บทวิเคราะห์ภาษีระหว่างประเทศ · สิทธิประโยชน์การลงทุน

ถือบัตรส่งเสริมการลงทุนอยู่ ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ — และการแปลงสิทธิที่ย้อนกลับไม่ได้

สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัตรส่งเสริมการลงทุนยังมีผลตามกฎหมายไทยทุกประการ แต่สำหรับกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 การยกเว้นนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้เกิดภาษีส่วนเพิ่ม บทความนี้อธิบายกลไกและวิเคราะห์ทางเลือกตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566

อธิบายให้ง่ายที่สุด — คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI) ยกเว้นภาษีให้ เหมือนได้ส่วนลดพิเศษ แต่กติกาใหม่ของโลกบอกว่า ถ้าจ่ายภาษีจริงต่ำกว่า 15% จะมีคนมาเก็บส่วนที่ขาดคืน ส่วนลดที่เคยได้เต็ม ๆ จึงเหลือมูลค่าน้อยลงสำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มใหญ่ BOI จึงเปิดทางเลือกให้เปลี่ยนจาก “ไม่ต้องเสียภาษีเลยหลายปี” เป็น “เสียครึ่งเดียวแต่นานขึ้นสองเท่า ไม่เกิน 10 ปี” ข้อสำคัญคือ เลือกแล้วเปลี่ยนกลับไม่ได้ย่อหน้านี้สรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว รายละเอียด ตัวบทกฎหมาย และแหล่งอ้างอิงทั้งหมดอยู่ในเนื้อหาถัดจากนี้

ตอบตรง ๆ คือ ต้องเสีย ถ้าบริษัทอยู่ในกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ 750 ล้านยูโร และสิทธิ BOI ทำให้กลุ่มเสียภาษีจริงในไทยต่ำกว่า 15% ส่วนที่ขาดจะถูกเก็บคืนเป็นภาษีส่วนเพิ่ม1 การได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ไม่ได้ทำให้พ้นจากภาษีตัวนี้ เพราะเป็นภาษีคนละตัวที่มีกติกาของตัวเอง

ผลที่ตามมาไม่ใช่ว่าสิทธิ BOI ไร้ค่า แต่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจของสิทธิยกเว้นลดลงเฉพาะกับกลุ่มที่อยู่ในขอบเขต ขณะที่ยังคงมูลค่าเต็มร้อยสำหรับกิจการที่ไม่เข้าเกณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับส่งเสริมส่วนใหญ่ของประเทศ ความแตกต่างนี้สำคัญมากในการสื่อสารภายในองค์กร เพราะข้อสรุปเหมารวมว่า "BOI ไม่มีประโยชน์แล้ว" นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ทันที

หัวข้อในบทความ

  1. คำตอบตรงประเด็น: เมื่อไหร่สิทธิ BOI จึงทำให้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม
  2. ทำไมการยกเว้นภาษีจึงถูกดึงกลับ — กลไกที่แท้จริง
  3. ทางเลือกตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566
  4. เงื่อนไขและข้อจำกัดที่ต้องอ่านก่อนยื่นคำขอ
  5. สิ่งที่การแปลงสิทธิทำได้ และสิ่งที่ทำไม่ได้
  6. กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: จากยกเว้นภาษีสู่เงินอุดหนุนและเครดิตภาษี
  7. ลำดับการตัดสินใจสำหรับผู้ถือบัตรส่งเสริม
I

คำตอบตรงประเด็น: เมื่อไหร่สิทธิ BOI จึงทำให้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม

เงื่อนไขที่ต้องครบมีสองชั้น ชั้นแรกคือกลุ่มต้องอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนด กล่าวคือ เป็นนิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity — UPE) ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้า ชั้นที่สองคืออัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) ของกลุ่มในประเทศไทยต้องต่ำกว่าร้อยละ 151

จุดที่ผู้ได้รับส่งเสริมมักคำนวณผิดคือชั้นที่สอง เพราะอัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่คำนวณเฉพาะบริษัทที่ถือบัตรส่งเสริม กลุ่มที่มีบริษัทได้รับยกเว้นภาษีหนึ่งแห่ง และมีบริษัทอื่นในไทยที่เสียภาษีเต็มอัตราอีกหลายแห่ง อาจพบว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศยังสูงกว่าร้อยละ 15 และไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีเพียงบริษัทเดียวในไทยและบริษัทนั้นได้รับยกเว้นเต็มจำนวน จะเห็นภาระเกิดขึ้นทันที

