หน้าแรก · บทความ · ภาษีมูลค่าเพิ่ม
บทวิเคราะห์ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายแบบไหน นำภาษีซื้อมาหักได้ — แบบไหนต้องห้าม

บริษัทจ่ายค่าบริการ ค่าที่พัก หรือค่าก่อสร้าง แล้วได้รับใบกำกับภาษีครบถ้วน แต่ภาษีซื้อนั้นจะนำมาหักจากภาษีขายได้หรือไม่ ยังขึ้นกับว่ารายจ่าย "เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ตามมาตรา 82/5(3) หรือไม่ บทความนี้อธิบายเกณฑ์นั้น ข้อเท็จจริงที่ทำให้คำตอบเปลี่ยน และเอกสารที่ควรเตรียมก่อนยื่นแบบ ภ.พ.30

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

คำตอบโดยสรุป ภาษีซื้อนำมาหักจากภาษีขายได้เมื่อรายจ่ายนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร3 ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 17) ข้อ 44 ภาษีซื้อของรายจ่ายที่อธิบายความเชื่อมโยงกับกิจการไม่ได้เป็นภาษีซื้อต้องห้าม แม้จะจ่ายเงินจริงและมีใบกำกับภาษีถูกต้อง และหากนำมาหักไปแล้ว ต้องชำระภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน6

ความเกี่ยวข้องกับกิจการเป็นเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น ภาษีซื้อรายการเดียวกันยังต้องไม่ติดเหตุห้ามอื่นในมาตรา 82/5 เช่น ไม่มีใบกำกับภาษีหรือใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง เป็นภาษีซื้อจากการรับรอง หรือใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก และต้องนำมาหักในเดือนภาษีที่ถูกต้อง ส่วนกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสียและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา 82/6 ก่อนนำมาหัก

สามคำที่มักใช้ปนกัน — การนำภาษีซื้อมาหัก คือการหักภาษีซื้อออกจากภาษีขายในเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง · เครดิตภาษี คือส่วนที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายในเดือนนั้นตามมาตรา 82/3 วรรคสาม · การขอคืน คือการขอรับเครดิตภาษีคืนเป็นเงินพร้อมการยื่นแบบตามมาตรา 84 หรือยื่นคำร้องภายหลังภายในสามปีตามมาตรา 84/1 (1) แทนการนำเครดิตไปชำระภาษีเดือนถัดไป คำว่า "ขอคืนภาษีซื้อ" ที่ใช้กันทั่วไปจึงมักหมายถึงขั้นแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่บทความนี้อธิบาย
ข้อเท็จจริงที่ทำให้คำตอบเปลี่ยน — (1) รายจ่ายเป็นของกิจการเองหรือออกแทนผู้อื่น (2) รายจ่ายใช้กับรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือรายได้ที่ได้รับยกเว้น เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (3) มีเอกสารที่ทำขึ้นตั้งแต่วันทำธุรกรรมแสดงวัตถุประสงค์ของรายจ่ายหรือไม่ (4) ทรัพย์สินที่ซื้อจะถูกขายหรือนำไปใช้ต่างวัตถุประสงค์ในเวลาต่อมาหรือไม่
I
สารบัญ
  1. หลักกฎหมาย: มาตรา 82/3 และมาตรา 82/5(3)
  2. เหตุที่เกณฑ์นี้ตีความต่างกัน
  3. รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "นำมาหักได้" และเหตุผล
  4. รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ
  5. ผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล: รายจ่ายเดียวกระทบภาษีสองประเภท
  6. การเตรียมเอกสารก่อนนำภาษีซื้อมาหัก
  7. ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง
  8. คำถามที่พบบ่อย
  9. ขอให้สำนักงานตรวจภาษีซื้อของกิจการ

หลักกฎหมาย: มาตรา 82/3 และมาตรา 82/5(3)

ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนคำนวณภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือนจาก "ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ" ตามมาตรา 82/32 ภาษีซื้อที่นำมาหักได้จึงลดภาษีที่กิจการต้องชำระในเดือนนั้นโดยตรง มาตรา 82/5 กันภาษีซื้อหกกลุ่มออกจากสิทธินี้ และกลุ่มที่เป็นประเด็นของบทความนี้คือ (3)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 — "ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 (1) … (2) … (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (4) … (5) … (6) …"เครื่องหมาย … แสดงว่ายกมาไม่เต็มมาตรา — ยกเฉพาะบทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ (ดูถ้อยคำที่ยกไว้ละเอียดขึ้นในหมวด "บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง" ท้ายบทความ)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)ฯ ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ข้อ 4 — "ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ภาษีซื้อที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ"4

