หน้าแรก · บทความ · ภาษีมูลค่าเพิ่ม
บทวิเคราะห์ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายแบบไหน ขอคืนภาษีซื้อได้ — แบบไหนต้องห้าม

เส้นแบ่งเรื่อง "ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ" ตามมาตรา 82/5(3) เป็นข้อพิพาทที่ผู้เสียภาษีหารือกรมสรรพากรมากที่สุดในบรรดาปัญหาภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด — และจากข้อหารือ 47 เรื่อง ผู้ที่เตรียมหลักฐานดีชนะถึง 36 เรื่อง บทความนี้อธิบายว่าเส้นแบ่งนั้นอยู่ตรงไหน และต้องเตรียมอะไรจึงจะยืนอยู่ฝั่งที่ขอคืนได้

คำตอบโดยสรุปมีหลักเดียวครับ ค่าใช้จ่ายที่ขอคืนภาษีซื้อได้ คือค่าใช้จ่ายที่ "เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" กล่าวคือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร3 ส่วนค่าใช้จ่ายที่อธิบายความเชื่อมโยงกับกิจการไม่ได้ แม้จะจ่ายเงินจริงและมีใบกำกับภาษีถูกต้องครบถ้วน ภาษีซื้อนั้นก็เป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ขอคืนไม่ได้ และหากเผลอนำมาหักไปแล้ว ยังมีเบี้ยปรับตามมาอีกหนึ่งเท่า6

ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้กลับเป็นประเด็นที่ผู้เสียภาษีทำหนังสือหารือกรมสรรพากรมากที่สุดในบรรดาปัญหาภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด จากการรวบรวมหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรที่กรมสรรพากรเผยแพร่ระหว่างปี 2540–2566 พบข้อหารือเรื่องภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 รวม 116 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่อง "เกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่" ตามวงเล็บ (3) ถึง 47 เรื่อง หรือกว่าร้อยละ 401 ผมขอชวนท่านผู้อ่านดูไปด้วยกันว่า เหตุใดเรื่องที่หลักกฎหมายมีบรรทัดเดียว จึงกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ที่สุดของภาษีมูลค่าเพิ่ม และบทเรียนจากผู้ที่เคยหารือมาก่อนสอนอะไรเราบ้าง

หัวข้อในบทความ

  1. หลักกฎหมาย: บรรทัดเดียวที่ชี้ขาดเงินคืนทุกเดือน
  2. ทำไมเรื่องนี้จึงเถียงกันมากที่สุด
  3. รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ขอคืนได้" — และเหตุผลเบื้องหลัง
  4. รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ
  5. มุมบัญชีที่ควรทราบ: พลาดหนึ่งครั้ง กระทบภาษีสองประเภท
  6. วิธีเตรียมหลักฐานให้ขอคืนได้จริง
  7. ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง
I

หลักกฎหมาย: บรรทัดเดียวที่ชี้ขาดเงินคืนทุกเดือน

ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือนจาก "ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ" ตามมาตรา 82/32 สิทธินำภาษีซื้อมาหักจึงเป็นเงินคืนโดยตรงของกิจการ แต่มาตรา 82/5(3) ได้กันภาษีซื้อกลุ่มหนึ่งออกจากสิทธินั้น

ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5"ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 (1) … (2) … (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (4) … (5) … (6) …"เครื่องหมาย … แสดงว่ายกมาไม่เต็มมาตรา — ยกเฉพาะบทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ (ดูถ้อยคำที่ยกไว้ละเอียดขึ้นในหมวด "บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง" ท้ายบทความ)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ข้อ 4"ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ภาษีซื้อที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ"4

สังเกตนะครับว่ากฎหมายไม่ได้แจกแจงบัญชีรายชื่อค่าใช้จ่ายว่ารายการใดหักได้หรือหักไม่ได้ กฎหมายให้มาเพียง "เกณฑ์" คือความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แล้วปล่อยให้ข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการเป็นตัวตัดสิน ผลที่ตามมาสำคัญมาก คือภาระในการอธิบายตกอยู่กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่กรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายรายการเดียวกันจึงอาจขอคืนได้ในกิจการหนึ่ง แต่ต้องห้ามในอีกกิจการหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใครแสดงความเชื่อมโยงกับกิจการของตนได้ชัดกว่ากัน