สถานการณ์ของกิจการที่ได้รับส่งเสริมผลด้านภาษีส่วนเพิ่ม
ไม่ได้อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ หรือกลุ่มมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ไม่เข้าข่าย สิทธิ BOI คงมูลค่าเต็ม
อยู่ในกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ แต่ ETR ของกลุ่มในไทยยังสูงกว่า 15%ไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ แต่ยังต้องยื่นรายงาน
อยู่ในกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ และ ETR ของกลุ่มในไทยต่ำกว่า 15%เกิดภาษีส่วนเพิ่ม มูลค่าสิทธิยกเว้นถูกดึงกลับบางส่วนหรือทั้งหมด
อัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบัตรส่งเสริม — คำตอบจึงอยู่ที่ภาพรวมของกลุ่มในไทย ไม่ใช่ที่โครงการใดโครงการหนึ่ง
II

ทำไมการยกเว้นภาษีจึงถูกดึงกลับ — กลไกที่แท้จริง

กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศไม่ได้ห้ามประเทศใดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่กำหนดว่าเมื่อผลของสิทธิประโยชน์ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงในประเทศนั้นต่ำกว่าร้อยละ 15 ประเทศอื่นมีสิทธิเก็บส่วนต่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยชน์ที่นักลงทุนได้รับจากการยกเว้นภาษีจะถูกหักล้างด้วยภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายในอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะจ่ายให้ไทยหรือให้ประเทศบริษัทแม่

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทางเลือกของรัฐมีเพียงสองทาง ทางแรกคือปล่อยให้ประเทศอื่นเก็บส่วนต่างนั้นไป ซึ่งนักลงทุนก็ไม่ได้ประโยชน์และรัฐก็ไม่ได้รายได้ ทางที่สองคือเก็บเอง เพื่อให้เงินคงอยู่ในประเทศและนำไปใช้สนับสนุนนักลงทุนในรูปแบบอื่นที่กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศยอมรับ ประเทศไทยเลือกทางที่สองผ่านพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ซึ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่การขึ้นภาษีในความหมายปกติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงในเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุน คือเครื่องมือที่ยังใช้ได้ผลจะย้ายจากการยกเว้นภาษีเงินได้ ไปสู่เครื่องมือที่ไม่ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงต่ำลง เช่น เงินอุดหนุน เครดิตภาษีที่ขอคืนได้ และการสนับสนุนต้นทุนเฉพาะด้าน แนวทางนี้เป็นสิ่งที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD) ระบุไว้และเป็นทิศทางที่หลายประเทศเดินตาม

III

ทางเลือกตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ออกประกาศ ที่ 1/2566 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแนวทางการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566 อาศัยอำนาจตามมาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 สาระสำคัญคือการเปิดให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบสิทธิและประโยชน์จากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล2

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 ข้อ 1 สิทธิและประโยชน์ (1) — "ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติ ตามมาตรา 32 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 2 เท่าของระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คงเหลืออยู่เต็มปี ตามมาตรา 31 หรือมาตรา 31/1 รวมกับระยะเวลาลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 35(1) ที่ได้รับอยู่เดิม รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี"ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ตรรกะของมาตรการนี้คือการยืดเวลาแลกกับการลดความเข้มข้นของสิทธิ กิจการที่เคยเสียภาษีร้อยละศูนย์เป็นเวลาห้าปี เมื่อแปลงแล้วจะเสียภาษีในอัตราครึ่งหนึ่งของอัตราปกติเป็นเวลาสูงสุดสิบปี ผลคืออัตราภาษีที่แท้จริงในแต่ละปีขยับเข้าใกล้ร้อยละ 15 มากขึ้น ทำให้ส่วนต่างที่ต้องจ่ายเป็นภาษีส่วนเพิ่มลดลง ขณะที่กิจการยังได้รับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องยาวขึ้น

ประกาศฉบับเดียวกันยังครอบคลุมโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมใหม่ด้วย โดยกำหนดให้ผู้ขอต้องแสดงความประสงค์ตั้งแต่ขั้นยื่นคำขอว่าจะรับสิทธิในรูปแบบยกเว้นภาษี หรือรูปแบบลดหย่อนภาษี และหากเลือกรูปแบบลดหย่อนตั้งแต่ต้น จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้อีก