กฎหมายไม่ได้แจกแจงบัญชีรายชื่อค่าใช้จ่ายว่ารายการใดหักได้หรือหักไม่ได้ กฎหมายให้มาเพียง "เกณฑ์" คือความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แล้วปล่อยให้ข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการเป็นตัวตัดสิน ผลที่ตามมาสำคัญมาก คือภาระในการอธิบายตกอยู่กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่กรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายรายการเดียวกันจึงอาจนำภาษีซื้อมาหักได้ในกิจการหนึ่ง แต่ต้องห้ามในอีกกิจการหนึ่ง ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจการ ประเภทรายได้ และเอกสารที่แสดงความเชื่อมโยงกับกิจการ

II

เหตุที่เกณฑ์นี้ตีความต่างกัน

ผู้ประกอบการมองรายจ่ายจากความจำเป็นทางธุรกิจ รายจ่ายใดที่ทำให้กิจการดำเนินต่อไปได้ย่อมดูเหมือนเกี่ยวกับกิจการทั้งสิ้น ขณะที่เจ้าพนักงานต้องใช้ถ้อยคำของกฎหมายซึ่งแคบกว่า คือรายจ่ายต้อง "เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ตามประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 17) ข้อ 4 ความต่างระหว่างสองมุมนี้เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการจำนวนมากทำหนังสือหารือกรมสรรพากรในเรื่องนี้

เหตุที่ทำให้ตีความต่างกันมีหลายประการ เช่น เอกสารไม่แสดงวัตถุประสงค์ของรายจ่าย รูปแบบธุรกิจใหม่ที่ทำให้รายจ่ายต่างจากที่เคยพบ ถ้อยคำกฎหมายที่เปิดให้ต้องดูข้อเท็จจริง และการที่รายจ่ายรายการเดียวใช้กับทั้งรายได้ที่ต้องเสียและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการตรวจและจัดเอกสารล่วงหน้าได้

ประเด็นที่มักชี้ผลในเรื่องนี้ คือผู้ประกอบการแสดงความเชื่อมโยงระหว่างรายจ่ายกับกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่

หนังสือตอบข้อหารือที่ยกในหมวดถัดไปมีทั้งกรณีที่กรมสรรพากรวินิจฉัยว่านำมาหักได้และกรณีที่ต้องห้าม ข้อหารือแต่ละเรื่องผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือรายนั้น จึงใช้เป็นแนวในการตรวจเอกสารของกิจการตนเองได้ แต่ไม่ใช่การรับรองว่ารายการทำนองเดียวกันจะได้ผลเหมือนกัน

III

รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "นำมาหักได้" และเหตุผล

ตัวอย่างต่อไปนี้คัดจากแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรที่ยอมรับว่าเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการ พร้อมเหตุผลที่เป็นจุดชี้ขาด รายการที่มีเลขเชิงอรรถ 10 ถึง 12 อ้างหนังสือตอบข้อหารือที่ระบุเลขที่ ส่วนรายการที่อ้างเชิงอรรถ 1 เป็นการสรุปแนววินิจฉัยที่ยังไม่ได้ระบุเลขที่หนังสือ ผู้อ่านที่จะใช้อ้างอิงควรตรวจหนังสือตอบข้อหารือฉบับจริงก่อน

รายจ่ายจากข้อหารือจริงผลจุดชี้ขาด
ค่าที่พัก ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการ สำหรับผู้ชำนาญการต่างชาติที่บริษัทมีหน้าที่จัดหาให้ตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน10หักได้มี "หน้าที่" ตามเงื่อนไขการประกอบกิจการรองรับ ไม่ใช่สวัสดิการทั่วไป
ค่าถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานที่ติดตั้ง ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าติดตั้งเครื่องอบลดความชื้นข้าว ของสหกรณ์ที่ให้บริการอบข้าวโดยคิดค่าบริการ11หักได้ทรัพย์สินถูกใช้สร้างรายได้ที่เสีย VAT โดยตรง
ค่าเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างวิจัยข้อมูล ของกิจการให้บริการข้อมูลออนไลน์ — แม้ยังไม่มียอดขาย12หักได้เป็นเครื่องมือหลักในการหารายได้ของกิจการ
ค่าก่อสร้างโรงงานเพื่อใช้ประกอบกิจการผลิตของตนเอง (มิได้สร้างเพื่อให้เช่า)1หักได้วัตถุประสงค์การใช้อาคารชัดเจนว่าอยู่ในกิจการที่เสีย VAT
ค่าของแจก ของแถม และของรางวัลให้ลูกค้าตามแคมเปญส่งเสริมการขาย1หักได้เป็นการส่งเสริมการขายของกิจการเอง มีแคมเปญและหลักเกณฑ์รองรับ

