สูตรง่ายกว่าที่คิด เอา 15% ตั้ง ลบด้วยอัตราภาษีที่กลุ่มเสียจริงในไทย ได้เท่าไหร่คือส่วนที่ขาด แล้วเอาส่วนที่ขาดนั้นไปคูณกับกำไรที่เหลือ หลังหักส่วนลดที่คำนวณจากค่าจ้างพนักงานและมูลค่าเครื่องจักรอาคารในไทย1 ตัวเลขสามชุดนี้อยู่ในงบการเงินและทะเบียนของบริษัทอยู่แล้ว จึงประเมินได้เลยวันนี้ ไม่ต้องรอกฎหมายลูก
สิ่งที่ต้องบอกผู้บริหารไปพร้อมกับตัวเลขคือระดับความเชื่อมั่นของมัน ตัวเลขที่ได้จากวิธีนี้เพียงพอสำหรับตอบว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ และอยู่ในระดับหลักล้านหรือหลักสิบล้าน แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ยื่นได้ เพราะทั้งเงินได้รวมสุทธิและภาษีในขอบข่ายต้องผ่านการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และยังไม่ประกาศใช้2
หัวข้อในบทความ
- สูตรและตัวเลขสามชุดที่ต้องใช้
- อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) — คำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท
- ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ และอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง
- ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น
- หกกับดักที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน
- กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: ทำไมตัวเลขเดียวกันจึงตกอยู่กับคนละประเทศ
- ข้อควรระวังก่อนนำตัวเลขประมาณการไปใช้จริง
สูตรและตัวเลขสามชุดที่ต้องใช้
| ขั้น | สิ่งที่คำนวณ | ข้อมูลที่ต้องใช้ |
|---|---|---|
| 1 | อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทย | ภาษีในขอบข่ายรวม หารด้วยเงินได้รวมสุทธิ ของนิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) ทุกรายในไทย |
| 2 | อัตราส่วนเพิ่ม | ร้อยละ 15 ลบด้วยผลจากขั้นที่ 1 |
| 3 | ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ | ค่าตอบแทนลูกจ้าง และมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน คูณอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง |
| 4 | กำไรส่วนเกิน | เงินได้รวมสุทธิ ลบด้วยผลจากขั้นที่ 3 |
| 5 | ภาษีส่วนเพิ่ม | ผลจากขั้นที่ 2 คูณผลจากขั้นที่ 4 |
ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างนี้คือ ขั้นที่ 3 ทำให้ภาษีส่วนเพิ่มไม่ได้เก็บจากกำไรทั้งก้อน กิจการที่มีโรงงาน เครื่องจักร และแรงงานจำนวนมากในประเทศไทย จะมีกำไรส่วนเกินต่ำกว่ากิจการที่มีกำไรเท่ากันแต่ไม่มีสินทรัพย์และลูกจ้างในไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎเกณฑ์ที่ต้องการเก็บภาษีจากกำไรที่ไม่ได้มาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงเป็นหลัก
อัตราภาษีที่แท้จริง — คำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท
จุดที่ทำให้การประเมินด้วยสามัญสำนึกผิดพลาดมากที่สุดคือหน่วยของการคำนวณ อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) ตามกฎเกณฑ์นี้คำนวณโดยรวมนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเข้าด้วยกัน ไม่ใช่คำนวณรายบริษัทแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ผลที่ตามมามีสองทางและทั้งสองทางเกิดขึ้นจริง
