หน้าแรก · บทความ · ภาษีธุรกิจดิจิทัล
บทวิเคราะห์ภาษีจากปัญหาจริง

ขายของออนไลน์–อาชีพอิสระ เมื่อไรต้องเสียภาษีโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในปัญหาภาษีที่พบมากที่สุดในปัจจุบันคือ ผู้ขายของออนไลน์และผู้มีอาชีพอิสระถูกประเมินภาษีย้อนหลังโดยไม่ทันตั้งตัว บทความนี้อธิบายว่าเหตุใดกรมสรรพากรจึงเห็นรายรับของท่าน รายได้แบบใดต้องเสียภาษี และเส้นแบ่ง 1.8 ล้านบาทที่ทำให้ต้องจดทะเบียน VAT

ในยุคที่การค้าขายเคลื่อนเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการรายย่อย แม่ค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ และผู้สร้างคอนเทนต์จำนวนมาก เข้าใจว่ารายได้ที่รับผ่านการโอนเงินเป็นเรื่องส่วนตัวที่กรมสรรพากรมองไม่เห็น ความเข้าใจนี้เองที่ทำให้หลายรายไม่ได้ยื่นภาษีให้ถูกต้อง และต้องเผชิญการประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในเวลาต่อมา

ความจริงคือ ปัจจุบันกรมสรรพากรมีข้อมูลการรับเงินของผู้เสียภาษีมากกว่าที่หลายคนคิด และแนวโน้มการตรวจสอบรายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัลจะเข้มข้นขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต บทความนี้อธิบายที่มาของข้อมูลดังกล่าว หน้าที่ทางภาษีที่เกิดขึ้น และแนวทางจัดการอย่างถูกต้อง

หัวข้อในบทความ

  1. ทำไมสรรพากร "เห็น" รายรับของเรา — กฎหมายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
  2. รายได้ออนไลน์เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้
  3. เส้น 1.8 ล้านบาท: เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT
  4. รูปแบบการขายออนไลน์ที่ต่างกัน เสียภาษีต่างกันอย่างไร
  5. กิจการอื่นที่ "คาดไม่ถึง" ว่าต้องเสีย VAT
  6. รู้ตัวว่ายังไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร
I

ทำไมสรรพากร "เห็น" รายรับของเรา — กฎหมายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ

นับแต่มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรว่าด้วย "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีการรับเงินเข้าบัญชีในปริมาณสูงต่อกรมสรรพากรเป็นรายปี เกณฑ์ที่ต้องรายงานมีสองกรณี

เกณฑ์ "ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" (นับเฉพาะเงินเข้า รวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกันต่อปี)
(1) ฝากหรือรับโอนเงินเข้า ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ
(2) ฝากหรือรับโอนเงินเข้า ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

พึงเข้าใจว่า ข้อมูลนี้ มิใช่การประเมินภาษีโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้กรมสรรพากรคัดกรองผู้ที่มีรายรับสูงเพื่อพิจารณาความถูกต้องของการเสียภาษี ผู้ที่ยื่นภาษีถูกต้องครบถ้วนอยู่แล้วย่อมไม่มีปัญหา ส่วนผู้ที่ไม่เคยยื่นหรือยื่นไม่ครบ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะถูกเรียกตรวจสอบ

เงินโอนเข้าบัญชีในปริมาณสูงไม่ใช่เรื่องที่มองไม่เห็นอีกต่อไป — แต่การมีข้อมูลกับการถูกประเมิน เป็นคนละขั้นกัน
II

รายได้ออนไลน์เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้

รายได้จากการขายของออนไลน์ การรับจ้างอิสระ ค่ารีวิวหรือโฆษณาของผู้สร้างคอนเทนต์ และรายได้จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ล้วนเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่นำมารวมคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ว่ารายได้นั้นจะรับเป็นเงินสด การโอน หรือผ่านแพลตฟอร์มใด