ทุกเรื่องมีลักษณะร่วมกัน คือผู้หารือแสดงได้ว่ารายจ่ายผูกอยู่กับหน้าที่ รายได้ หรือวัตถุประสงค์ของกิจการอย่างไร บางเรื่องอ้างเงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุน บางเรื่องอ้างสัญญาให้บริการที่ก่อรายได้ เอกสารลักษณะนี้มักเป็นเอกสารที่กิจการมีอยู่แล้ว จึงเหลือเพียงการคัดเลือกเอกสารที่แสดงความเชื่อมโยงนั้นให้ตรงประเด็น

IV

รายการที่เคยวินิจฉัยว่า "ต้องห้าม" — จุดพลาดที่เกิดซ้ำ

กรณีที่วินิจฉัยว่าต้องห้ามมีลักษณะซ้ำกันไม่กี่แบบ และส่วนใหญ่ตรวจพบได้ก่อนยื่นแบบ

รายจ่ายจากข้อหารือจริงผลเหตุที่วินิจฉัยว่าต้องห้าม
เงินทดลองจ่ายค่าของสมนาคุณแทนผู้อื่นในฐานะตัวแทนจำหน่าย1ต้องห้ามรายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่น ไม่ใช่ของกิจการตนเอง
ค่าจัดสวนในงานแสดงระดับประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท1ต้องห้ามแสดงความเชื่อมโยงกับการหากำไรของกิจการโดยเฉพาะไม่ได้เพียงพอ
ซื้อรถยนต์ตู้มาใช้ในกิจการอพาร์ตเมนต์ให้เช่า1ต้องห้ามกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ต)5 รายจ่ายจึงไม่ได้อยู่ในกิจการที่เสีย VAT
ค่าก่อสร้างอาคารที่ต่อมาขายหรือให้เช่าภายใน 3 ปี1ต้องห้ามการใช้ทรัพย์สินเปลี่ยนไปสู่กิจการยกเว้น VAT ภายหลัง13

ข้อสังเกตจากกรณีที่ต้องห้ามมีสามประการ ประการแรก รายจ่ายต้องเป็นของกิจการตนเองจริง ๆ ภาษีซื้อของรายจ่ายที่ออกแทนผู้อื่น กิจการนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีของตนเองไม่ได้ ประการที่สอง คำว่า "เกี่ยวข้องกับกิจการ" วัดกับกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ต่อให้รายจ่ายเกี่ยวข้องแค่ไหน ภาษีซื้อก็ต้องห้าม ประการที่สาม ความเกี่ยวข้องไม่ได้ดูเฉพาะวันจ่ายเงิน แต่ดูการใช้ทรัพย์สินจริงในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งส่งผลมากที่สุดกับรายจ่ายก้อนใหญ่อย่างอาคาร

V

ผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล: รายจ่ายเดียวกระทบภาษีสองประเภท

การวินิจฉัยว่ารายจ่าย "เกี่ยวข้องกับกิจการหรือไม่" ไม่ได้จบที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม รายจ่ายที่ถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ นอกจากภาษีซื้อจะต้องห้ามแล้ว ตัวรายจ่ายเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย เพราะหลักของรายจ่ายทางภาษีเงินได้ก็ยืนอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (13)8 ผลวินิจฉัยเรื่องเดียวจึงอาจกระทบภาษีสองประเภทพร้อมกัน

ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ — รายจ่าย 1,000,000 บาทที่พิสูจน์ความเกี่ยวข้องไม่ได้

สมมุติกิจการจ่ายค่าบริการก้อนหนึ่ง 1,000,000 บาท บวก VAT 70,000 บาท และนำภาษีซื้อไปหักแล้ว ต่อมาถูกตรวจพบว่าพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการไม่ได้ ภาระที่ตามมาไม่ใช่แค่ 70,000 บาท

