ตอบสั้นที่สุดก่อน บริษัทของท่านต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มก็ต่อเมื่อครบสองข้อพร้อมกัน ข้อแรก เป็นบริษัทในกลุ่มข้ามชาติที่บริษัทแม่บนสุดมีรายได้รวมทั้งกลุ่มไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ปีในช่วง 4 ปีก่อนหน้า ข้อสอง กลุ่มเสียภาษีจริงในประเทศไทยต่ำกว่า 15% ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็จบ ไม่ต้องอ่านต่อ1 ที่สำคัญคือเกณฑ์นี้ไม่ได้ดูรายได้ของบริษัทในไทยเลยแม้แต่บาทเดียว
ข้อเท็จจริงที่ตามมาคือ บริษัทลูกในไทยที่มีพนักงานไม่กี่สิบคนและรายได้ไม่กี่ร้อยล้านบาท อาจอยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้เต็มตัว หากบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน บริษัทไทยที่รายได้หลายพันล้านบาทแต่ไม่มีนิติบุคคลในต่างประเทศเลย ไม่เข้าข่าย เพราะกฎหมายมุ่งไปที่ "กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ" ไม่ใช่ที่ขนาดของธุรกิจอย่างเดียว ความเข้าใจผิดในจุดนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้กิจการหนึ่งประเมินตนเองผิดทั้งสองทาง
หัวข้อในบทความ
- คำตอบสั้น: ใครต้องเสีย และเสียเท่าไหร่
- ที่มาของกฎเกณฑ์ และเหตุใดไทยต้องออกกฎหมายเป็นพระราชกำหนด
- กลไกจัดเก็บสามชั้น — DMTT, IIR และ UTPR
- หน้าที่ยื่นรายงาน กำหนดเวลา และบทลงโทษ
- สถานะกฎหมายลำดับรอง: อะไรออกแล้ว อะไรยังไม่ออก
- กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศและผลต่อสิทธิประโยชน์ BOI
- สิ่งที่กลุ่มบริษัทควรทำก่อนรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
คำตอบสั้น: ใครต้องเสีย และเสียเท่าไหร่
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 และใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป1 โครงสร้างของกฎหมายตอบคำถามพื้นฐานสามข้อดังตารางต่อไปนี้
| คำถาม | คำตอบตามกฎหมาย | ข้อสังเกตในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| ใครเข้าข่าย | นิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity — UPE) ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้า | ครอบคลุมทั้งกลุ่มไทยที่ลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มต่างประเทศที่ลงทุนในไทย |
| เสียเท่าไหร่ | ส่วนต่างจนกว่าอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) ของกลุ่มในประเทศนั้นจะถึงร้อยละ 15 โดยคำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท | กิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มอัตราร้อยละ 20 อยู่แล้ว โดยหลักไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ |
| เสียเมื่อไหร่ | ยื่นภายใน 15 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด ขยายเป็น 18 เดือนสำหรับรอบแรก | รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 ยื่นครั้งแรกภายใน 30 มิถุนายน 2570 |
ประโยคที่ต้องเน้นคือ "คำนวณรวมทั้งประเทศ" การพิจารณาอัตราภาษีที่แท้จริงไม่ได้ทำเป็นรายนิติบุคคล แต่รวมนิติบุคคลในเครือทุกรายของกลุ่มที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเข้าด้วยกัน ผลคือกลุ่มที่มีบริษัทหนึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามบัตรส่งเสริมการลงทุน และอีกบริษัทหนึ่งเสียภาษีเต็มอัตรา จะต้องนำมาถัวเฉลี่ยกันก่อน จึงจะรู้ว่ามีภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ ซึ่งเป็นตรรกะที่ต่างจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรที่ยึดนิติบุคคลเป็นหน่วยภาษีโดยเด็ดขาด
ที่มาของกฎเกณฑ์ และเหตุใดไทยต้องออกกฎหมายเป็นพระราชกำหนด
กฎเกณฑ์ต้นทางคือมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ หรือ Global Anti-Base Erosion Model Rules (มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Rules) ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on BEPS) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD)) โดยเป็นเสาที่สอง หรือ Pillar Two ของแนวทางสองเสาหลัก วัตถุประสงค์คือกำหนดพื้นภาษีขั้นต่ำร้อยละ 15 ให้กับกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อลดแรงจูงใจในการแข่งขันกันลดภาษีระหว่างประเทศ