ทางแรก กลุ่มที่มีบริษัทหนึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามบัตรส่งเสริมการลงทุน และมีบริษัทอื่นในไทยที่เสียภาษีเต็มอัตรา จะได้อัตราเฉลี่ยที่สูงกว่าที่กลัวไว้ บางกลุ่มพบว่าไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระเลยทั้งที่มีบริษัทที่ได้รับยกเว้นอยู่ ทางที่สอง กลุ่มที่มีบริษัทเสียภาษีเต็มอัตราแต่มีบริษัทหนึ่งขาดทุนหรือมีรายได้ที่ได้รับยกเว้นจำนวนมาก อาจถูกดึงค่าเฉลี่ยลงจนต่ำกว่าร้อยละ 15 ทั้งที่แต่ละบริษัทดูปกติ
อีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวเศษของอัตราส่วนไม่ใช่ภาษีที่จ่ายจริงตามแบบ ภ.ง.ด.50 เท่านั้น แต่เป็น "ภาษีในขอบข่าย" ซึ่งรวมถึงรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะเดียวกันภาษีบางประเภทก็ถูกกันออก ซึ่งกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย ไว้เป็นการเฉพาะ3
ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ และอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง
ส่วนหักนี้คำนวณจากสองฐาน คือค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในประเทศไทย โดยประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) กำหนดอัตราร้อยละไว้เป็นตารางรายปี ซึ่งทยอยลดลงตามช่วงเปลี่ยนผ่าน1
| รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปี | ร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้าง | ร้อยละของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน |
|---|---|---|
| 2568 | 9.6 | 7.6 |
| 2569 | 9.4 | 7.4 |
| 2570 | 9.2 | 7.2 |
| 2571 | 9.0 | 7.0 |
| 2572 | 8.2 | 6.6 |
| 2573 | 7.4 | 6.2 |
| 2574 | 6.6 | 5.8 |
| 2575 | 5.8 | 5.4 |
อัตราทั้งสองชุดทยอยลดลงจนคงที่ที่ร้อยละ 5 ในระยะยาว ความหมายเชิงการวางแผนคือ ภาระภาษีส่วนเพิ่มของกิจการเดิมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปีโดยอัตโนมัติ การประเมินด้วยตัวเลขปีเดียวจึงให้ภาพที่ดีเกินจริงเสมอ และเป็นเหตุผลที่ควรทำแบบจำลองอย่างน้อยห้าปี
รายละเอียดวิธีคำนวณฐานทั้งสองอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 4) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนเพื่อการพิจารณาส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ3 ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องอ่านก่อนคำนวณจริง เพราะนิยามของ "ค่าตอบแทนลูกจ้าง" กว้างกว่าเงินเดือนตามบัญชี และมูลค่าสินทรัพย์ต้องใช้ค่าเฉลี่ยของต้นงวดกับปลายงวด
ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการคำนวณแบบย่อเพื่อแสดงกลไก ใช้ตัวเลขสมมติของกลุ่มที่มีนิติบุคคลในเครือในประเทศไทยสองแห่ง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปี 2568 ไม่ใช่การคำนวณตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน เพราะไม่ได้แสดงรายการปรับปรุงเงินได้และภาษีในขอบข่าย
| ขั้น | รายการ | จำนวน |
|---|---|---|
| ตั้งต้น | เงินได้รวมสุทธิของทั้งสองบริษัทในไทย | 500,000,000 บาท |
| ตั้งต้น | ภาษีในขอบข่ายรวม | 45,000,000 บาท |
| 1 | อัตราภาษีที่แท้จริง = 45 ÷ 500 | ร้อยละ 9.0 |
| 2 | อัตราส่วนเพิ่ม = 15.0 − 9.0 | ร้อยละ 6.0 |
| 3ก | ค่าตอบแทนลูกจ้าง 120 ล้านบาท × ร้อยละ 9.6 | 11,520,000 บาท |
| 3ข | มูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน 800 ล้านบาท × ร้อยละ 7.6 | 60,800,000 บาท |
| 3 | ส่วนที่ยอมให้หักรวม | 72,320,000 บาท |
| 4 | กำไรส่วนเกิน = 500,000,000 − 72,320,000 | 427,680,000 บาท |
| 5 | ภาษีส่วนเพิ่ม = ร้อยละ 6.0 × 427,680,000 | 25,660,800 บาท |