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่ารายได้ที่ไม่ได้จดทะเบียนการค้า หรือรายได้ก้อนเล็ก ๆ ที่รับผ่านการโอน ไม่ต้องนำมาเสียภาษี ในความเป็นจริง หน้าที่ยื่นภาษีเกิดขึ้นตามจำนวนเงินได้ที่กฎหมายกำหนด มิได้ขึ้นอยู่กับว่าจดทะเบียนหรือไม่ ส่วนภาระภาษีที่แท้จริงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามที่กฎหมายอนุญาต

III

เส้น 1.8 ล้านบาท: เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT

นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ผู้ขายของออนไลน์ที่เติบโตขึ้นมักมองข้ามภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร เมื่อผู้ประกอบการมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ย่อมมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกเก็บ VAT ในอัตราร้อยละ 7 ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบเป็นรายเดือน (เกณฑ์กิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1)

ผู้ขายออนไลน์จำนวนมากมียอดขายเกินเกณฑ์นี้โดยไม่ทันรู้ตัว เนื่องจากยอดขายสะสมทั้งปีผ่านหลายแพลตฟอร์มและหลายช่องทางการชำระเงิน เมื่อมิได้จดทะเบียนและเรียกเก็บ VAT ตามหน้าที่ จึงกลายเป็นภาระภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ซึ่งคำนวณจากยอดขายทั้งจำนวน และมักมาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

IV

รูปแบบการขายออนไลน์ที่ต่างกัน เสียภาษีต่างกันอย่างไร

การขายออนไลน์มีหลายรูปแบบ ซึ่งมีผลทางภาษีต่างกัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า แม้ภาระภาษีเงินได้จะคำนวณจากกำไรสุทธิในลักษณะเดียวกันทุกรูปแบบ แต่ภาระด้านภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีศุลกากรจะแตกต่างกันตามแหล่งที่มาของสินค้า

1. สินค้าที่ผลิตหรือจัดหาภายในประเทศ — ผู้ขายมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศตามปกติ กล่าวคือ หากรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนและเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อ โดยภาษีซื้อจากต้นทุนวัตถุดิบหรือสินค้าที่ซื้อจากผู้ขายที่จดทะเบียนสามารถนำมาหักได้ ไม่มีภาระ ณ ด่านศุลกากรเพราะไม่มีการนำเข้า

2. สินค้านำเข้ามาเก็บสต็อกเพื่อขาย — ในขั้น "นำเข้า" ผู้นำเข้ามีหน้าที่เสียอากรขาเข้า (ตามพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าแต่ละชนิด ซึ่งบางรายการอาจได้สิทธิลดหย่อนตามความตกลงการค้าเสรี) และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าในอัตราร้อยละ 7 ณ ด่านศุลกากร ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้านี้เกิดขึ้นในฐานะ "ผู้นำเข้า" โดยไม่ขึ้นกับเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากผู้นำเข้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าที่ชำระไปถือเป็นภาษีซื้อที่นำมาหักจากภาษีขายได้ และเมื่อขายต่อในประเทศก็เรียกเก็บ VAT ตามปกติ

3. สั่งแบบพรีออเดอร์ (รอลูกค้าสั่งแล้วจึงสั่งจากต่างประเทศ) — โดยหลักการ ภาระการนำเข้าไม่ต่างจากแบบที่สอง คือมีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้าเมื่อสินค้าเข้ามาในประเทศ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ "ใครเป็นผู้นำเข้าตามกฎหมาย" ระหว่างผู้ขายพรีออเดอร์กับลูกค้าปลายทาง ซึ่งมีผลต่อภาระภาษี เอกสารนำเข้า และความรับผิด อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่ผู้ค้ารายย่อยมักมองข้าม

ข้อควรรู้ล่าสุด — สินค้านำเข้าราคาต่ำ: เดิมสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ตั้งแต่กลางปี 2567 รัฐได้เริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 สำหรับสินค้านำเข้าแม้มูลค่าต่ำ (ตามประกาศกระทรวงการคลังและกรมศุลกากร) เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ขายในประเทศ โดยแนวทางการจัดเก็บยังอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นกลไกถาวร