II

ทำไมเรื่องนี้จึงเถียงกันมากที่สุด

ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องนี้มานาน ผมเรียนตามตรงว่าความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีเหตุผล ผู้เสียภาษีมองรายจ่ายของตนด้วยสายตานักธุรกิจ อะไรที่จ่ายไปเพื่อให้กิจการเดินได้ ย่อมรู้สึกว่า "เกี่ยวกับกิจการ" ทั้งสิ้น ขณะที่เจ้าพนักงานต้องยึดถ้อยคำของกฎหมายซึ่งแคบกว่านั้น คือต้องเป็นรายจ่าย "เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ช่องว่างระหว่างสองสายตานี้เองที่กลายเป็นข้อหารือ 47 เรื่องตลอด 27 ปี

จากการศึกษาข้อหารือทั้งหมดในกลุ่มนี้ สาเหตุของปัญหาสรุปได้ 5 ประการ1 ได้แก่ ผู้เสียภาษีไม่มีหลักฐานหรือคำชี้แจงที่พิสูจน์ความเกี่ยวข้องได้ รูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่ทำให้รายจ่ายแปลกไปจากเดิม ถ้อยคำกฎหมายที่เปิดกว้าง การตีความเข้าข้างตนเองของผู้เสียภาษีเอง และเงื่อนไขที่ต้องอาศัยดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ท่านจะเห็นว่าในห้าข้อนี้ มีเพียงข้อเดียวที่ผู้ประกอบการควบคุมไม่ได้เลย ที่เหลืออีกสี่ข้อจัดการล่วงหน้าได้ทั้งหมด

ข้อพิพาทเรื่องนี้ ผู้เสียภาษีไม่ได้แพ้เพราะกฎหมายห้าม — ส่วนใหญ่แพ้เพราะพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการไม่ได้

และนี่คือข้อเท็จจริงที่ผมอยากให้กำลังใจท่านผู้อ่านมากที่สุด ในข้อหารือ 47 เรื่อง กรมสรรพากรวินิจฉัยให้ผู้ประกอบการนำภาษีซื้อมาหักได้ถึง 36 เรื่อง และวินิจฉัยว่าต้องห้ามเพียง 11 เรื่อง1 ตัวเลขนี้บอกว่าแนวของกรมสรรพากรไม่ได้โหดร้ายอย่างที่หลายท่านกลัว ผู้ที่เรียบเรียงข้อเท็จจริงและหลักฐานมาดี มีโอกาสชนะสูงมาก ปัญหาที่แท้จริงจึงมักไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่คือการที่กิจการจำนวนมากไม่เคยเตรียมหลักฐานเหล่านั้นไว้เลยจนกระทั่งวันที่ถูกถาม

III

รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ขอคืนได้" — และเหตุผลเบื้องหลัง

เพื่อให้เห็นภาพว่าแนววินิจฉัยเดินอย่างไร ผมคัดตัวอย่างจากข้อหารือจริงที่กรมสรรพากรยอมรับว่าเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการ นำมาหักได้ พร้อมเหตุผลที่เป็นจุดชี้ขาดในแต่ละเรื่อง

รายจ่ายจากข้อหารือจริงผลจุดชี้ขาด
ค่าที่พัก ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการ สำหรับผู้ชำนาญการต่างชาติที่บริษัทมีหน้าที่จัดหาให้ตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน10หักได้มี "หน้าที่" ตามเงื่อนไขการประกอบกิจการรองรับ ไม่ใช่สวัสดิการทั่วไป
ค่าถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานที่ติดตั้ง ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าติดตั้งเครื่องอบลดความชื้นข้าว ของสหกรณ์ที่ให้บริการอบข้าวโดยคิดค่าบริการ11หักได้ทรัพย์สินถูกใช้สร้างรายได้ที่เสีย VAT โดยตรง
ค่าเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างวิจัยข้อมูล ของกิจการให้บริการข้อมูลออนไลน์ — แม้ยังไม่มียอดขาย12หักได้เป็นเครื่องมือหลักในการหารายได้ของกิจการ
ค่าก่อสร้างโรงงานเพื่อใช้ประกอบกิจการผลิตของตนเอง (มิได้สร้างเพื่อให้เช่า)1หักได้วัตถุประสงค์การใช้อาคารชัดเจนว่าอยู่ในกิจการที่เสีย VAT
ค่าของแจก ของแถม และของรางวัลให้ลูกค้าตามแคมเปญส่งเสริมการขาย1หักได้เป็นการส่งเสริมการขายของกิจการเอง มีแคมเปญและหลักเกณฑ์รองรับ

