บทวิเคราะห์ภาษีระหว่างประเทศ · ขอบเขตการบังคับใช้

ขอบเขตผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม — อ่านเกณฑ์ 750 ล้านยูโร (2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชี) ให้ถูก

คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนทุกเรื่องคือ กลุ่มบริษัทของท่านอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 หรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่งบการเงินของบริษัทในประเทศไทย และการอ่านเกณฑ์นี้ผิดทำให้กิจการจำนวนมากประเมินตนเองพลาดไปได้ทั้งสองทาง

อธิบายให้ง่ายที่สุด — กฎหมายนี้ไม่ได้ดูว่าบริษัทของท่านในไทยใหญ่หรือเล็ก แต่ดูที่ “บริษัทแม่ที่อยู่บนสุดของกลุ่ม” ว่ามีรายได้รวมทั้งกลุ่มถึง 750 ล้านยูโรหรือไม่ ถ้าถึง ลูกทุกบริษัทก็เข้าข่ายหมด แม้บริษัทในไทยจะมีพนักงานแค่ยี่สิบคน กลับกัน บริษัทไทยที่รายได้หลายพันล้านแต่ไม่มีบริษัทในต่างประเทศเลย ไม่เข้าข่าย และรายได้นั้นต้องถึงเกณฑ์อย่างน้อย 2 ปี ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ดูปีเดียวย่อหน้านี้สรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว รายละเอียด ตัวบทกฎหมาย และแหล่งอ้างอิงทั้งหมดอยู่ในเนื้อหาถัดจากนี้

คำถามนี้ตอบได้จากเอกสารแค่สองชิ้น คือผังโครงสร้างกลุ่ม กับงบการเงินรวมของบริษัทแม่บนสุดย้อนหลัง 4 ปี ถ้าบริษัทแม่บนสุดมีรายได้รวมทั้งกลุ่มถึง 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ปีในช่วง 4 ปีนั้น และกลุ่มมีบริษัทตั้งอยู่ในไทย ถือว่าเข้าข่าย1 กฎหมายไม่สนใจว่าบริษัทในไทยจะเล็กแค่ไหน มีพนักงานกี่คน หรือกำไรเท่าไหร่

สิ่งที่ไม่อยู่ในสมการเลยคือรายได้ กำไร จำนวนพนักงาน หรือขนาดทรัพย์สินของบริษัทในประเทศไทย บริษัทลูกที่มีพนักงานยี่สิบคนและรายได้ปีละสองร้อยล้านบาทอยู่ในขอบเขตได้เต็มตัว ขณะที่บริษัทไทยล้วนที่มีรายได้ห้าพันล้านบาทแต่ไม่มีนิติบุคคลในต่างประเทศ ไม่เข้าข่ายแม้แต่น้อย นี่คือจุดที่ต่างจากเกณฑ์ภาษีทั้งหมดที่ผู้ประกอบการไทยคุ้นเคย และเป็นสาเหตุที่การประเมินตนเองด้วยสามัญสำนึกจึงมักผิด

หัวข้อในบทความ

  1. คำตอบตรงประเด็น: องค์ประกอบสามชิ้นที่ต้องครบ
  2. อ่านเกณฑ์ 750 ล้านยูโรให้ถูก — วัดที่ไหน วัดเมื่อไหร่
  3. "นิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity)" กว้างกว่าที่คิด
  4. นิติบุคคลที่ได้รับยกเว้น และข้อควรระวัง
  5. สามสถานการณ์ที่มักประเมินตนเองผิด
  6. เข้าข่ายแล้วไม่มีภาษีต้องชำระ ก็ยังมีหน้าที่อยู่
  7. เมื่อผลการประเมินตนเองยังก้ำกึ่ง
I

คำตอบตรงประเด็น: องค์ประกอบสามชิ้นที่ต้องครบ

ตารางต่อไปนี้แปลเกณฑ์ตามกฎหมายให้เป็นคำถามที่ตอบได้จากเอกสารที่กิจการมีอยู่จริง หากคำตอบเป็น "ไม่" แม้เพียงข้อเดียว กลุ่มนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณา

องค์ประกอบคำถามที่ต้องตอบเอกสารที่ใช้ตอบ
1. เป็นกลุ่มข้ามชาติกลุ่มมีนิติบุคคลในเครือหรือสถานประกอบการถาวรตั้งอยู่ในประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไปหรือไม่ผังโครงสร้างกลุ่ม (group structure chart)
2. มีจุดเกาะเกี่ยวกับไทยมีนิติบุคคลในเครือของกลุ่มตั้งอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ทะเบียนนิติบุคคล งบการเงินรวม หมายเหตุประกอบงบ
3. รายได้ถึงเกณฑ์รายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity — UPE) ถึง 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบบัญชีก่อนหน้าหรือไม่งบการเงินรวมย้อนหลัง 4 รอบระยะเวลาบัญชี

จุดที่มีผลจริงในทางปฏิบัติคือ ข้อ 3 ต้องดูย้อนหลัง ไม่ใช่ดูปีปัจจุบัน กลุ่มที่รายได้เพิ่งทะลุเกณฑ์ในปี 2568 เป็นปีแรก จะยังไม่เข้าข่ายในรอบนั้น แต่จะเข้าข่ายเมื่อครบสองรอบภายในกรอบสี่รอบ ในทางกลับกัน กลุ่มที่รายได้เพิ่งลดต่ำกว่าเกณฑ์ในปีล่าสุด ยังคงอยู่ในขอบเขตต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะประวัติสองรอบในสี่รอบยังคงอยู่ ลักษณะ "ตามหลัง" ของเกณฑ์นี้ทำให้การวางแผนต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อยสองถึงสามปี

II

อ่านเกณฑ์ 750 ล้านยูโรให้ถูก — วัดที่ไหน วัดเมื่อไหร่

จุดวัดคือ "รายได้รวมทั้งหมดตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด" คำสำคัญคือ นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด หมายถึงนิติบุคคลที่อยู่บนสุดของสายการถือหุ้น ซึ่งจัดทำงบการเงินรวมและไม่มีนิติบุคคลอื่นถือหุ้นในลักษณะที่ต้องนำไปรวมงบต่อ ในโครงสร้างที่มีบริษัทโฮลดิ้งกลางหลายชั้น ผู้บริหารในไทยมักเข้าใจว่าให้ดูที่บริษัทแม่ในภูมิภาคที่ตนรายงานตรง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกณฑ์ให้ดูที่ยอดสุดของกลุ่มเสมอ

สาระสำคัญตามที่กรมสรรพากรอธิบายขอบเขตการบังคับใช้ — พระราชกำหนดใช้บังคับเฉพาะกลุ่ม MNEs ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่ากลุ่ม MNEs ของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือกลุ่ม MNEs ของต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ในลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่มเอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ 10 มีนาคม 2568

ประเด็นทางเทคนิคที่ตามมาคือการแปลงค่าเงิน เกณฑ์กำหนดเป็นยูโร แต่งบการเงินรวมของกลุ่มอาจจัดทำเป็นดอลลาร์สหรัฐ เยน หรือบาท กรมสรรพากรจึงได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 6) เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ไว้เป็นการเฉพาะ2 รายละเอียดของการแปลงค่านี้มีผลจริงกับกลุ่มที่รายได้อยู่ใกล้เส้นแบ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรจัดทำเอกสารประเมินไว้ทุกปีมากที่สุด

อีกจุดหนึ่งคือรอบระยะเวลาบัญชีที่ไม่ครบสิบสองเดือน กรณีกลุ่มเพิ่งจัดตั้ง เปลี่ยนรอบบัญชี หรือมีการควบรวม การเทียบเกณฑ์ต้องปรับตามจำนวนวันของรอบนั้น หลักการเดียวกันนี้ปรากฏชัดในกฎเกณฑ์ของ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI) ซึ่งกำหนดเกณฑ์ทางเลือกไว้ที่ "ไม่น้อยกว่าจำนวนเฉลี่ยของ 28,000 ล้านบาท ซึ่งคำนวณตามจำนวนวันของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ในกรณีที่รอบระยะเวลาบัญชีนั้นน้อยกว่า 12 เดือน"3

III

"นิติบุคคลในเครือ" กว้างกว่าที่คิด

คำว่านิติบุคคลในเครือตามพระราชกำหนดไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทจำกัดที่กลุ่มถือหุ้นข้างมาก แต่ครอบคลุมนิติบุคคลที่นำมารวมในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด รวมถึงนิติบุคคลที่ถูกกันออกจากงบการเงินรวมเพียงเพราะเหตุผลด้านขนาด สาระสำคัญ หรือเพราะถือไว้เพื่อขาย นอกจากนี้ สถานประกอบการถาวรของนิติบุคคลในเครือยังถือเป็นนิติบุคคลในเครือแยกต่างหากอีกด้วย