เหตุผลที่ประเทศไทยเลือกตราเป็นพระราชกำหนด ไม่ใช่พระราชบัญญัติ อยู่ที่กลไกของกฎเกณฑ์เอง หากประเทศที่มีการเก็บภาษีต่ำไม่จัดเก็บส่วนต่างด้วยตนเอง ประเทศอื่นที่บังคับใช้กฎเกณฑ์นี้แล้วมีสิทธิจัดเก็บส่วนต่างนั้นไปแทน เงินภาษีที่ควรเป็นของไทยจึงจะไหลออกนอกประเทศทันทีที่ประเทศคู่ค้าเริ่มบังคับใช้ ความจำเป็นเร่งด่วนในลักษณะนี้เองที่รองรับการตราเป็นพระราชกำหนด และเป็นเหตุผลเชิงนโยบายที่อธิบายว่าทำไมกฎหมายจึงมีผลทันทีสำหรับรอบบัญชีปี 2568 โดยที่รายละเอียดวิธีคำนวณยังตามมาทีหลัง
ลักษณะพิเศษอีกข้อหนึ่งซึ่งไม่ค่อยพบในกฎหมายภาษีไทย คือพระราชกำหนดฉบับนี้ผูกการตีความของตนเองไว้กับเอกสารระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง
ผลของมาตรานี้ในทางปฏิบัติมีน้ำหนักมาก เพราะทำให้ Model Rules ความเห็นประกอบ (Commentary) และแนวปฏิบัติทางบริหาร (Administrative Guidance) ของ OECD กลายเป็นเครื่องมือตีความที่ใช้อ้างอิงได้จริงในการโต้แย้งกับเจ้าพนักงาน ไม่ใช่เพียงเอกสารทางวิชาการ กรมสรรพากรเองก็ได้เผยแพร่เอกสารเทียบเคียงกฎหมายลำดับรองของไทยกับ Model Rules และ Commentary ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าแนวทางตีความจะเดินตามกรอบสากล
กลไกจัดเก็บสามชั้น — DMTT, IIR และ UTPR
พระราชกำหนดบัญญัติกลไกจัดเก็บไว้ครบทั้งสามแบบตามกรอบของ OECD และมีผลใช้บังคับพร้อมกันตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 25682 สาระสำคัญของแต่ละกลไกและลำดับการใช้เป็นดังนี้
| กลไก | ใครเป็นผู้เก็บ | เก็บจากอะไร |
|---|---|---|
| ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT / QDMTT) | ประเทศที่นิติบุคคลในเครือตั้งอยู่ ซึ่งในที่นี้คือประเทศไทย | ส่วนต่างจนถึงร้อยละ 15 ของกำไรที่เกิดในประเทศไทยเอง |
| กฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) | ประเทศของนิติบุคคลแม่ | ส่วนต่างของกำไรในประเทศที่เก็บภาษีต่ำ ตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของ |
| กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) | ประเทศอื่นที่ใช้กฎนี้ รวมถึงไทย | ส่วนที่ยังเก็บไม่ครบหลังใช้ DMTT และ IIR แล้ว ปันส่วนตามจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน |
เหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีชั้นแรกเป็นของตนเองนั้นตรงไปตรงมา ถ้าไทยไม่เก็บ ประเทศบริษัทแม่จะเก็บแทนผ่าน IIR เงินภาษีก้อนเดิมจะออกจากประเทศโดยที่ภาระของผู้ประกอบการไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่บาทเดียว การมีภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศที่เข้าเงื่อนไขจึงเป็นการรักษาสิทธิจัดเก็บ ไม่ใช่การเพิ่มภาระใหม่ ประเด็นนี้มักถูกเข้าใจผิดในการสื่อสารสาธารณะว่าไทย "ขึ้นภาษี" ทั้งที่ตัวเลขรวมที่กลุ่มบริษัทต้องจ่ายไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแต่ปลายทางที่รับเงิน
อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับความรู้สึกทั่วไป คือส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ (Substance-based Income Exclusion — SBIE) ซึ่งคำนวณจากค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในประเทศนั้น กลไกนี้กันกำไรที่มาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงออกจากฐานภาษีส่วนเพิ่ม กิจการที่มีโรงงานและแรงงานจำนวนมากในไทยจึงมีฐานภาษีส่วนเพิ่มต่ำกว่ากิจการที่มีแต่กำไรทางบัญชี ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) กำหนดอัตราสำหรับรอบปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 9.6 ของค่าตอบแทนลูกจ้าง และร้อยละ 7.6 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน แล้วทยอยลดลงตามตารางในแต่ละปี3
หน้าที่ยื่นรายงาน กำหนดเวลา และบทลงโทษ
สิ่งที่กิจการต้องยื่นต่อกรมสรรพากรโดยหลักมีสามรายการ ได้แก่ รายงานข้อมูลเพื่อแจ้งการอยู่ในขอบเขต แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return) และแบบแสดงรายการและชำระภาษีส่วนเพิ่ม4 นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยทุกรายมีหน้าที่ยื่น เว้นแต่จะมอบหมายให้นิติบุคคลในเครือรายหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นแทน โดยต้องแจ้งชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้มอบหมายต่อกรมสรรพากรพร้อมกัน