IV

เงื่อนไขและข้อจำกัดที่ต้องอ่านก่อนยื่นคำขอ

เงื่อนไขตามประกาศมีรายละเอียดที่ตัดสินความเป็นไปได้ของกิจการหนึ่ง ๆ อย่างมาก สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้2

ประเด็นเงื่อนไขตามประกาศ ที่ 1/2566
คุณสมบัติด้านขนาดกลุ่มต้องอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมทั้งหมดสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนยื่นขอ ไม่น้อยกว่า 28,000 ล้านบาท หรือไม่น้อยกว่าจำนวนเฉลี่ยตามจำนวนวันหากรอบบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน หรือเข้าข่ายเป็นผู้ยื่นรายการแจ้งข้อความตามรายงานข้อมูลรายประเทศ (รายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Report — CbCR))
สิทธิคงเหลือขั้นต่ำต้องยังมีวงเงินและระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลคงเหลือไม่น้อยกว่า 1 ปี
ความถาวรของการตัดสินใจเมื่อได้รับอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนสิทธิและประโยชน์แล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้อีก
กรอบเวลาดำเนินการต้องตอบรับมติและส่งเอกสารออกบัตรส่งเสริมภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้ทราบหนังสือแจ้งมติ และต้องออกบัตรส่งเสริมก่อนสิ้นสุดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
ผลต่อสิทธิอื่นโครงการที่ได้รับอนุมัติตามมาตรการนี้ จะไม่สามารถขอรับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนอื่นได้ในภายหลัง เว้นแต่คณะกรรมการจะประกาศกำหนด
การนับระยะเวลาลดหย่อนกรณีโครงการเดิมมีรายได้ครั้งแรกแล้ว ให้นับจากวันที่มีรายได้ภายหลังได้รับบัตรส่งเสริม โดยสิทธิตามบัตรเดิมสิ้นสุดลง ณ วันที่ออกบัตรส่งเสริมฉบับใหม่

สองบรรทัดที่ควรอ่านซ้ำคือ ความถาวรของการตัดสินใจ และผลต่อสิทธิอื่น เพราะทั้งสองข้อทำให้การแปลงสิทธิเป็นการตัดสินใจทางเดียว หากในภายหลังกลุ่มมีรายได้ลดต่ำกว่าเกณฑ์จนไม่อยู่ในขอบเขตของภาษีส่วนเพิ่มอีก กิจการก็ไม่อาจย้อนกลับไปรับสิทธิยกเว้นแบบเดิมได้ การประเมินจึงควรทำบนสมมติฐานหลายฉากทัศน์ ไม่ใช่ฉากทัศน์เดียว

V

สิ่งที่การแปลงสิทธิทำได้ และสิ่งที่ทำไม่ได้

สิ่งที่ทำได้คือยกอัตราภาษีที่แท้จริงของโครงการที่ได้รับส่งเสริมให้สูงขึ้น จนใกล้เคียงเส้นร้อยละ 15 มากขึ้น และแปลงมูลค่าที่จะถูกดึงไปเป็นภาษีส่วนเพิ่ม กลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ที่กิจการใช้ได้จริงในระยะยาวขึ้น สำหรับกิจการที่มีอายุโครงการยาวและกำไรสม่ำเสมอ ผลลัพธ์มักเป็นบวกอย่างชัดเจน

สิ่งที่ทำไม่ได้มีสามข้อ ข้อแรก การแปลงสิทธิไม่ได้ทำให้พ้นจากขอบเขตของพระราชกำหนด หน้าที่ยื่นรายงานข้อมูล แบบรายงาน มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Information Return และแบบแสดงรายการยังคงอยู่ครบถ้วน ข้อที่สอง การแปลงสิทธิไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีภาษีส่วนเพิ่มเลย เพราะอัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมทุกนิติบุคคลในเครือในประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะโครงการที่แปลงสิทธิ ข้อที่สาม การแปลงสิทธิไม่ได้แก้ปัญหาให้กับกิจการที่มีสิทธิยกเว้นคงเหลือน้อยกว่าหนึ่งปี ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขตั้งแต่ต้น

ในทางกลับกัน สำหรับกิจการที่ไม่เข้าเกณฑ์ 750 ล้านยูโรเลย การแปลงสิทธิเป็นการเสียประโยชน์โดยไม่จำเป็น เพราะไม่มีภาษีส่วนเพิ่มมาดึงมูลค่าไปตั้งแต่แรก การยืนยันสถานะการเข้าข่ายให้แน่ชัดก่อน จึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นก่อนพิจารณาทางเลือกนี้เสมอ