ส่วนที่ 1 — ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีซื้อที่ต้องชำระคืน70,000
เบี้ยปรับ 1 เท่า (ม.89(4))670,000
เงินเพิ่ม 1.5%/เดือน (ม.89/1)7ตามเวลา
ขั้นต่ำ140,000+
ส่วนที่ 2 — ภาษีเงินได้นิติบุคคล (สมมติว่ากิจการมีกำไร)
รายจ่ายถูกบวกกลับ (ม.65 ตรี (13))81,000,000
ภาษีเพิ่ม (อัตรา 20%)9200,000
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกส่วนตามกรณี
ขั้นต่ำ200,000+

ในตัวอย่างนี้ ภาระรวมขั้นต่ำเกินสามแสนบาทก่อนนับเงินเพิ่ม ตัวเลขจริงขึ้นกับรอบระยะเวลาบัญชี ผลกำไรขาดทุน และวันที่ชำระ

ในทางกลับกัน กิจการบางรายไม่นำภาษีซื้อที่มีสิทธิมาหัก เพราะกังวลเรื่องเบี้ยปรับ ภาษีซื้อส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการโดยไม่จำเป็น ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในเดือนที่เกิดเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด ยังนำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ของอธิบดี แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 วรรคสี่ การตัดสินว่ารายการใดควรนำมาหักจึงควรมาจากการตรวจเอกสารกับแนววินิจฉัยในเรื่องทำนองเดียวกัน

VI

การเตรียมเอกสารก่อนนำภาษีซื้อมาหัก

แนวปฏิบัติต่อไปนี้กิจการทำได้เองห้าประการ เรียงจากพื้นฐานไปหาละเอียด

ข้อแรก ตรวจวัตถุประสงค์ของกิจการที่จดทะเบียนไว้ ให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ก่อรายจ่ายจริง เมื่อรายจ่ายไปคนละทางกับวัตถุประสงค์ที่จดไว้ กิจการต้องอธิบายเพิ่มว่ารายจ่ายนั้นเกี่ยวกับกิจการอย่างไร

ข้อสอง ระบุเหตุผลทางธุรกิจไว้ในเอกสารธุรกรรม สัญญา ใบสั่งซื้อ หรือมติที่ประชุม ควรบอกได้ว่ารายจ่ายนี้ทำเพื่ออะไรของกิจการ ข้อหารือที่วินิจฉัยว่านำมาหักได้ในหมวด III มีเอกสารลักษณะนี้เป็นแกน เช่น เงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุนที่กำหนดหน้าที่จัดหาที่พัก หรือสัญญาบริการที่แสดงว่าทรัพย์สินใช้สร้างรายได้

ข้อสาม แยกให้ชัดว่ารายจ่ายเป็นของใคร หากออกเงินแทนบริษัทในเครือหรือคู่ค้า ให้จัดเป็นการเรียกเก็บคืนที่ถูกวิธี อย่านำภาษีซื้อของรายจ่ายที่แท้จริงเป็นของผู้อื่นมาใช้เอง

ข้อสี่ ระวังรายได้ที่ได้รับยกเว้น VAT ปะปนอยู่ในกิจการ เช่น มีรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือดอกเบี้ยบางประเภท เพราะรายจ่ายที่เทไปทางกิจการส่วนนั้น ภาษีซื้อจะต้องห้ามหรือต้องเฉลี่ยตามมาตรา 82/6 จุดนี้งานบัญชีต้องแยกประเภทรายได้ให้ชัดก่อน จึงจะวางภาษีซื้อถูก

ข้อห้า สำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่ ให้มองการใช้ทรัพย์สินล่วงหน้า 3 ปี13 โดยเฉพาะอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หากมีแผนจะขาย ให้เช่า หรือปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทในระยะใกล้ ควรวางแผนภาษีซื้อก่อนเริ่มก่อสร้าง มิใช่หลังนำภาษีซื้อมาหักหรือขอคืนไปแล้ว

และหากทำครบห้าข้อแล้วยังมีรายการที่ก้ำกึ่งจริง ๆ ผู้ประกอบการทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิได้ หนังสือตอบข้อหารือที่ยกในหมวด III และ IV ก็มาจากผู้ประกอบการที่ถามก่อนใช้สิทธิในลักษณะนี้