กำหนดเวลาคือภายใน 15 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และขยายเป็น 18 เดือนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่กลุ่มอยู่ในบังคับ กลุ่มที่รอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จึงมีกำหนดยื่นครั้งแรกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 กำหนดเวลาที่ดูยาวนี้เป็นกับดักในตัวเอง เพราะข้อมูลที่ต้องใช้คือข้อมูลของรอบบัญชีที่ปิดไปแล้ว หากไม่ได้ออกแบบระบบเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ต้นรอบ การย้อนกลับไปรวบรวมในภายหลังจะมีต้นทุนสูงกว่ามาก
ด้านบทลงโทษ กรณีไม่ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย กรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย โดยไม่รวมเบี้ยปรับ และกรณีไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท4
สถานะกฎหมายลำดับรอง: อะไรออกแล้ว อะไรยังไม่ออก
พระราชกำหนดวางโครงไว้ แต่มอบรายละเอียดวิธีคำนวณและเงื่อนไขผ่อนปรนให้กฎหมายลำดับรอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่กิจการจำนวนมากยังวางแผนได้ไม่เต็มที่ ข้อมูลที่กรมสรรพากรเผยแพร่แสดงว่ามีการออกประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 ครอบคลุมเรื่องมาตรฐานการบัญชีที่ยอมรับ การพิจารณาประเทศที่ตั้ง อัตราแลกเปลี่ยน ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ และการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ3
ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับกลุ่มที่มีการปรับโครงสร้าง และกฎกระทรวงอีกสามฉบับ ซึ่งฉบับสำคัญที่สุดคือกฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ5 ตราบที่ฉบับนี้ยังไม่ประกาศใช้ การคำนวณจริงยังต้องอาศัยหลักเกณฑ์ของ OECD ประกอบมาตรา 23 เป็นหลัก
กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศและผลต่อสิทธิประโยชน์ BOI
ในระดับสากล ประเทศที่บังคับใช้กฎเกณฑ์นี้แล้วมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทุกภูมิภาค ทั้งสหภาพยุโรปซึ่งออกเป็นข้อบังคับร่วม สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และในอาเซียนเองก็มีเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียที่ทยอยบังคับใช้ ผลรวมคือการที่ประเทศหนึ่งเลือกไม่เก็บภาษีส่วนเพิ่มไม่ได้ทำให้กลุ่มบริษัทจ่ายน้อยลง แต่ทำให้ประเทศนั้นเสียสิทธิจัดเก็บให้ประเทศอื่นเท่านั้น ตรรกะนี้คือหัวใจที่ทำให้ระบบขยายตัวได้เร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับความตกลงภาษีระหว่างประเทศเรื่องอื่น
ผลกระทบที่ชัดที่สุดสำหรับประเทศไทยคือมูลค่าของสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัตรส่งเสริมการลงทุนยังคงมีผลตามกฎหมายไทยทุกประการ แต่หากทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยต่ำกว่าร้อยละ 15 ส่วนต่างนั้นจะถูกเรียกเก็บกลับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มูลค่าเชิงเศรษฐกิจของสิทธิยกเว้นจึงลดลงสำหรับกลุ่มที่อยู่ในขอบเขต ขณะที่ยังคงมูลค่าเต็มสำหรับกิจการที่ไม่เข้าเกณฑ์ 750 ล้านยูโร
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ออกประกาศ ที่ 1/2566 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแนวทางการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ เปิดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่เข้าเงื่อนไข ยื่นคำขอปรับเปลี่ยนจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ของอัตราปกติตามมาตรา 32 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 2 เท่าของระยะเวลายกเว้นที่คงเหลืออยู่เต็มปี รวมกับระยะเวลาลดหย่อนเดิม และรวมแล้วไม่เกิน 10 ปี6 ทางเลือกนี้ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป เพราะเมื่อได้รับอนุมัติแล้วจะแก้ไขอีกไม่ได้
อ่านการวิเคราะห์ทางเลือก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI) อย่างละเอียด →
สิ่งที่กลุ่มบริษัทควรทำก่อนรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
งานที่ควรทำก่อนเป็นลำดับแรกไม่ใช่การคำนวณภาษี แต่คือการยืนยันสถานะว่าเข้าข่ายหรือไม่ ให้เริ่มจากขอข้อมูลรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดย้อนหลัง 4 รอบระยะเวลาบัญชี พร้อมผังโครงสร้างกลุ่มที่ระบุนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวมถึงสถานประกอบการถาวรและกิจการร่วมค้า เอกสารสองชิ้นนี้ตอบคำถามได้เกือบทั้งหมดว่าต้องเดินต่อหรือหยุด และเป็นสิ่งที่ควรมีเก็บไว้เป็นหลักฐานของการประเมินตนเองอยู่แล้ว