ท่านจะสังเกตเห็นแบบแผนร่วมกันของทุกเรื่อง ผู้หารือไม่ได้ตอบเพียงว่า "รายจ่ายนี้เกี่ยวกับบริษัท" แต่แสดงได้ว่ารายจ่ายนั้นผูกอยู่กับหน้าที่ รายได้ หรือวัตถุประสงค์ของกิจการอย่างไร บางเรื่องอ้างเงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุน บางเรื่องอ้างสัญญาให้บริการที่ก่อรายได้ นี่คือสิ่งที่ผมหมายถึงเมื่อพูดว่า "หลักฐานชนะ" — เอกสารธรรมดาที่กิจการมีอยู่แล้ว หากรู้ว่าต้องหยิบชิ้นไหนมาเรียงอย่างไร ก็เพียงพอจะเปลี่ยนผลวินิจฉัยได้ทั้งเรื่อง

IV

รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ

ฝั่งที่วินิจฉัยว่าต้องห้าม 11 เรื่องนั้น เมื่อแยกดูจะพบจุดพลาดที่วนซ้ำอยู่ไม่กี่แบบ และเกือบทั้งหมดป้องกันได้ล่วงหน้า

รายจ่ายจากข้อหารือจริงผลเหตุที่แพ้
เงินทดลองจ่ายค่าของสมนาคุณแทนผู้อื่นในฐานะตัวแทนจำหน่าย1ต้องห้ามรายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ของกิจการตนเอง
ค่าจัดสวนในงานแสดงระดับประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท1ต้องห้ามแสดงความเชื่อมโยงกับการหากำไรของกิจการโดยเฉพาะไม่ได้เพียงพอ
ซื้อรถยนต์ตู้มาใช้ในกิจการอพาร์ตเมนต์ให้เช่า1ต้องห้ามกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ต)5 รายจ่ายจึงไม่ได้อยู่ในกิจการที่เสีย VAT
ค่าก่อสร้างอาคารที่ต่อมาขายหรือให้เช่าภายใน 3 ปี1ต้องห้ามการใช้ทรัพย์สินเปลี่ยนไปสู่กิจการยกเว้น VAT ภายหลัง13

บทเรียนสามข้อจากฝั่งที่แพ้ ข้อแรก รายจ่ายต้องเป็นของกิจการตนเองจริง ๆ การออกเงินแทนคนอื่นแล้วหวังใช้เครดิตภาษีเองนั้นไปไม่รอด ข้อสอง คำว่า "เกี่ยวข้องกับกิจการ" วัดกันที่กิจการซึ่งอยู่ในระบบ VAT เท่านั้น กิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ต่อให้รายจ่ายเกี่ยวข้องแค่ไหน ภาษีซื้อก็ต้องห้าม ข้อสาม ความเกี่ยวข้องไม่ได้ดูเฉพาะวันจ่ายเงิน แต่ดูการใช้ทรัพย์สินจริงในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งเป็นกับดักที่เจ็บที่สุดสำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่อย่างอาคาร

V

มุมบัญชีที่ควรทราบ: พลาดหนึ่งครั้ง กระทบภาษีสองประเภท

จุดหนึ่งที่ผมพบว่าเจ้าของกิจการจำนวนมากยังไม่ทราบ คือการวินิจฉัยว่ารายจ่าย "เกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่" ไม่ได้จบที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายที่ถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ นอกจากภาษีซื้อจะต้องห้ามแล้ว ตัวรายจ่ายเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย เพราะหลักของรายจ่ายทางภาษีเงินได้ก็ยืนอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (13)8 การแพ้หนึ่งครั้งจึงมักหมายถึงแพ้สองสนามพร้อมกัน

ตัวอย่างให้เห็นภาพ — รายจ่าย 1,000,000 บาทที่พิสูจน์ความเกี่ยวข้องไม่ได้

สมมุติกิจการจ่ายค่าบริการก้อนหนึ่ง 1,000,000 บาท บวก VAT 70,000 บาท และนำภาษีซื้อไปหักแล้ว ต่อมาถูกตรวจพบว่าพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการไม่ได้ ภาระที่ตามมาไม่ใช่แค่ 70,000 บาท