VI

กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: จากยกเว้นภาษีสู่เงินอุดหนุนและเครดิตภาษี

ประเทศที่แข่งขันดึงดูดการลงทุนภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ต่างเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน คือลดน้ำหนักของการยกเว้นภาษีเงินได้ และเพิ่มน้ำหนักของเครื่องมือที่ไม่กระทบอัตราภาษีที่แท้จริง เครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือเครดิตภาษีที่ขอคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของ OECD จะถูกปฏิบัติเสมือนเป็นรายได้ ไม่ใช่การลดภาษี ทำให้ไม่กดอัตราภาษีที่แท้จริงลงในลักษณะเดียวกับการยกเว้น

สำหรับประเทศไทย เครื่องมือในทิศทางนี้ที่มีอยู่แล้วคือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งให้เงินสนับสนุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่กำหนด เช่น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม3 รูปแบบเงินสนับสนุนเช่นนี้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์สากลมากกว่าการยกเว้นภาษี

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรติดตามคือรายละเอียดของมาตรการที่จะออกตามมา เพราะผลทางภาษีของเงินสนับสนุนแต่ละรูปแบบไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่การรับรู้เป็นรายได้ทางบัญชี การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และผลต่อการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงตามกฎเกณฑ์ GloBE การเจรจาขอรับการสนับสนุนโดยไม่ได้ประเมินผลทางภาษีทั้งสามชั้นไปพร้อมกัน อาจได้ผลลัพธ์สุทธิที่ต่างจากที่คาดไว้มาก

VII

ลำดับการตัดสินใจสำหรับผู้ถือบัตรส่งเสริม

ลำดับการทำงานที่ให้ผลดีที่สุดมีสี่ขั้น ขั้นแรก ยืนยันสถานะการเข้าข่ายของกลุ่มจากงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดย้อนหลังสี่รอบบัญชี ถ้าไม่เข้าข่าย ให้หยุดและเก็บเอกสารไว้เป็นหลักฐาน ไม่ต้องพิจารณาแปลงสิทธิ ขั้นที่สอง คำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยแบบรวมทุกนิติบุคคล เพื่อดูว่าต่ำกว่าร้อยละ 15 จริงหรือไม่ และต่ำแค่ไหน

ขั้นที่สาม จัดทำแบบจำลองเปรียบเทียบสองทางตลอดอายุสิทธิที่เหลือ ทางหนึ่งคือคงสิทธิยกเว้นไว้แล้วจ่ายภาษีส่วนเพิ่ม อีกทางหนึ่งคือแปลงเป็นการลดหย่อนร้อยละ 50 ตามประกาศ ที่ 1/2566 ตัวแปรที่มีน้ำหนักที่สุดคือกำไรที่คาดว่าจะเกิดในแต่ละปี ระยะเวลายกเว้นที่เหลือ วงเงินยกเว้นที่เหลือ และส่วนที่ยอมให้หักจากค่าตอบแทนลูกจ้างและสินทรัพย์ที่มีตัวตน ซึ่งอัตราจะทยอยลดลงทุกปี

ขั้นที่สี่ ตรวจสอบผลข้างเคียงก่อนยื่นคำขอ ทั้งข้อจำกัดเรื่องการขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในอนาคต การสิ้นสุดของบัตรส่งเสริมฉบับเดิม กรอบเวลาหนึ่งเดือนในการตอบรับมติ และผลต่อการรับรู้ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในงบการเงิน การตัดสินใจนี้แก้ไขไม่ได้ในภายหลัง จึงควรมีบันทึกการวิเคราะห์เป็นลายลักษณ์อักษรเสนอกรรมการก่อนดำเนินการ ผลลัพธ์ที่เหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ สิทธิที่ได้รับ และประมาณการกำไรเป็นรายกรณี

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

บริษัท BOI ที่ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่

หากอยู่ในกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่เข้าเกณฑ์ 750 ล้านยูโร และสิทธิยกเว้นทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยต่ำกว่าร้อยละ 15 ส่วนต่างจะถูกจัดเก็บเป็นภาษีส่วนเพิ่ม การยกเว้นภาษีตามกฎหมายไทยจึงไม่ได้ทำให้พ้นจากภาระส่วนนี้