VII

ข้อพิจารณาเชิงปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยง

ภาษีซื้อตามมาตรา 82/5(3) วินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกิจการ เอกสารที่ทำไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงินจึงใช้ชี้แจงได้ดีกว่าคำอธิบายที่ทำขึ้นภายหลังเมื่อถูกตรวจสอบ แต่ไม่ได้รับรองผลของการวินิจฉัย

ในทางปฏิบัติ งานนี้เป็นงานสองศาสตร์ที่ต้องเดินด้วยกัน ฝั่งบัญชีเห็นเอกสารทุกใบและรู้ว่ารายจ่ายไหลไปทางไหน ฝั่งกฎหมายรู้ว่าแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรในเรื่องทำนองเดียวกันเคยวางไว้อย่างไร และต้องเรียบเรียงข้อเท็จจริงอย่างไรจึงมีน้ำหนัก ทั้งสองฝั่งต้องทำงานประสานกัน โดยเฉพาะในสามจุดที่ตัดสินผลของเรื่องนี้ คือการวินิจฉัยรายการ การสร้างหลักฐานล่วงหน้า และการชี้แจงเมื่อถูกโต้แย้ง

หนังสือตอบข้อหารือที่ยกมาผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือแต่ละราย รายการเดียวกันในกิจการอื่นอาจได้ผลต่างออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ วัตถุประสงค์ของกิจการ และเอกสารที่มีอยู่จริง

ส่วนที่กิจการทำเองได้ คือการแยกรายจ่ายที่ใช้กับรายได้ที่ต้องเสียและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การเก็บสัญญา ใบสั่งซื้อ หรือมติที่ระบุวัตถุประสงค์ของรายจ่าย และการตรวจใบกำกับภาษีก่อนยื่นแบบ ภ.พ.30 การขอคำปรึกษามีประโยชน์ เมื่อรายจ่ายมีจำนวนมาก ทรัพย์สินจะถูกเปลี่ยนการใช้ภายในสามปี กิจการมีรายได้ทั้งที่ต้องเสียและได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือได้รับหนังสือจากเจ้าพนักงานที่ขอคำชี้แจงเรื่องภาษีซื้อแล้ว

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ค่าใช้จ่ายแบบไหนนำภาษีซื้อมาหักหรือขอคืนได้?

ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 82/5(3) และต้องไม่ติดเหตุห้ามอื่นในมาตรา 82/5 เช่น ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่นำมาหักแล้วมากกว่าภาษีขายเป็นเครดิตภาษี ซึ่งขอคืนหรือนำไปชำระภาษีเดือนถัดไปได้ตามมาตรา 82/3 และมาตรา 84

ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หมายความว่าอย่างไร?

หมายถึงภาษีซื้อจากรายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายที่ออกแทนผู้อื่น หรือรายจ่ายของกิจการส่วนที่ได้รับยกเว้น VAT — กฎหมายไม่มีบัญชีรายชื่อตายตัว ต้องดูข้อเท็จจริงรายกรณี

บริษัทออกค่าที่พักให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?

มีแนววินิจฉัยยอมรับว่าได้ หากบริษัทมีหน้าที่จัดหาที่พักตามเงื่อนไขการประกอบกิจการ เช่น เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน จุดชี้ขาดคือการแสดงหน้าที่และความจำเป็นนั้นด้วยเอกสาร

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายการไหนนำมาหักได้ ควรทำอย่างไร?

จัดหลักฐานความเกี่ยวข้องไว้ตั้งแต่วันจ่ายเงิน ให้ผู้รู้ทั้งกฎหมายภาษีและบัญชีตรวจทานก่อนยื่น ภ.พ.30 และกรณีก้ำกึ่งสามารถทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อขอแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนใช้สิทธิ

นำภาษีซื้อที่ต้องห้ามมาหักโดยไม่รู้ตัว จะเกิดอะไรขึ้น?