สนามที่ 1 — ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีซื้อที่ต้องชำระคืน70,000
เบี้ยปรับ 1 เท่า (ม.89(4))670,000
เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน (ม.89/1)7ตามเวลา
ขั้นต่ำ140,000+
สนามที่ 2 — ภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายจ่ายถูกบวกกลับ (ม.65 ตรี (13))81,000,000
ภาษีเพิ่ม (อัตรา 20%)9200,000
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกส่วนตามกรณี
ขั้นต่ำ200,000+

รายจ่ายก้อนเดียว หากพิสูจน์ความเกี่ยวข้องไม่ได้ ความเสียหายรวมอาจเกินสามแสนบาท — ขณะที่หลักฐานซึ่งจะป้องกันทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่คือเอกสารที่จัดทำได้ในวันทำสัญญาโดยแทบไม่มีต้นทุน

ในทางกลับกัน ก็มีอีกด้านที่ผมอยากเรียนไว้ด้วยความเป็นธรรม กิจการจำนวนไม่น้อย "ไม่กล้า" ขอคืนภาษีซื้อที่แท้จริงมีสิทธิ เพราะกลัวเบี้ยปรับ เงินร้อยละ 7 ของรายจ่ายเหล่านั้นจึงจมหายไปเงียบ ๆ ทุกเดือนโดยไม่มีใครทวง ตัวเลข 36 ต่อ 11 จากข้อหารือจริงข้างต้นน่าจะช่วยให้ท่านเห็นว่า ความกลัวนั้นหลายครั้งเกินกว่าความเสี่ยงจริง สิ่งที่กิจการต้องการไม่ใช่ความกล้า แต่คือการประเมินอย่างมีหลักวิชาว่ารายการใดมีน้ำหนักพอ

VI

วิธีเตรียมหลักฐานให้ขอคืนได้จริง

จากแนววินิจฉัยทั้งหมด ผมสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่กิจการทำได้เองห้าข้อ เรียงจากพื้นฐานไปหาละเอียด

ข้อแรก ตรวจวัตถุประสงค์ของกิจการที่จดทะเบียนไว้ ให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ก่อรายจ่ายจริง หลายเคสที่เสียเปรียบ เริ่มจากการที่รายจ่ายไปคนละทางกับวัตถุประสงค์ที่จดไว้ ทำให้ต้องอธิบายยาวโดยไม่จำเป็น

ข้อสอง ระบุเหตุผลทางธุรกิจไว้ในเอกสารธุรกรรม สัญญา ใบสั่งซื้อ หรือมติที่ประชุม ควรบอกได้ว่ารายจ่ายนี้ทำเพื่ออะไรของกิจการ ข้อหารือฝั่งที่ชนะเกือบทุกเรื่องมีเอกสารลักษณะนี้เป็นแกน เช่น เงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุนที่กำหนดหน้าที่จัดหาที่พัก หรือสัญญาบริการที่แสดงว่าทรัพย์สินใช้สร้างรายได้

ข้อสาม แยกให้ชัดว่ารายจ่ายเป็นของใคร หากออกเงินแทนบริษัทในเครือหรือคู่ค้า ให้จัดเป็นการเรียกเก็บคืนที่ถูกวิธี อย่านำภาษีซื้อของรายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่นมาใช้เอง

ข้อสี่ ระวังรายได้ที่ได้รับยกเว้น VAT ปะปนอยู่ในกิจการ เช่น มีรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือดอกเบี้ยบางประเภท เพราะรายจ่ายที่เทไปทางกิจการส่วนนั้น ภาษีซื้อจะต้องห้ามหรือต้องเฉลี่ย จุดนี้งานบัญชีต้องแยกประเภทรายได้ให้ชัดก่อน จึงจะวางภาษีซื้อถูก

ข้อห้า สำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่ ให้มองการใช้ทรัพย์สินล่วงหน้า 3 ปี13 โดยเฉพาะอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หากมีแผนจะขาย ให้เช่า หรือปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทในระยะใกล้ ควรวางแผนภาษีซื้อก่อนเริ่มก่อสร้าง มิใช่หลังขอคืนไปแล้ว

และหากทำครบห้าข้อแล้วยังมีรายการที่ก้ำกึ่งจริง ๆ กฎหมายเปิดช่องทางที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยใช้ คือการทำหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิ ข้อหารือทั้ง 47 เรื่องที่เป็นฐานของบทความนี้ ล้วนคือผู้ประกอบการที่เลือกถามก่อนพลาด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นวิธีที่สุภาพต่อกฎหมายและปลอดภัยต่อกิจการที่สุดวิธีหนึ่ง