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 ให้สิทธิอะไร

เปิดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมที่อยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติซึ่งเข้าเงื่อนไข ยื่นคำขอปรับเปลี่ยนจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ของอัตราปกติตามมาตรา 32 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 2 เท่าของระยะเวลายกเว้นที่คงเหลืออยู่เต็มปี รวมกับระยะเวลาลดหย่อนเดิม และรวมแล้วไม่เกิน 10 ปี

เงื่อนไขการขอปรับเปลี่ยนสิทธิ BOI มีอะไรบ้าง

ผู้ขอต้องอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้รวมไม่น้อยกว่า 28,000 ล้านบาท หรือเข้าข่ายเป็นผู้ยื่นรายงานข้อมูลรายประเทศ (CbCR) ต้องยังมีวงเงินและระยะเวลายกเว้นภาษีคงเหลือไม่น้อยกว่า 1 ปี และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วจะแก้ไขอีกไม่ได้

ถ้าเปลี่ยนเป็นลดหย่อน 50% แล้วจะไม่ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มเลยใช่ไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป การลดหย่อนช่วยยกอัตราภาษีที่แท้จริงให้เข้าใกล้ร้อยละ 15 มากขึ้น แต่ผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการคำนวณ ETR ของกลุ่มในประเทศไทยทั้งประเทศ ซึ่งรวมทุกนิติบุคคลในเครือ ไม่ใช่เฉพาะโครงการที่ได้รับส่งเสริม

มีมาตรการอื่นรองรับผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่

กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นช่องทางให้เงินสนับสนุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่กำหนด เช่น การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับแนวทางของ OECD มากกว่าการยกเว้นภาษี

บทความในชุดภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2)

ภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2) คืออะไร บริษัทของท่านต้องเสียไหมหน้าหลักของชุดบทความ บริษัทเราเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มไหมยืนยันสถานะก่อนตัดสินใจแปลงสิทธิ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) กฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) ต่างกันอย่างไรที่มาของอัตราภาษีที่แท้จริงและส่วนที่ยอมให้หัก GMT กับมูลค่าสิทธิประโยชน์ BOIบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเรื่องผลกระทบต่อการลงทุน

ราคาของการตัดสินใจที่แก้ไขไม่ได้

ถือบัตรส่งเสริมอยู่ และยังไม่รู้ว่าควรคงสิทธิยกเว้นไว้ หรือแปลงเป็นลดหย่อน 50%?

ปรึกษาเราได้นะครับบ เราจะช่วยยืนยันก่อนว่ากลุ่มของท่านเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มจริงหรือไม่ แล้วจึงทำแบบจำลองเปรียบเทียบสองทางตลอดอายุสิทธิที่เหลือ พร้อมสรุปเงื่อนไขและผลข้างเคียงตามประกาศ ที่ 1/2566 ให้เสนอกรรมการได้ งานลักษณะนี้ต้องใช้สองมุมมองพร้อมกันเสมอ คือมุมนักบัญชีที่อ่านงบการเงินรวมออก และมุมนักกฎหมายภาษีที่รู้ว่ากฎหมายไทยเชื่อมกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศตรงจุดใด สำนักงานของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียว ด้วยประสบการณ์มากว่า 25 ปี จึงตอบได้ทั้งคำถามของกรมสรรพากร ของผู้สอบบัญชี และของบริษัทแม่ ด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  1. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนที่ 82 ก วันที่ 26 ธันวาคม 2567 ประกอบเอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2568
  2. ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแนวทางการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566) ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 16 มาตรา 18 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 · boi.go.th
  3. ขอบเขตการใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชี้แจงต่อสาธารณะเมื่อเดือนมกราคม 2568 เกี่ยวกับมาตรการรองรับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่
  4. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 มาตรา 31/1 มาตรา 32 และมาตรา 35(1) ว่าด้วยการยกเว้นและการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล
  5. Global Anti-Base Erosion Model Rules (Pillar Two) และแนวทางเกี่ยวกับ Qualified Refundable Tax Credit ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปตามข้อมูลที่เผยแพร่ ณ เดือนสิงหาคม 2569 ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย การตัดสินใจปรับเปลี่ยนสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมเป็นการตัดสินใจที่แก้ไขไม่ได้ในภายหลัง และต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ประมาณการกำไร และเงื่อนไขของแต่ละโครงการเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร อีเมล