ตัวอย่างนี้แสดงสองสิ่งที่ผู้บริหารควรเห็น สิ่งแรกคือ ส่วนที่ยอมให้หักลดฐานลงถึงกว่า 72 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 14 ของเงินได้รวมสุทธิ ซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย สิ่งที่สองคือ หากอัตราภาษีที่แท้จริงขยับขึ้นจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 12 อัตราส่วนเพิ่มจะลดจากร้อยละ 6 เหลือร้อยละ 3 และภาษีส่วนเพิ่มจะลดลงครึ่งหนึ่งทันที นี่คือเหตุผลเชิงตัวเลขที่อยู่เบื้องหลังทางเลือกแปลงสิทธิยกเว้นภาษีเป็นการลดหย่อนตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566
หกกับดักที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน
| กับดัก | ผลต่อตัวเลข |
|---|---|
| คำนวณรายบริษัทแทนการรวมทั้งประเทศ | ได้ทั้งสูงเกินและต่ำเกิน ขึ้นอยู่กับบริษัทที่หยิบมาคำนวณ |
| ใช้กำไรตามแบบ ภ.ง.ด.50 เป็นเงินได้รวมสุทธิ | คลาดเคลื่อนทั้งฐานและอัตรา เพราะหลักเกณฑ์เริ่มจากกำไรทางบัญชี |
| ละเว้นภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในตัวเศษ | อัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าความจริง ประเมินภาระสูงเกินไป |
| ใช้ราคาทุนของสินทรัพย์แทนมูลค่าสุทธิตามบัญชี | ส่วนที่ยอมให้หักสูงเกินจริง ประเมินภาระต่ำเกินไป |
| นับค่าตอบแทนลูกจ้างเฉพาะเงินเดือน | ส่วนที่ยอมให้หักต่ำกว่าที่ควร ประเมินภาระสูงเกินไป |
| ใช้อัตราส่วนหักของปีเดียวไปตลอดแบบจำลอง | ประเมินภาระในปีหลังต่ำเกินไป เพราะอัตราทยอยลดลงทุกปี |
สังเกตว่ากับดักเหล่านี้ผิดไปคนละทิศทาง บางข้อทำให้ประเมินสูงเกิน บางข้อทำให้ต่ำเกิน จึงไม่สามารถหักล้างกันเองได้อย่างน่าเชื่อถือ วิธีจัดการที่เหมาะสมคือคำนวณสองรอบ รอบแรกด้วยสมมติฐานอนุรักษ์นิยม รอบที่สองด้วยสมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด แล้วรายงานเป็นช่วงตัวเลขแทนที่จะเป็นตัวเลขเดียว
กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: ทำไมตัวเลขเดียวกันจึงตกอยู่กับคนละประเทศ
จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่คำนวณได้เป็นจำนวนเดียวกันไม่ว่าประเทศใดจะเป็นผู้เก็บ สิ่งที่ต่างคือปลายทาง หากประเทศไทยจัดเก็บเองผ่านภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) ที่เข้าเงื่อนไข ประเทศของบริษัทแม่ต้องหักจำนวนที่ไทยเก็บไปแล้วออกก่อนคำนวณตามกฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) แต่หากไทยไม่เก็บ จำนวนเดียวกันนี้จะถูกเก็บโดยประเทศบริษัทแม่แทน โดยที่ภาระของกิจการไม่ได้ลดลงเลย
กำหนดเวลาที่แต่ละประเทศเริ่มใช้จึงมีผลต่อการวางแผนของกลุ่มโดยตรง ตามการรวบรวมของ PwC หลักการภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก เสาหลักที่สอง (Pillar Two) Country Tracker ประเทศในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเริ่มใช้กฎการรวมเงินได้สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ญี่ปุ่นเริ่ม 1 เมษายน 2567 เกาหลีใต้และออสเตรเลียเริ่ม 1 มกราคม 2567 ขณะที่ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียเริ่ม 1 มกราคม 25684
ข้อแตกต่างที่ควรบันทึกไว้คือ ประเทศไทยเริ่มใช้ทั้งกฎการรวมเงินได้ กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) และภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ พร้อมกันตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามยังไม่ได้ประกาศใช้กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ กลุ่มที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศไทยจึงควรประเมินความเสี่ยงจากการได้รับปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือเพิ่มเติมจากการคำนวณข้างต้นด้วย