ผลในทางปฏิบัติคือ สาขาของธนาคารหรือบริษัทต่างประเทศในไทย สำนักงานผู้แทน หรือหน่วยธุรกิจที่ทำให้เกิดสถานประกอบการถาวรตามอนุสัญญาภาษีซ้อน อาจถูกนับเป็นจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยได้ แม้กลุ่มจะไม่มีบริษัทจดทะเบียนในไทยเลยก็ตาม การตรวจสอบขอบเขตจึงต้องเริ่มจากผังโครงสร้างกลุ่มฉบับเต็ม ไม่ใช่จากรายชื่อบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีข้อมูล

ถ้าตอบไม่ได้ว่าใครคือ "นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด" ของกลุ่ม แปลว่ายังตอบไม่ได้ว่าเข้าข่ายหรือไม่ — และนั่นคืองานชิ้นแรกที่ต้องทำ

ในทางกลับกัน กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 7) เรื่อง กำหนดลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ ไว้เป็นการเฉพาะ2 และคณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 25684 การพิจารณาว่าหน่วยงานใดถูกนับหรือไม่ถูกนับ จึงต้องอ่านกฎหมายลำดับรองประกอบเสมอ ไม่สามารถสรุปจากตัวพระราชกำหนดอย่างเดียว

IV

นิติบุคคลที่ได้รับยกเว้น และข้อควรระวัง

พระราชกำหนดกำหนดประเภทนิติบุคคลที่ไม่ถือเป็นนิติบุคคลในเครือสำหรับความมุ่งหมายของภาษีส่วนเพิ่มไว้ สอดคล้องกับกลุ่ม Excluded Entities ตาม มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Model Rules ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ องค์การที่ไม่แสวงหากำไร กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเพื่อการลงทุนที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และเครื่องมือเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด รวมทั้งนิติบุคคลอื่นตามที่จะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา5

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ การได้รับยกเว้นในฐานะนิติบุคคลตามรายการข้างต้น ไม่ได้ทำให้กลุ่มทั้งกลุ่มหลุดจากขอบเขต รายได้ของนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นยังคงถูกนำมานับรวมในการทดสอบเกณฑ์ 750 ล้านยูโรของกลุ่ม ผลคือกลุ่มที่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนเพื่อการลงทุนอยู่บนสุดของโครงสร้าง อาจพบว่าตัวกองทุนได้รับยกเว้น แต่บริษัทปฏิบัติการที่กองทุนถือหุ้นอยู่ในประเทศไทยยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายเต็มที่

ในทำนองเดียวกัน การที่นิติบุคคลหนึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ไม่มีผลใด ๆ ต่อการเป็นนิติบุคคลในเครือ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การยกเว้นตามกฎหมายไทยทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) ต่ำ ซึ่งทำให้เกิดภาษีส่วนเพิ่ม ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากขอบเขต

V

สามสถานการณ์ที่มักประเมินตนเองผิด

สถานการณ์ความเข้าใจที่พบบ่อยข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
บริษัทลูกในไทยขนาดเล็กของกลุ่มต่างชาติขนาดใหญ่"เราเล็กมาก ไม่น่าเกี่ยว"เข้าข่าย เพราะเกณฑ์วัดที่งบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุด
กลุ่มบริษัทไทยรายได้เกินสองหมื่นแปดพันล้านบาท แต่ไม่มีบริษัทในต่างประเทศ"เราใหญ่ คงต้องเสีย"ไม่เข้าข่าย เพราะไม่ใช่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ
กลุ่มต่างชาติที่มีเพียงสาขาหรือสถานประกอบการถาวรในไทย"ไม่มีบริษัทจดทะเบียนในไทย จึงไม่มีหน้าที่"อาจเข้าข่าย เพราะสถานประกอบการถาวรถือเป็นนิติบุคคลในเครือแยกต่างหาก

ทั้งสามกรณีมีรากเดียวกัน คือการนำสัญชาตญาณเรื่อง "ขนาดของกิจการในไทย" มาใช้กับกฎเกณฑ์ที่ออกแบบมาให้วัดที่ระดับกลุ่มระหว่างประเทศ วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การอ่านกฎหมายซ้ำ แต่คือการเปลี่ยนคำถามตั้งต้นจาก "บริษัทเราใหญ่พอไหม" เป็น "กลุ่มของเราคือกลุ่มไหน และยอดสุดของกลุ่มอยู่ที่ใด"