VII

ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง

หากให้ผมกลั่นทั้งบทความเหลือประโยคเดียวสำหรับผู้บริหาร ก็คือ เรื่องภาษีซื้อตามมาตรา 82/5(3) นั้น กรมสรรพากรพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน และคำชี้แจงของผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดุลยพินิจลอย ๆ ของเจ้าหน้าที่1 ผู้ที่เตรียมหลักฐานไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงินจึงเกือบจะกำหนดผลลัพธ์ของตนเองได้ ขณะที่ผู้ที่เริ่มหาคำอธิบายในวันถูกตรวจ ต้องพึ่งโชคมากกว่าที่ควร

ในทางปฏิบัติ งานนี้เป็นงานสองศาสตร์ที่ต้องเดินด้วยกัน ฝั่งบัญชีเห็นเอกสารทุกใบและรู้ว่ารายจ่ายไหลไปทางไหน ฝั่งกฎหมายรู้ว่าแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรในเรื่องทำนองเดียวกันเคยวางไว้อย่างไร และต้องเรียบเรียงข้อเท็จจริงอย่างไรจึงมีน้ำหนัก สำนักงานบัญชีทั่วไปจำนวนมากทำหน้าที่ฝั่งแรกได้ดี แต่จุดที่ตัดสินแพ้ชนะของเรื่องนี้อยู่ที่ฝั่งหลัง คือการวินิจฉัยรายการ การสร้างหลักฐานล่วงหน้า และการชี้แจงเมื่อถูกโต้แย้ง

ทั้งนี้ ผมต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า แนววินิจฉัยที่ยกมาในบทความนี้ผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือแต่ละราย รายการเดียวกันในกิจการของท่านอาจได้ผลต่างออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ วัตถุประสงค์กิจการ และเอกสารที่มีอยู่จริง คำตอบที่แม่นยำสำหรับกิจการของท่านจึงต้องเริ่มจากการดูข้อเท็จจริงของท่านเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่มาก แต่ให้ความชัดเจนที่คุ้มค่าที่สุด

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ค่าใช้จ่ายแบบไหนขอคืนภาษีซื้อได้บ้าง?

หลักมีข้อเดียวคือต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ กล่าวคือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ หากอธิบายและมีหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงได้ ก็ขอคืนหรือเครดิตได้

ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หมายความว่าอย่างไร?

หมายถึงภาษีซื้อจากรายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายที่ออกแทนผู้อื่น หรือรายจ่ายของกิจการส่วนที่ได้รับยกเว้น VAT — กฎหมายไม่มีบัญชีรายชื่อตายตัว ต้องดูข้อเท็จจริงรายกรณี

บริษัทออกค่าที่พักให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?

มีแนววินิจฉัยยอมรับว่าได้ หากบริษัทมีหน้าที่จัดหาที่พักตามเงื่อนไขการประกอบกิจการ เช่น เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน จุดชี้ขาดคือการแสดงหน้าที่และความจำเป็นนั้นด้วยเอกสาร

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายการไหนขอคืนได้ ควรทำอย่างไร?

จัดหลักฐานความเกี่ยวข้องไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงิน ให้ผู้รู้ทั้งกฎหมายภาษีและบัญชีตรวจทานก่อนยื่น ภ.พ.30 และกรณีก้ำกึ่งสามารถทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิ

นำภาษีซื้อที่ต้องห้ามมาขอคืนโดยไม่รู้ตัว จะเกิดอะไรขึ้น?

ต้องชำระภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน (ม.89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (ม.89/1) การตรวจพบเองแล้วยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกตรวจ ช่วยลดภาระได้มาก

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ขั้นตอน เอกสาร และระยะเวลา ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง: ทางออกที่ดีที่สุดตามกฎหมายอุทธรณ์ ลดเบี้ยปรับ และการรักษาสิทธิ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษีเงินได้นิติบุคคลรายจ่ายแบบไหนหักได้ หักไม่ได้ แพ็กเกจดูแลภาษีรายเดือนตรวจทานภาษีซื้อก่อนยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน

อยากรู้ว่าภาษีซื้อของกิจการท่าน รายการไหนขอคืนได้ — รายการไหนเสี่ยง?

