ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำส่งภาษีจากผลต่างของภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน หากเดือนใดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ผู้ประกอบการย่อมมีภาษีที่ชำระเกินซึ่งสามารถขอคืนหรือยกไปเป็นเครดิตได้ สถานการณ์นี้พบบ่อยในกิจการที่ลงทุนซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินจำนวนมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการส่งออกซึ่งเสียภาษีขายในอัตราร้อยละ 0 แต่ยังมีภาษีซื้อจากต้นทุน
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ใช้สิทธิขอคืน หรือขอคืนแล้วถูกตรวจสอบจนได้รับเงินคืนล่าช้า เนื่องจากไม่เข้าใจเงื่อนไข วิธีการ และเอกสารที่ถูกต้อง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดตามประมวลรัษฎากร
หัวข้อในบทความ
เมื่อใดจึงเกิดสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ชำระส่วนต่าง แต่หาก ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ผลต่างนั้นถือเป็นเครดิตภาษีซึ่งผู้ประกอบการมีสิทธิ ขอคืนเป็นเงินสด หรือนำไปใช้เป็นเครดิตในเดือนถัดไปได้1
สถานการณ์ที่ทำให้เกิดภาษีซื้อสะสมเกินภาษีขาย เช่น ช่วงเริ่มต้นกิจการที่ลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือสินค้าจำนวนมาก หรือกิจการที่ขายสินค้าราคาทุนสูงแต่ทยอยขาย และที่พบมากที่สุดคือ กิจการส่งออก ซึ่งการส่งออกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 02 ทำให้แทบไม่มีภาษีขาย แต่ยังมีภาษีซื้อจากต้นทุนการผลิต จึงมักมีภาษีที่ขอคืนได้ทุกเดือน
สองวิธีในการขอคืน: ภ.พ.30 และ ค.10
กฎหมายเปิดให้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระเกินได้สองวิธี3
การเลือกวิธีและจังหวะการขอคืนมีผลต่อสภาพคล่องและความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะขอคืนเป็นเงินสดหรือยกเครดิต และเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่น
เอกสารที่ต้องเตรียม
กรมสรรพากรจะตรวจสอบความถูกต้องและการมีอยู่จริงของธุรกรรมก่อนคืนภาษี เอกสารที่มักต้องใช้ ได้แก่
- ใบกำกับภาษีซื้อ (ต้นฉบับ) และสำเนาใบกำกับภาษีขาย
- รายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย
- รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- แบบและหลักฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง (เช่น ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53)
- เอกสารทางบัญชีและหลักฐานประกอบธุรกรรม เช่น สัญญา ใบสั่งซื้อ หลักฐานการชำระเงิน และสำหรับผู้ส่งออกคือใบขนสินค้าขาออก
ความครบถ้วนและสอดคล้องของเอกสารเหล่านี้เป็นปัจจัยชี้ขาดว่าการขอคืนจะราบรื่นหรือถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
ระยะเวลา และการได้รับเงินคืนเร็วขึ้น
การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องผ่านการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน ระยะเวลาจึงขึ้นอยู่กับความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารและความซับซ้อนของธุรกรรม กรณีเอกสารพร้อมและไม่มีประเด็นสงสัยย่อมได้รับคืนเร็วกว่า ส่วนกรณีที่มีประเด็นต้องตรวจสอบ การคืนอาจใช้เวลานานขึ้น
ผู้ประกอบการที่มีประวัติการเสียภาษีที่ดีและมีระบบเอกสารที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการที่ดี มักได้รับการพิจารณาคืนภาษีในกระบวนการที่รวดเร็วกว่า การจัดทำเอกสารให้เป็นระบบและถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นวิธีเร่งรัดการคืนที่ได้ผลที่สุด
เหตุที่มักถูกตรวจสอบหรือปฏิเสธ
เหตุที่พบบ่อยซึ่งทำให้การขอคืนล่าช้าหรือถูกปฏิเสธ ได้แก่
- ภาษีซื้อต้องห้าม — ภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ หรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ นำมาขอคืนไม่ได้5
- ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก หรือใบกำกับภาษีปลอม
- ยอดในแบบไม่ตรงกับรายงานและเอกสาร หรือเอกสารประกอบไม่ครบ
- ธุรกรรมที่เจ้าพนักงานเห็นว่าควรตรวจสอบการมีอยู่จริง
การสอบทานใบกำกับภาษีและความสอดคล้องของเอกสารก่อนยื่นขอคืน จึงช่วยลดความเสี่ยงในการถูกประเมินหรือปฏิเสธได้อย่างมาก
ความต่างจาก "VAT Refund สำหรับนักท่องเที่ยว"
ผู้ประกอบการมักสับสนระหว่างการขอคืนภาษีซื้อของกิจการ (ตามบทความนี้) กับโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourists) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน โครงการสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นการคืน VAT ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและนำสินค้าออกนอกประเทศ โดยร้านค้าต้องได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการในโครงการก่อน — ดูขั้นตอนทั้งหมดใน วิธีขออนุมัติเป็นร้านค้า VAT Refund for Tourists ส่วนการขอคืนตามบทความนี้เป็นสิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายตามระบบปกติ
สรุปสาระสำคัญ
- ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขอคืนเป็นเงินสดหรือยกเป็นเครดิตได้ (ม.82/3 และ 84)
- ขอคืนได้สองวิธี: ลงนามในแบบ ภ.พ.30 หรือยื่นแบบ ค.10 ภายใน 3 ปี (ม.84/1)
- ผู้ส่งออกที่เสียภาษีอัตราร้อยละ 0 มักมีภาษีขอคืนทุกเดือน
- เอกสารครบถ้วนและสอดคล้องคือกุญแจสู่การคืนที่รวดเร็ว
- ภาษีซื้อต้องห้ามและใบกำกับภาษีที่ไม่สมบูรณ์ (ม.82/5) นำมาขอคืนไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
ใครมีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม?
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายในเดือนภาษี มีสิทธิขอคืนภาษีส่วนที่ชำระเกิน หรือเลือกใช้เป็นเครดิตในเดือนถัดไป (ม.82/3 และ 84)
ขอคืน VAT มีกี่วิธี และมีเวลาเท่าใด?
สองวิธี คือ ลงนามขอคืนในแบบ ภ.พ.30 หรือยื่นแบบ ค.10 ซึ่งยื่นได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบของเดือนภาษีนั้น
ทำไมการขอคืน VAT จึงมักถูกตรวจสอบ?
เพราะกรมสรรพากรต้องตรวจความถูกต้องของใบกำกับภาษีและธุรกรรม โดยเฉพาะภาษีซื้อต้องห้ามหรือใบกำกับภาษีที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 82/5 ซึ่งนำมาขอคืนไม่ได้