VI

เข้าข่ายแล้วไม่มีภาษีต้องชำระ ก็ยังมีหน้าที่อยู่

ประเด็นนี้สร้างความประหลาดใจให้ผู้บริหารมากที่สุด กิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 20 เต็มอัตรามาตลอด โดยหลักมักอัตราภาษีที่แท้จริงสูงกว่าร้อยละ 15 และไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ แต่หน้าที่ยื่นรายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากรยังคงอยู่ เพราะหน้าที่ยื่นเกิดจากการเป็นนิติบุคคลในเครือของกลุ่มที่อยู่ในขอบเขต ไม่ได้เกิดจากการมีภาษีต้องชำระ

โทษของการละเลยจึงมีอยู่จริงแม้ไม่มีภาษี กรณีไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท6 ซึ่งเป็นโทษทางอาญาที่แยกต่างหากจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางแพ่ง สำหรับกลุ่มที่มีนิติบุคคลในเครือหลายรายในประเทศไทย ความเสี่ยงนี้จึงคูณตามจำนวนนิติบุคคล หากไม่ได้จัดการเรื่องการมอบหมายผู้ยื่นแทนไว้ให้เรียบร้อย

อีกด้านหนึ่งซึ่งมีผลก่อนกำหนดยื่นเสมอคือด้านงบการเงิน คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีให้แนวทางไว้ว่า เมื่อพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้แล้ว กิจการต้องประเมินค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มและรับรู้รายการตามย่อหน้าที่ 46 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 โดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD) และเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ต้องปรับปรุงผลต่างที่อาจเกิดขึ้นทันทีในรอบระยะเวลารายงานนั้น1 คำถามจากผู้สอบบัญชีจึงมาถึงก่อนคำถามจากเจ้าพนักงานประเมินเสมอ

VII

เมื่อผลการประเมินตนเองยังก้ำกึ่ง

สิ่งที่ควรทำให้เสร็จก่อนอื่นคือแฟ้มประเมินสถานะ ประกอบด้วยห้าชิ้น หนึ่ง ผังโครงสร้างกลุ่มที่ระบุนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดอย่างชัดเจน สอง งบการเงินรวมย้อนหลัง 4 รอบระยะเวลาบัญชีพร้อมตัวเลขรายได้รวม สาม รายชื่อนิติบุคคลในเครือและสถานประกอบการถาวรทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย สี่ บันทึกการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นยูโรหรือบาทพร้อมอัตราที่ใช้ และห้า ข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเข้าข่ายหรือไม่ พร้อมวันที่และผู้จัดทำ

แฟ้มนี้มีคุณค่าสองทาง หากเข้าข่าย ก็เป็นจุดตั้งต้นของงานคำนวณและงานยื่นทั้งหมด หากไม่เข้าข่าย ก็เป็นหลักฐานว่ากิจการได้พิจารณาโดยสุจริตและมีเหตุผลรองรับ ซึ่งมีน้ำหนักมากเมื่อต้องอธิบายต่อผู้สอบบัญชี ต่อบริษัทแม่ หรือต่อเจ้าพนักงานในภายหลัง กิจการที่ไม่มีเอกสารใดเลยแล้วอ้างว่า "เข้าใจว่าไม่เข้าข่าย" อยู่ในสถานะที่อ่อนที่สุดเมื่อถูกตั้งคำถาม

สำหรับกลุ่มที่รายได้อยู่ใกล้เส้นแบ่ง ควรทบทวนสถานะทุกปีในช่วงปิดงบ เพราะลักษณะ "2 ใน 4 รอบ" ทำให้สถานะเปลี่ยนได้โดยที่กิจการในไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย และควรกำหนดผู้รับผิดชอบภายในให้ชัดว่าใครเป็นผู้ขอข้อมูลจากบริษัทแม่ เพราะข้อมูลชิ้นสำคัญที่สุดในเรื่องนี้อยู่นอกประเทศไทยทั้งหมด ข้อสรุปที่ถูกต้องสำหรับแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับโครงสร้างการถือหุ้นและเอกสารที่มีอยู่จริงเป็นรายกรณี