ปรึกษาเราได้นะครับบ เราเริ่มจากดูข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการท่านก่อน แล้วชี้ให้เห็นทั้งรายการที่มีสิทธิแต่ยังไม่ได้ขอคืน และรายการเสี่ยงที่ควรเสริมหลักฐานก่อนถูกตรวจ ทีมของเรามีทั้งนักกฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ดูแลจบในที่เดียว ด้วยประสบการณ์มากว่า 25 ปี

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 eksiam@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

หมายเหตุการอ้างอิง — ถ้อยคำกฎหมายในเครื่องหมายอัญประกาศยกมาจากบทบัญญัติจริง เครื่องหมาย แสดงว่ายกมาไม่เต็มมาตรา โดยตัดเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ออก ผู้อ่านพึงตรวจสอบถ้อยคำเต็มจากประมวลรัษฎากรฉบับทางการประกอบ

  1. หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรของกรมสรรพากรที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ระหว่าง พ.ศ. 2540–2566 (ค้นได้จากระบบค้นหาข้อหารือภาษีอากร กรมสรรพากร) — สถิติในบทความมาจากการรวบรวมและจำแนกข้อหารือที่เผยแพร่ในช่วงเวลาดังกล่าวรวม 4,490 เรื่อง ซึ่งพบข้อหารือที่เกี่ยวกับมาตรา 82/5 จำนวน 116 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นกรณีตามวงเล็บ (3) จำนวน 47 เรื่อง โดยกรมสรรพากรวินิจฉัยว่าไม่ต้องห้าม 36 เรื่อง และต้องห้าม 11 เรื่อง
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม — "ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี / หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น / หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8" (เครื่องหมาย / คั่นวรรค; มาตรานี้ยังมีวรรคสี่ว่าด้วยภาษีซื้อที่มีเหตุจำเป็นซึ่งนำไปหักในเดือนภาษีหลังได้ไม่เกินสามปี มิได้ยกมา)
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 — "ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 (1) … (2) … (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (4) … (5) … (6) …" (ยกเต็มเฉพาะวงเล็บ (3) ซึ่งเป็นประเด็นของบทความ)
  4. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ข้อ 4 — "ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ภาษีซื้อที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" (ยกเต็มข้อ)
  5. ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 — "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้ … (ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ …"
  6. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 — "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้ … (4) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป … เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับฯ (ฐานของแนวทางยื่นแบบเพิ่มเติมเองเพื่อลดเบี้ยปรับ)
  7. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 วรรคหนึ่ง — "บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" (วรรคสามกำหนดเพดานว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง)
  8. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี — "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ … (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ …"
  9. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ — บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 แห่งประมวลรัษฎากร (2)(ก) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2559 ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป (กิจการ SME ที่เข้าเงื่อนไขมีอัตราลดหย่อนต่างหาก)
  10. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/5932 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2547 — กรณีบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีหน้าที่จัดหาที่พักให้ผู้ชำนาญการต่างด้าว วินิจฉัยว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการ เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำภาษีซื้อมาหักได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) และถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) ด้วย (rd.go.th/24412.html)
  11. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811(กม.04)/911 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 — กรณีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ได้รับเงินอุดหนุนก่อสร้างและติดตั้งเครื่องอบลดความชื้นข้าวเพื่อให้บริการอบข้าวแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปโดยคิดค่าบริการ วินิจฉัยว่าภาษีซื้อเกี่ยวกับการถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานที่ติดตั้ง ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าติดตั้งเครื่องฯ ถือเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำมาหักในการคำนวณภาษีได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) (เลขตู้ 63/29470)
  12. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/พ./9956 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2544 — กรณีกิจการให้บริการข้อมูลออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ วินิจฉัยว่าภาษีซื้อจากการเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ VAX ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างวิจัยข้อมูล เป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำมาหักได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) แม้กิจการยังไม่มียอดขาย (rd.go.th/25265.html)
  13. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ข้อ 2(4) วรรคหนึ่ง — "ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขาย หรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์" (ข้อเดียวกันนี้มีวรรคสองกำหนดข้อยกเว้น เช่น กรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการฟื้นฟูกิจการ มิได้ยกมา)
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย แนววินิจฉัยตามหนังสือตอบข้อหารือผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือรายนั้น การพิจารณาสิทธิในภาษีซื้อของแต่ละกิจการต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร 081-654-5922