ลำดับที่สองคือการประมาณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยแบบรวมทุกนิติบุคคล จุดที่มักถูกมองข้ามคือรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ผลขาดทุนสะสม และรายได้ที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายไทย ซึ่งทำให้ตัวเลขที่คำนวณจากงบการเงินตรง ๆ ต่างจากผลตามหลักเกณฑ์ GloBE อย่างมาก กิจการที่มั่นใจว่าเสียภาษีเต็มอัตราจึงยังควรคำนวณจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพราะข้อสรุปว่า "ไม่มีภาษีต้องชำระ" ก็ยังต้องมีเอกสารสนับสนุนเมื่อถูกสอบถาม
ลำดับที่สามคือการเชื่อมงานภาษีกับงานบัญชีให้เป็นกระบวนการเดียวกัน เพราะการรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่มเป็นเรื่องของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 ควบคู่ไปกับเรื่องภาษี ผู้สอบบัญชีจะตั้งคำถามในงบการเงินก่อนที่กรมสรรพากรจะตั้งคำถามในแบบแสดงรายการเสมอ แนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มบริษัทขึ้นอยู่กับโครงสร้างการถือหุ้น ประเภทสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ และข้อมูลที่มีอยู่จริงเป็นรายกรณี
สรุปสาระสำคัญ
- พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 26 ธันวาคม 2567 ใช้บังคับกับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568
- เข้าข่ายเมื่อเป็นนิติบุคคลในเครือในไทยของกลุ่มข้ามชาติที่รายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุด ≥ 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบบัญชีก่อนหน้า
- อัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท — บริษัทที่เสียภาษีเต็มอัตราอาจถูกดึงไปถัวกับบริษัทที่ได้รับยกเว้นในกลุ่มเดียวกัน
- กฎหมายมีครบสามกลไก คือ DMTT, IIR และ UTPR ใช้บังคับพร้อมกันตั้งแต่รอบปี 2568
- ยื่นภายใน 15 เดือนนับแต่สิ้นรอบบัญชีของบริษัทแม่ ขยายเป็น 18 เดือนในรอบแรก — รอบสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568 ยื่นภายใน 30 มิ.ย. 2570
- ไม่ยื่นรายงาน เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสีย · ชำระล่าช้า เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน · ไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- สิทธิ BOI ยังใช้ได้ตามกฎหมายไทย แต่มูลค่าลดลงสำหรับกลุ่มที่เข้าข่าย — ประกาศ กกท. ที่ 1/2566 เปิดทางแปลงเป็นลดหย่อน 50% ไม่เกิน 10 ปี
คำถามที่พบบ่อย
ภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) คืออะไร
คือภาษีที่จัดเก็บเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ เมื่ออัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศใดประเทศหนึ่งต่ำกว่าร้อยละ 15 โดยเก็บส่วนต่างให้ครบร้อยละ 15 ประเทศไทยนำหลักการนี้มาใช้ผ่านพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567
พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เริ่มใช้เมื่อไหร่
ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป กิจการที่รอบบัญชีตรงกับปีปฏิทินจึงอยู่ในขอบเขตตั้งแต่รอบปี 2568 เป็นรอบแรก
บริษัทขนาดใหญ่ทุกบริษัทต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่
ไม่ใช่ กฎหมายใช้กับนิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร อย่างน้อย 2 ใน 4 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าเท่านั้น และแม้เข้าเกณฑ์ หากอัตราภาษีที่แท้จริงในไทยถึงร้อยละ 15 อยู่แล้ว ก็ไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ แต่ยังคงมีหน้าที่ยื่นรายงาน
ต้องยื่นแบบภาษีส่วนเพิ่มเมื่อไหร่
ภายใน 15 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และขยายเป็น 18 เดือนสำหรับรอบปีแรกที่อยู่ในบังคับ กลุ่มที่รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 จึงมีกำหนดยื่นครั้งแรกภายใน 30 มิถุนายน 2570
ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะยังได้ประโยชน์อยู่ไหม
สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของ BOI ยังใช้ได้ตามกฎหมายไทย แต่หากทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในไทยต่ำกว่าร้อยละ 15 ส่วนต่างจะถูกเรียกเก็บเป็นภาษีส่วนเพิ่ม BOI จึงออกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 เปิดทางให้เลือกแปลงสิทธิยกเว้นภาษีเป็นการลดหย่อนร้อยละ 50 ของอัตราปกติ โดยขยายระยะเวลาไม่เกิน 2 เท่าและรวมแล้วไม่เกิน 10 ปี