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทในไทยรายได้ไม่ถึงพันล้าน จะเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มได้อย่างไร

เพราะเกณฑ์ 750 ล้านยูโรวัดจากรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่ม ไม่ได้วัดจากรายได้ของบริษัทในประเทศไทย บริษัทลูกขนาดเล็กในไทยของกลุ่มข้ามชาติขนาดใหญ่จึงอยู่ในขอบเขตของกฎหมายได้

เกณฑ์ 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชี นับอย่างไร

ให้ดูรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบที่กำลังพิจารณา หากมีอย่างน้อย 2 รอบที่รายได้ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร ถือว่ากลุ่มนั้นอยู่ในขอบเขต

กลุ่มบริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศเข้าข่ายด้วยไหม

เข้าข่าย พระราชกำหนดใช้บังคับทั้งกลุ่มบริษัทข้ามชาติของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ และกลุ่มบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย หากรายได้ตามงบการเงินรวมถึงเกณฑ์

นิติบุคคลประเภทใดไม่ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม

พระราชกำหนดกำหนดกลุ่มนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นไว้ เช่น หน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ องค์การที่ไม่แสวงหากำไร กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเพื่อการลงทุนที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และเครื่องมือเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด

เข้าข่ายแล้วแต่เสียภาษีในไทยเกิน 15% อยู่แล้ว ต้องทำอะไรไหม

แม้ไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยยังคงมีหน้าที่ยื่นรายงานข้อมูลและแบบที่กฎหมายกำหนดต่อกรมสรรพากร การไม่ยื่นมีทั้งเบี้ยปรับและโทษปรับทางอาญา

บทความในชุดภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2)

ภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2) คืออะไร บริษัทของท่านต้องเสียไหมหน้าหลักของชุดบทความ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) กฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) ต่างกันอย่างไรเมื่อเข้าข่ายแล้ว ประเทศไหนได้เก็บก่อน ยื่นเมื่อไหร่ ต้องยื่นอะไร ไม่ยื่นมีโทษอะไรกำหนด 15 และ 18 เดือน Transfer Pricing สำหรับธุรกิจในเครือเอกสารที่กลุ่มข้ามชาติต้องมีอยู่แล้ว

ราคาของการอ่านเกณฑ์ผิด

อยากรู้ให้แน่ว่ากลุ่มบริษัทของท่านเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่?

ปรึกษาเราได้นะครับบ เราจะช่วยอ่านผังโครงสร้างกลุ่มและงบการเงินรวมย้อนหลัง สรุปสถานะการเข้าข่ายเป็นลายลักษณ์อักษรให้ใช้ยืนยันกับผู้สอบบัญชีและบริษัทแม่ได้ พร้อมบอกว่าขั้นถัดไปควรเตรียมอะไร งานลักษณะนี้ต้องใช้สองมุมมองพร้อมกันเสมอ คือมุมนักบัญชีที่อ่านงบการเงินรวมออก และมุมนักกฎหมายภาษีที่รู้ว่ากฎหมายไทยเชื่อมกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศตรงจุดใด สำนักงานของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียว ด้วยประสบการณ์มากว่า 25 ปี จึงตอบได้ทั้งคำถามของกรมสรรพากร ของผู้สอบบัญชี และของบริษัทแม่ ด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  1. เอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2568 (เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมสรรพากร)
  2. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 6) เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย และ (ฉบับที่ 7) เรื่อง กำหนดลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ ดูรวมที่ rd.go.th/68005.html
  3. ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 ข้อ 1 เงื่อนไข (1) — เกณฑ์รายได้รวมของกลุ่ม 28,000 ล้านบาท และการเฉลี่ยตามจำนวนวันกรณีรอบบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน
  4. ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 5/2569 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เรื่อง ร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ
  5. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยผู้มีหน้าที่เสียภาษี ประกอบ Global Anti-Base Erosion Model Rules ข้อ 1.5 (Excluded Entities) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
  6. บทกำหนดโทษตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ประกอบบทสรุปของสำนักกฎหมายธรรมนิติ เรื่อง ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) เผยแพร่ 24 กันยายน 2568
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปตามข้อมูลที่เผยแพร่ ณ เดือนสิงหาคม 2569 ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย การพิจารณาสถานะการเข้าข่ายของแต่ละกลุ่มบริษัทต้องอาศัยข้อเท็จจริงและเอกสารเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร อีเมล