้อมูลการรับเงินของผู้เสียภาษีมากกว่าที่หลายคนคิด และแนวโน้มการตรวจสอบรายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัลจะเข้มข้นขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต บทความนี้อธิบายที่มาของข้อมูลดังกล่าว หน้าที่ทางภาษีที่เกิดขึ้น และแนวทางจัดการอย่างถูกต้อง
หัวข้อในบทความ
ทำไมสรรพากร "เห็น" รายรับของเรา — กฎหมายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
นับแต่มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรว่าด้วย "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีการรับเงินเข้าบัญชีในปริมาณสูงต่อกรมสรรพากรเป็นรายปี เกณฑ์ที่ต้องรายงานมีสองกรณี
(1) ฝากหรือรับโอนเงินเข้า ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ
(2) ฝากหรือรับโอนเงินเข้า ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
พึงเข้าใจว่า ข้อมูลนี้ มิใช่การประเมินภาษีโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้กรมสรรพากรคัดกรองผู้ที่มีรายรับสูงเพื่อพิจารณาความถูกต้องของการเสียภาษี ผู้ที่ยื่นภาษีถูกต้องครบถ้วนอยู่แล้วย่อมไม่มีปัญหา ส่วนผู้ที่ไม่เคยยื่นหรือยื่นไม่ครบ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะถูกเรียกตรวจสอบ
รายได้ออนไลน์เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้
รายได้จากการขายของออนไลน์ การรับจ้างอิสระ ค่ารีวิวหรือโฆษณาของผู้สร้างคอนเทนต์ และรายได้จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ล้วนเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่นำมารวมคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ว่ารายได้นั้นจะรับเป็นเงินสด การโอน หรือผ่านแพลตฟอร์มใด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่ารายได้ที่ไม่ได้จดทะเบียนการค้า หรือรายได้ก้อนเล็ก ๆ ที่รับผ่านการโอน ไม่ต้องนำมาเสียภาษี ในความเป็นจริง หน้าที่ยื่นภาษีเกิดขึ้นตามจำนวนเงินได้ที่กฎหมายกำหนด มิได้ขึ้นอยู่กับว่าจดทะเบียนหรือไม่ ส่วนภาระภาษีที่แท้จริงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายอนุญาต
เส้น 1.8 ล้านบาท: เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT
นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ผู้ขายของออนไลน์ที่เติบโตขึ้นมักมองข้ามภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ประกอบการมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ย่อมมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกเก็บ VAT ในอัตราร้อยละ 7 ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบเป็นรายเดือน (เกณฑ์กิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1)
ผู้ขายออนไลน์จำนวนมากมียอดขายเกินเกณฑ์นี้โดยไม่ทันรู้ตัว เนื่องจากยอดขายสะสมทั้งปีผ่านหลายแพลตฟอร์มและหลายช่องทางการชำระเงิน เมื่อมิได้จดทะเบียนและเรียกเก็บ VAT ตามหน้าที่ จึงกลายเป็นภาระภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ซึ่งคำนวณจากยอดขายทั้งจำนวน และมักมาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
รูปแบบการขายออนไลน์ที่ต่างกัน เสียภาษีต่างกันอย่างไร
การขายออนไลน์มีหลายรูปแบบ ซึ่งมีผลทางภาษีต่างกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า แม้ภาระภาษีเงินได้จะคำนวณจากกำไรสุทธิในลักษณะเดียวกันทุกรูปแบบ แต่ภาระด้านภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีศุลกากรจะแตกต่างกันตามแหล่งที่มาของสินค้า
1. สินค้าที่ผลิตหรือจัดหาภายในประเทศ — ผู้ขายมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศตามปกติ กล่าวคือ หากรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนและเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อ โดยภาษีซื้อจากต้นทุนวัตถุดิบหรือสินค้าที่ซื้อจากผู้ขายที่จดทะเบียนสามารถนำมาหักได้ ไม่มีภาระ ณ ด่านศุลกากรเพราะไม่มีการนำเข้า
2. สินค้านำเข้ามาเก็บสต็อกเพื่อขาย — ในขั้น "นำเข้า" ผู้นำเข้ามีหน้าที่เสียอากรขาเข้า (ตามพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าแต่ละชนิด ซึ่งบางรายการอาจได้สิทธิลดหย่อนตามความตกลงการค้าเสรี) และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าในอัตราร้อยละ 7 ณ ด่านศุลกากร ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้านี้เกิดขึ้นในฐานะ "ผู้นำเข้า" โดยไม่ขึ้นกับเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากผู้นำเข้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าที่ชำระไปถือเป็นภาษีซื้อที่นำมาหักจากภาษีขายได้ และเมื่อขายต่อในประเทศก็เรียกเก็บ VAT ตามปกติ
3. สั่งแบบพรีออเดอร์ (รอลูกค้าสั่งแล้วจึงสั่งจากต่างประเทศ) — โดยหลักการ ภาระการนำเข้าไม่ต่างจากแบบที่สอง คือมีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าเมื่อสินค้าเข้ามาในประเทศ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ "ใครเป็นผู้นำเข้าตามกฎหมาย" ระหว่างผู้ขายพรีออเดอร์กับลูกค้าปลายทาง ซึ่งมีผลต่อภาระภาษี เอกสารนำเข้า และความรับผิด อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่ผู้ค้ารายย่อยมักมองข้าม
สรุปคือ รูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าจะมีภาระภาษีที่ด่านศุลกากร (อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้า) เพิ่มจากภาระภาษีในประเทศ การวางโครงสร้างต้นทุน การจดทะเบียน และการจัดทำเอกสารนำเข้าให้ถูกต้อง จึงสำคัญทั้งต่อภาระภาษีโดยรวมและต่อสิทธิในการนำภาษีซื้อมาหัก
กิจการอื่นที่ "คาดไม่ถึง" ว่าต้องเสีย VAT
ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้จำกัดเฉพาะการขายสินค้าทั่วไป กิจการหลายประเภทที่ผู้ประกอบการคาดไม่ถึงก็อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ เช่น
- การให้บริการรับจ้างทำของ ค่าที่ปรึกษา ค่าออกแบบ และค่านายหน้า
- รายได้จากการรีวิว โฆษณา หรือการเป็นพรีเซนเตอร์ของผู้สร้างคอนเทนต์
- การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มาพร้อมบริการ (เช่น พื้นที่พร้อมบริการส่วนกลาง) ซึ่งส่วนของค่าบริการอาจอยู่ในบังคับ VAT
- การขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียน
ในทางกลับกัน บางกิจการได้รับยกเว้น เช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ (เปล่า) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร และการขายพืชผลเกษตรในสภาพสด การจำแนกให้ถูกต้องว่ารายการใดต้องเสียหรือยกเว้น จึงเป็นหัวใจของการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง
รู้ตัวว่ายังไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร
สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วพบว่าที่ผ่านมายังยื่นภาษีไม่ครบถ้วน หรือมีรายรับเกินเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน VAT แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการเข้าปรับปรุงให้ถูกต้องด้วยตนเอง ก่อน ถูกเรียกตรวจสอบ การยื่นเพิ่มเติมและจดทะเบียนโดยสมัครใจ โดยทั่วไปช่วยจำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากกว่าการรอให้ถูกประเมิน ทั้งยังแสดงถึงความสุจริตของผู้เสียภาษี
ในกรณีที่ได้รับหนังสือเชิญพบหรือหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ยังมีแนวทางตามกฎหมายในการทบทวนฐานภาษีและขอลดเบี้ยปรับ ซึ่งควรดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด การปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากรเพื่อวางแนวทางตามข้อเท็จจริงเฉพาะราย จึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยรักษาสิทธิและจำกัดความเสียหายได้ดีที่สุด
สรุปสาระสำคัญ
- สถาบันการเงินรายงาน "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" ต่อกรมสรรพากร เมื่อมีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้งและยอดตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี
- รายได้ออนไลน์และอาชีพอิสระเป็นเงินได้ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ ไม่ว่าจดทะเบียนหรือไม่
- รายรับจากสินค้า/บริการที่ต้องเสียภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT (ม.81/1)
- บริการ ค่าที่ปรึกษา ค่ารีวิว และการให้เช่าพร้อมบริการ อาจอยู่ในบังคับ VAT โดยคาดไม่ถึง
- หากยังไม่ถูกต้อง การปรับปรุงโดยสมัครใจก่อนถูกตรวจสอบเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
ขายของออนไลน์รายได้น้อยต้องเสียภาษีไหม?
รายได้จากการขายของออนไลน์เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนจะเสียเท่าใดขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
เงินเข้าบัญชีกี่ครั้งสรรพากรถึงเห็น?
สถาบันการเงินต้องรายงานผู้ที่มีเงินเข้า (รวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกันต่อปี) ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท โดยนับเฉพาะเงินเข้า
ขายของออนไลน์เมื่อไรต้องจด VAT?
เมื่อมีรายรับจากสินค้า/บริการที่ต้องเสียภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกเก็บ VAT และยื่นแบบรายเดือน