สรุปคือ รูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าจะมีภาระภาษีที่ด่านศุลกากร (อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้า) เพิ่มจากภาระภาษีในประเทศ การวางโครงสร้างต้นทุน การจดทะเบียน และการจัดทำเอกสารนำเข้าให้ถูกต้อง จึงสำคัญทั้งต่อภาระภาษีโดยรวมและต่อสิทธิในการนำภาษีซื้อมาหัก

V

กิจการอื่นที่ "คาดไม่ถึง" ว่าต้องเสีย VAT

ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้จำกัดเฉพาะการขายสินค้าทั่วไป กิจการหลายประเภทที่ผู้ประกอบการคาดไม่ถึงก็อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ เช่น

ในทางกลับกัน บางกิจการได้รับยกเว้น เช่น การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ (เปล่า) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร และการขายพืชผลเกษตรในสภาพสด การจำแนกให้ถูกต้องว่ารายการใดต้องเสียหรือยกเว้น จึงเป็นหัวใจของการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง

VI

รู้ตัวว่ายังไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่ประเมินแล้วพบว่าที่ผ่านมายังยื่นภาษีไม่ครบถ้วน หรือมีรายรับเกินเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน VAT แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการเข้าปรับปรุงให้ถูกต้องด้วยตนเอง ก่อน ถูกเรียกตรวจสอบ การยื่นเพิ่มเติมและจดทะเบียนโดยสมัครใจ โดยทั่วไปช่วยจำกัดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มากกว่าการรอให้ถูกประเมิน ทั้งยังแสดงถึงความสุจริตของผู้เสียภาษี

ในกรณีที่ได้รับหนังสือเชิญพบหรือหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ยังมีแนวทางตามกฎหมายในการทบทวนฐานภาษีและขอลดเบี้ยปรับ ซึ่งควรดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด การปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากรเพื่อวางแนวทางตามข้อเท็จจริงเฉพาะราย จึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยรักษาสิทธิและจำกัดความเสียหายได้ดีที่สุด

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ขายของออนไลน์รายได้น้อยต้องเสียภาษีไหม?

รายได้จากการขายของออนไลน์เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนจะเสียเท่าใดขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เงินเข้าบัญชีกี่ครั้งสรรพากรถึงเห็น?

สถาบันการเงินต้องรายงานผู้ที่มีเงินเข้า (รวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกันต่อปี) ตั้งแต่ 3,000 ครั้ง หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท โดยนับเฉพาะเงินเข้า

ขายของออนไลน์เมื่อไรต้องจด VAT?

เมื่อมีรายรับจากสินค้า/บริการที่ต้องเสียภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกเก็บ VAT และยื่นแบบรายเดือน

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

มีรายได้จากต่างประเทศแล้วนำเข้าไทย ต้องเสียภาษีไหมกฎใหม่ ป.161/162 ที่หลายคนยังไม่รู้ สินค้าชนิดใดยกเว้น/ต้องเสีย VATแผนที่การยกเว้นตามมาตรา 81 บริการจดทะเบียนและยื่นภาษีรายเดือนดูแล VAT และภาษีให้ครบถ้วนตรงเวลา

กังวลว่ารายได้ออนไลน์ของท่านยื่นภาษีครบหรือยัง?

เล่าลักษณะรายได้และช่องทางการรับเงินให้เราฟังก่อนได้เลยนะครับบ เราจะช่วยพิจารณาว่าท่านมีหน้าที่ทางภาษีอย่างไร ทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม และหากยังไม่ถูกต้อง ควรปรับปรุงอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด ด้วยประสบการณ์ดูแลคดีภาษีมากว่า 25 ปี

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 eksiam@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

อ้างอิงทางกฎหมาย

  1. ประมวลรัษฎากรว่าด้วยธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (มาตรา 3 สัตตรส) เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 ว่าด้วยเงินได้พึงประเมิน และหน้าที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 (ขอบเขตภาษีมูลค่าเพิ่ม) และมาตรา 81/1 (เกณฑ์กิจการขนาดย่อม 1.8 ล้านบาท)
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย การพิจารณาภาระภาษีของแต่ละบุคคลต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร 081-654-5922