ต้องชำระภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน (ม.89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (ม.89/1) การตรวจพบเองแล้วยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกตรวจ อาจช่วยลดภาระเบี้ยปรับได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนด

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ขั้นตอน เอกสาร และระยะเวลา ถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร: ทางเลือกตามกฎหมายอุทธรณ์ ลดเบี้ยปรับ และการรักษาสิทธิ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษีเงินได้นิติบุคคลรายจ่ายแบบไหนหักได้ หักไม่ได้ แพ็กเกจดูแลภาษีรายเดือนตรวจทานภาษีซื้อก่อนยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน

ขอให้สำนักงานตรวจภาษีซื้อของกิจการ

สำนักงานตรวจรายการภาษีซื้อเทียบกับเอกสารของกิจการ แล้วแจ้งทั้งรายการที่มีสิทธินำมาหักแต่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ และรายการที่ควรจัดเอกสารเพิ่มก่อนถูกตรวจ ทีมของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันในสำนักงานเดียว สำนักงานจะแจ้งขอบเขตงานและค่าบริการก่อนเริ่มงาน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

หมายเหตุการอ้างอิง — ถ้อยคำกฎหมายในเครื่องหมายอัญประกาศยกมาจากบทบัญญัติจริง เครื่องหมาย … แสดงว่ายกมาไม่เต็มมาตรา โดยตัดเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ออก ผู้อ่านพึงตรวจสอบถ้อยคำเต็มจากประมวลรัษฎากรฉบับทางการประกอบ

  1. หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรของกรมสรรพากรที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ (ระบบค้นหาข้อหารือภาษีอากร กรมสรรพากร) — รายการในตารางที่อ้างเชิงอรรถนี้เป็นการสรุปแนววินิจฉัย ยังไม่ได้ระบุเลขที่หนังสือตอบข้อหารือ ผู้อ่านที่จะใช้อ้างอิงควรตรวจหนังสือฉบับจริงก่อน
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม — "ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี / หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น / หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8" (เครื่องหมาย / คั่นวรรค; มาตรานี้ยังมีวรรคสี่ว่าด้วยภาษีซื้อที่มีเหตุจำเป็นซึ่งนำไปหักในเดือนภาษีหลังได้ไม่เกินสามปี มิได้ยกมา)
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 — "ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 (1) … (2) … (3) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (4) … (5) … (6) …" (ยกเต็มเฉพาะวงเล็บ (3) ซึ่งเป็นประเด็นของบทความ)
  4. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5(1)(2)(3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ข้อ 4 — "ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามมาตรา 82/5(3) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ภาษีซื้อที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" (ยกเต็มข้อ)
  5. ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 — "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้ … (ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ …"
  6. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 — "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้ … (4) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป … เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับฯ (ฐานของแนวทางยื่นแบบเพิ่มเติมเองเพื่อลดเบี้ยปรับ)
  7. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 วรรคหนึ่ง — "บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" (วรรคสามกำหนดเพดานว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง)
  8. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี — "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ … (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ …"
  9. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ — บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 แห่งประมวลรัษฎากร (2)(ก) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2559 ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป (กิจการ SME ที่เข้าเงื่อนไขมีอัตราลดหย่อนต่างหาก)
  10. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/5932 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2547 — กรณีบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีหน้าที่จัดหาที่พักให้ผู้ชำนาญการต่างด้าว วินิจฉัยว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าบริการ เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำภาษีซื้อมาหักได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) และถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) ด้วย (rd.go.th/24412.html)
  11. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811(กม.04)/911 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 — กรณีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ได้รับเงินอุดหนุนก่อสร้างและติดตั้งเครื่องอบลดความชื้นข้าวเพื่อให้บริการอบข้าวแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปโดยคิดค่าบริการ วินิจฉัยว่าภาษีซื้อเกี่ยวกับการถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานที่ติดตั้ง ค่าวัสดุอุปกรณ์ และค่าติดตั้งเครื่องฯ ถือเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำมาหักในการคำนวณภาษีได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) (เลขตู้ 63/29470)
  12. หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/พ./9956 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2544 — กรณีกิจการให้บริการข้อมูลออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ วินิจฉัยว่าภาษีซื้อจากการเช่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ VAX ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างวิจัยข้อมูล เป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ นำมาหักได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) แม้กิจการยังไม่มียอดขาย (rd.go.th/25265.html)
  13. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ข้อ 2(4) วรรคหนึ่ง — "ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขาย หรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์" (ข้อเดียวกันนี้มีวรรคสองกำหนดข้อยกเว้น เช่น กรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการฟื้นฟูกิจการ มิได้ยกมา)
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป มิใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย แนววินิจฉัยตามหนังสือตอบข้อหารือผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงของผู้หารือรายนั้น การพิจารณาสิทธิในภาษีซื้อของแต่ละกิจการต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร