คำตอบโดยสรุปมีหลักเดียวครับ ค่าใช้จ่ายที่ขอคืนภาษีซื้อได้ คือค่าใช้จ่ายที่ "เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" กล่าวคือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร3 ส่วนค่าใช้จ่ายที่อธิบายความเชื่อมโยงกับกิจการไม่ได้ แม้จะจ่ายเงินจริงและมีใบกำกับภาษีถูกต้องครบถ้วน ภาษีซื้อนั้นก็เป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ขอคืนไม่ได้ และหากเผลอนำมาหักไปแล้ว ยังมีเบี้ยปรับตามมาอีกหนึ่งเท่า6
ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้กลับเป็นประเด็นที่ผู้เสียภาษีทำหนังสือหารือกรมสรรพากรมากที่สุดในบรรดาปัญหาภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด จากการรวบรวมหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรที่กรมสรรพากรเผยแพร่ระหว่างปี 2540–2566 พบข้อหารือเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 รวม 116 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่อง "เกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่" ตามวงเล็บ (3) ถึง 47 เรื่อง หรือกว่าร้อยละ 401 ผมขอชวนท่านผู้อ่านดูไปด้วยกันว่า เหตุใดเรื่องที่หลักกฎหมายมีบรรทัดเดียว จึงกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ที่สุดของภาษีมูลค่าเพิ่ม และบทเรียนจากผู้ที่เคยหารือมาก่อนสอนอะไรเราบ้าง
หัวข้อในบทความ
- หลักกฎหมาย: บรรทัดเดียวที่ชี้ขาดเงินคืนทุกเดือน
- ทำไมเรื่องนี้จึงเถียงกันมากที่สุด
- รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ขอคืนได้" — และเหตุผลเบื้องหลัง
- รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ
- มุมบัญชีที่ควรทราบ: พลาดหนึ่งครั้ง กระทบภาษีสองประเภท
- วิธีเตรียมหลักฐานให้ขอคืนได้จริง
- ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง
หลักกฎหมาย: บรรทัดเดียวที่ชี้ขาดเงินคืนทุกเดือน
ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือนจาก "ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ" ตามมาตรา 82/32 สิทธินำภาษีซื้อมาหักจึงเป็นเงินคืนโดยตรงของกิจการ แต่มาตรา 82/5(3) ได้กันภาษีซื้อกลุ่มหนึ่งออกจากสิทธินั้น
สังเกตนะครับว่ากฎหมายไม่ได้แจกแจงบัญชีรายชื่อค่าใช้จ่ายว่ารายการใดหักได้หรือหักไม่ได้ กฎหมายให้มาเพียง "เกณฑ์" คือความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แล้วปล่อยให้ข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการเป็นตัวตัดสิน ผลที่ตามมาสำคัญมาก คือภาระในการอธิบายตกอยู่กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่กรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายรายการเดียวกันจึงอาจขอคืนได้ในกิจการหนึ่ง แต่ต้องห้ามในอีกกิจการหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใครแสดงความเชื่อมโยงกับกิจการของตนได้ชัดกว่ากัน
ทำไมเรื่องนี้จึงเถียงกันมากที่สุด
ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มานาน ผมเรียนตามตรงว่าความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีเหตุผล ผู้เสียภาษีมองรายจ่ายของตนด้วยสายตานักธุรกิจ อะไรที่จ่ายไปเพื่อให้กิจการเดินได้ ย่อมรู้สึกว่า "เกี่ยวกับกิจการ" ทั้งสิ้น ขณะที่เจ้าพนักงานต้องยึดถ้อยคำของกฎหมายซึ่งแคบกว่านั้น คือต้องเป็นรายจ่าย "เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ช่องว่างระหว่างสองสายตานี้เองที่กลายเป็นข้อหารือ 47 เรื่องตลอด 27 ปี
จากการศึกษาข้อหารือทั้งหมดในกลุ่มนี้ สาเหตุของปัญหาสรุปได้ 5 ประการ1 ได้แก่ ผู้เสียภาษีไม่มีหลักฐานหรือคำชี้แจงที่พิสูจน์ความเกี่ยวข้องได้ รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่ทำให้รายจ่ายแปลกไปจากเดิม ถ้อยคำกฎหมายที่เปิดกว้าง การตีความเข้าข้างตนเองของผู้เสียภาษีเอง และเงื่อนไขที่ต้องอาศัยดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ท่านจะเห็นว่าในห้าข้อนี้ มีเพียงข้อเดียวที่ผู้ประกอบการควบคุมไม่ได้เลย ที่เหลืออีกสี่ข้อจัดการล่วงหน้าได้ทั้งหมด
และนี่คือข้อเท็จจริงที่ผมอยากให้กำลังใจท่านผู้อ่านมากที่สุด ในข้อหารือ 47 เรื่อง กรมสรรพากรวินิจฉัยให้ผู้ประกอบการนำภาษีซื้อมาหักได้ถึง 36 เรื่อง และวินิจฉัยว่าต้องห้ามเพียง 11 เรื่อง1 ตัวเลขนี้บอกว่าแนวของกรมสรรพากรไม่ได้โหดร้ายอย่างที่หลายท่านกลัว ผู้ที่เรียบเรียงข้อเท็จจริงและหลักฐานมาดี มีโอกาสชนะสูงมาก ปัญหาที่แท้จริงจึงมักไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่คือการที่กิจการจำนวนมากไม่เคยเตรียมหลักฐานเหล่านั้นไว้เลยจนกระทั่งวันที่ถูกถาม
รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ขอคืนได้" — และเหตุผลเบื้องหลัง
เพื่อให้เห็นภาพว่าแนววินิจฉัยเดินอย่างไร ผมคัดตัวอย่างจากข้อหารือจริงที่กรมสรรพากรยอมรับว่าเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการ นำมาหักได้ พร้อมเหตุผลที่เป็นจุดชี้ขาดในแต่ละเรื่อง
| รายจ่ายจากข้อหารือจริง | ผล | จุดชี้ขาด |
|---|---|---|
| ค่าที่พัก ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการ สำหรับผู้ชำนาญการต่างชาติที่บริษัทมีหน้าที่จัดหาให้ตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน10 | หักได้ | มี "หน้าที่" ตามเงื่อนไขการประกอบกิจการรองรับ ไม่ใช่สวัสดิการทั่วไป |
| ค่าถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานที่ติดตั้ง ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าติดตั้งเครื่องอบลดความชื้นข้าว ของสหกรณ์ที่ให้บริการอบข้าวโดยคิดค่าบริการ11 | หักได้ | ทรัพย์สินถูกใช้สร้างรายได้ที่เสีย VAT โดยตรง |
| ค่าเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างวิจัยข้อมูล ของกิจการให้บริการข้อมูลออนไลน์ — แม้ยังไม่มียอดขาย12 | หักได้ | เป็นเครื่องมือหลักในการหารายได้ของกิจการ |
| ค่าก่อสร้างโรงงานเพื่อใช้ประกอบกิจการผลิตของตนเอง (มิได้สร้างเพื่อให้เช่า)1 | หักได้ | วัตถุประสงค์การใช้อาคารชัดเจนว่าอยู่ในกิจการที่เสีย VAT |
| ค่าของแจก ของแถม และของรางวัลให้ลูกค้าตามแคมเปญส่งเสริมการขาย1 | หักได้ | เป็นการส่งเสริมการขายของกิจการเอง มีแคมเปญและหลักเกณฑ์รองรับ |
ท่านจะสังเกตเห็นแบบแผนร่วมกันของทุกเรื่อง ผู้หารือไม่ได้ตอบเพียงว่า "รายจ่ายนี้เกี่ยวกับบริษัท" แต่แสดงได้ว่ารายจ่ายนั้นผูกอยู่กับหน้าที่ รายได้ หรือวัตถุประสงค์ของกิจการอย่างไร บางเรื่องอ้างเงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุน บางเรื่องอ้างสัญญาให้บริการที่ก่อรายได้ นี่คือสิ่งที่ผมหมายถึงเมื่อพูดว่า "หลักฐานชนะ" — เอกสารธรรมดาที่กิจการมีอยู่แล้ว หากรู้ว่าต้องหยิบชิ้นไหนมาเรียงอย่างไร ก็เพียงพอจะเปลี่ยนผลวินิจฉัยได้ทั้งเรื่อง
รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ
ฝั่งที่วินิจฉัยว่าต้องห้าม 11 เรื่องนั้น เมื่อแยกดูจะพบจุดพลาดที่วนซ้ำอยู่ไม่กี่แบบ และเกือบทั้งหมดป้องกันได้ล่วงหน้า
| รายจ่ายจากข้อหารือจริง | ผล | เหตุที่แพ้ |
|---|---|---|
| เงินทดลองจ่ายค่าของสมนาคุณแทนผู้อื่นในฐานะตัวแทนจำหน่าย1 | ต้องห้าม | รายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ของกิจการตนเอง |
| ค่าจัดสวนในงานแสดงระดับประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท1 | ต้องห้าม | แสดงความเชื่อมโยงกับการหากำไรของกิจการโดยเฉพาะไม่ได้เพียงพอ |
| ซื้อรถยนต์ตู้มาใช้ในกิจการอพาร์ตเมนต์ให้เช่า1 | ต้องห้าม | กิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ต)5 รายจ่ายจึงไม่ได้อยู่ในกิจการที่เสีย VAT |
| ค่าก่อสร้างอาคารที่ต่อมาขายหรือให้เช่าภายใน 3 ปี1 | ต้องห้าม | การใช้ทรัพย์สินเปลี่ยนไปสู่กิจการยกเว้น VAT ภายหลัง13 |
บทเรียนสามข้อจากฝั่งที่แพ้ ข้อแรก รายจ่ายต้องเป็นของกิจการตนเองจริง ๆ การออกเงินแทนคนอื่นแล้วหวังใช้เครดิตภาษีเองนั้นไปไม่รอด ข้อสอง คำว่า "เกี่ยวข้องกับกิจการ" วัดกันที่กิจการซึ่งอยู่ในระบบ VAT เท่านั้น กิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ต่อให้รายจ่ายเกี่ยวข้องแค่ไหน ภาษีซื้อก็ต้องห้าม ข้อสาม ความเกี่ยวข้องไม่ได้ดูเฉพาะวันจ่ายเงิน แต่ดูการใช้ทรัพย์สินจริงในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งเป็นกับดักที่เจ็บที่สุดสำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่อย่างอาคาร
มุมบัญชีที่ควรทราบ: พลาดหนึ่งครั้ง กระทบภาษีสองประเภท
จุดหนึ่งที่ผมพบว่าเจ้าของกิจการจำนวนมากยังไม่ทราบ คือการวินิจฉัยว่ารายจ่าย "เกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่" ไม่ได้จบที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายที่ถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ นอกจากภาษีซื้อจะต้องห้ามแล้ว ตัวรายจ่ายเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย เพราะหลักของรายจ่ายทางภาษีเงินได้ก็ยืนอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (13)8 การแพ้หนึ่งครั้งจึงมักหมายถึงแพ้สองสนามพร้อมกัน
สมมุติกิจการจ่ายค่าบริการก้อนหนึ่ง 1,000,000 บาท บวก VAT 70,000 บาท และนำภาษีซื้อไปหักแล้ว ต่อมาถูกตรวจพบว่าพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการไม่ได้ ภาระที่ตามมาไม่ใช่แค่ 70,000 บาท
รายจ่ายก้อนเดียว หากพิสูจน์ความเกี่ยวข้องไม่ได้ ความเสียหายรวมอาจเกินสามแสนบาท — ขณะที่หลักฐานซึ่งจะป้องกันทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่คือเอกสารที่จัดทำได้ในวันทำสัญญาโดยแทบไม่มีต้นทุน
ในทางกลับกัน ก็มีอีกด้านที่ผมอยากเรียนไว้ด้วยความเป็นธรรม กิจการจำนวนไม่น้อย "ไม่กล้า" ขอคืนภาษีซื้อที่แท้จริงมีสิทธิ เพราะกลัวเบี้ยปรับ เงินร้อยละ 7 ของรายจ่ายเหล่านั้นจึงจมหายไปเงียบ ๆ ทุกเดือนโดยไม่มีใครทวง ตัวเลข 36 ต่อ 11 จากข้อหารือจริงข้างต้นน่าจะช่วยให้ท่านเห็นว่า ความกลัวนั้นหลายครั้งเกินกว่าความเสี่ยงจริง สิ่งที่กิจการต้องการไม่ใช่ความกล้า แต่คือการประเมินอย่างมีหลักวิชาว่ารายการใดมีน้ำหนักพอ
วิธีเตรียมหลักฐานให้ขอคืนได้จริง
จากแนววินิจฉัยทั้งหมด ผมสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่กิจการทำได้เองห้าข้อ เรียงจากพื้นฐานไปหาละเอียด
ข้อแรก ตรวจวัตถุประสงค์ของกิจการที่จดทะเบียนไว้ ให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ก่อรายจ่ายจริง หลายเคสที่เสียเปรียบ เริ่มจากการที่รายจ่ายไปคนละทางกับวัตถุประสงค์ที่จดไว้ ทำให้ต้องอธิบายยาวโดยไม่จำเป็น
ข้อสอง ระบุเหตุผลทางธุรกิจไว้ในเอกสารธุรกรรม สัญญา ใบสั่งซื้อ หรือมติที่ประชุม ควรบอกได้ว่ารายจ่ายนี้ทำเพื่ออะไรของกิจการ ข้อหารือฝั่งที่ชนะเกือบทุกเรื่องมีเอกสารลักษณะนี้เป็นแกน เช่น เงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุนที่กำหนดหน้าที่จัดหาที่พัก หรือสัญญาบริการที่แสดงว่าทรัพย์สินใช้สร้างรายได้
ข้อสาม แยกให้ชัดว่ารายจ่ายเป็นของใคร หากออกเงินแทนบริษัทในเครือหรือคู่ค้า ให้จัดเป็นการเรียกเก็บคืนที่ถูกวิธี อย่านำภาษีซื้อของรายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่นมาใช้เอง
ข้อสี่ ระวังรายได้ที่ได้รับยกเว้น VAT ปะปนอยู่ในกิจการ เช่น มีรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือดอกเบี้ยบางประเภท เพราะรายจ่ายที่เทไปทางกิจการส่วนนั้น ภาษีซื้อจะต้องห้ามหรือต้องเฉลี่ย จุดนี้งานบัญชีต้องแยกประเภทรายได้ให้ชัดก่อน จึงจะวางภาษีซื้อถูก
ข้อห้า สำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่ ให้มองการใช้ทรัพย์สินล่วงหน้า 3 ปี13 โดยเฉพาะอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หากมีแผนจะขาย ให้เช่า หรือปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทในระยะใกล้ ควรวางแผนภาษีซื้อก่อนเริ่มก่อสร้าง มิใช่หลังขอคืนไปแล้ว
และหากทำครบห้าข้อแล้วยังมีรายการที่ก้ำกึ่งจริง ๆ กฎหมายเปิดช่องทางที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยใช้ คือการทำหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิ ข้อหารือทั้ง 47 เรื่องที่เป็นฐานของบทความนี้ ล้วนคือผู้ประกอบการที่เลือกถามก่อนพลาด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นวิธีที่สุภาพต่อกฎหมายและปลอดภัยต่อกิจการที่สุดวิธีหนึ่ง
ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง
หากให้ผมกลั่นทั้งบทความเหลือประโยคเดียวสำหรับผู้บริหาร ก็คือ เรื่องภาษีซื้อตามมาตรา 82/5(3) นั้น กรมสรรพากรพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน และคำชี้แจงของผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดุลยพินิจลอย ๆ ของเจ้าหน้าที่1 ผู้ที่เตรียมหลักฐานไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงินจึงเกือบจะกำหนดผลลัพธ์ของตนเองได้ ขณะที่ผู้ที่เริ่มหาคำอธิบายในวันถูกตรวจ ต้องพึ่งโชคมากกว่าที่ควร
ในทางปฏิบัติ งานนี้เป็นงานสองศาสตร์ที่ต้องเดินด้วยกัน ฝั่งบัญชีเห็นเอกสารทุกใบและรู้ว่ารายจ่ายไหลไปทางไหน ฝั่งกฎหมายรู้ว่าแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรในเรื่องทำนองเดียวกันเคยวางไว้อย่างไร และต้องเรียบเรียงข้อเท็จจริงอย่างไรจึงมีน้ำหนัก สำนักงานบัญชีทั่วไปจำนวนมากทำหน้าที่ฝั่งแรกได้ดี แต่จุดที่ตัดสินแพ้ชนะของเรื่องนี้อยู่ที่ฝั่งหลัง คือการวินิจฉัยรายการ การสร้างหลักฐานล่วงหน้า และการชี้แจงเมื่อถูกโต้แย้ง
ทั้งนี้ ผมต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า แนววินิจฉัยที่ยกมาในบทความนี้ผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือแต่ละราย รายการเดียวกันในกิจการของท่านอาจได้ผลต่างออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ วัตถุประสงค์กิจการ และเอกสารที่มีอยู่จริง คำตอบที่แม่นยำสำหรับกิจการของท่านจึงต้องเริ่มจากการดูข้อเท็จจริงของท่านเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่มาก แต่ให้ความชัดเจนที่คุ้มค่าที่สุด
สรุปสาระสำคัญ
- หลักมีข้อเดียว: ภาษีซื้อที่ขอคืนได้ต้องมาจากรายจ่ายที่ "เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ" คือเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (ม.82/5(3) ประกอบประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 17 ข้อ 4)
- เป็นข้อพิพาทอันดับหนึ่งของภาษีซื้อต้องห้าม — 47 จาก 116 ข้อหารือในรอบ 27 ปี
- ผู้ที่พิสูจน์ความเกี่ยวข้องได้ ชนะ 36 จาก 47 เรื่อง — เส้นแบ่งอยู่ที่หลักฐาน ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย
- จุดพลาดที่ซ้ำบ่อย: ออกเงินแทนผู้อื่น รายจ่ายเทไปทางกิจการที่ยกเว้น VAT และการใช้ทรัพย์สินเปลี่ยนทางภายใน 3 ปี
- พลาดหนึ่งครั้งกระทบสองภาษี: ภาษีซื้อต้องคืนพร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า (ม.89(4)) และรายจ่ายเสี่ยงถูกบวกกลับทางภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย
- หลักฐานที่ชนะคดีส่วนใหญ่คือเอกสารธรรมดาที่จัดทำได้ตั้งแต่วันทำสัญญา — และกรณีก้ำกึ่งยังหารือกรมสรรพากรล่วงหน้าได้
คำถามที่พบบ่อย
ค่าใช้จ่ายแบบไหนขอคืนภาษีซื้อได้บ้าง?
หลักมีข้อเดียวคือต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ กล่าวคือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ หากอธิบายและมีหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงได้ ก็ขอคืนหรือเครดิตได้
ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หมายความว่าอย่างไร?
หมายถึงภาษีซื้อจากรายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายที่ออกแทนผู้อื่น หรือรายจ่ายของกิจการส่วนที่ได้รับยกเว้น VAT — กฎหมายไม่มีบัญชีรายชื่อตายตัว ต้องดูข้อเท็จจริงรายกรณี
บริษัทออกค่าที่พักให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?
มีแนววินิจฉัยยอมรับว่าได้ หากบริษัทมีหน้าที่จัดหาที่พักตามเงื่อนไขการประกอบกิจการ เช่น เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน จุดชี้ขาดคือการแสดงหน้าที่และความจำเป็นนั้นด้วยเอกสาร
ถ้าไม่แน่ใจว่ารายการไหนขอคืนได้ ควรทำอย่างไร?
จัดหลักฐานความเกี่ยวข้องไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงิน ให้ผู้รู้ทั้งกฎหมายภาษีและบัญชีตรวจทานก่อนยื่น ภ.พ.30 และกรณีก้ำกึ่งสามารถทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิ
นำภาษีซื้อที่ต้องห้ามมาขอคืนโดยไม่รู้ตัว จะเกิดอะไรขึ้น?
ต้องชำระภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน (ม.89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (ม.89/1) การตรวจพบเองแล้วยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกตรวจ ช่วยลดภาระได้มาก