ข้อควรระวังก่อนนำตัวเลขประมาณการไปใช้จริง
เมื่อได้ตัวเลขประมาณการแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมีสามอย่าง อย่างแรกคือรายงานเป็นช่วงพร้อมระบุสมมติฐานทุกข้อไว้ในเอกสารเดียวกัน ผู้บริหารที่ได้รับตัวเลขเดียวโดยไม่มีสมมติฐานมักนำไปใช้ในบริบทที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ตั้งประมาณการงบประมาณโดยไม่ทราบว่าตัวเลขอาจเปลี่ยนเมื่อกฎกระทรวงประกาศใช้
อย่างที่สองคือทำแบบจำลองอย่างน้อยห้าปี เพราะอัตราส่วนที่ยอมให้หักลดลงทุกปีตามตาราง และเพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกิจการก็ทยอยหมดอายุ ภาระที่ดูจัดการได้ในปีแรกอาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่สามถึงห้า ซึ่งเป็นช่วงที่การตัดสินใจเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับเปลี่ยนสิทธิตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ต้องทำล่วงหน้าจึงจะทัน
อย่างที่สามคือเก็บกระดาษไว้ในรูปแบบที่ปรับปรุงได้ง่ายเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ เพราะจะต้องคำนวณซ้ำและปรับปรุงผลต่างในงบการเงินตามแนวทางของสภาวิชาชีพบัญชี การวางโครงสร้างไฟล์คำนวณให้แยกสมมติฐานออกจากสูตรตั้งแต่ต้น ทำให้การคำนวณซ้ำใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะเริ่มใหม่ทั้งหมด ตัวเลขที่ถูกต้องสำหรับแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับรายการปรับปรุงและข้อเท็จจริงเฉพาะรายเป็นสำคัญ
สรุปสาระสำคัญ
- ภาษีส่วนเพิ่ม = (ร้อยละ 15 − อัตราภาษีที่แท้จริง) × (เงินได้รวมสุทธิ − ส่วนที่ยอมให้หัก)
- อัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมนิติบุคคลในเครือทุกรายในประเทศไทย ไม่ใช่รายบริษัท
- ส่วนที่ยอมให้หักสำหรับรอบปี 2568 คือร้อยละ 9.6 ของค่าตอบแทนลูกจ้าง และร้อยละ 7.6 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน แล้วทยอยลดลงจนถึงร้อยละ 5
- ตัวอย่าง: ETR ร้อยละ 9 เงินได้รวมสุทธิ 500 ล้านบาท ส่วนหัก 72.32 ล้านบาท → ภาษีส่วนเพิ่ม 25.66 ล้านบาท
- อัตราภาษีที่แท้จริงที่ขยับขึ้นเพียง 3 จุด ทำให้ภาระลดลงครึ่งหนึ่ง — เป็นตรรกะเบื้องหลังทางเลือกแปลงสิทธิ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI)
- ตัวเลขจากวิธีนี้ใช้ประเมินทิศทางได้ แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ยื่น เพราะหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายการยังอยู่ในร่างกฎกระทรวง
คำถามที่พบบ่อย
ภาษีส่วนเพิ่มคำนวณอย่างไร
โดยหลักคือ นำอัตราขั้นต่ำร้อยละ 15 ลบด้วยอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศนั้น ได้เป็นอัตราส่วนเพิ่ม แล้วคูณกับฐานกำไรส่วนเกิน ซึ่งคือเงินได้รวมสุทธิหักด้วยส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิที่คำนวณจากค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน
อัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณอย่างไร
คำนวณจากภาษีในขอบข่ายของนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยรวมกัน หารด้วยเงินได้รวมสุทธิของนิติบุคคลเหล่านั้นรวมกัน ทั้งตัวเศษและตัวส่วนต้องผ่านการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ จึงไม่ใช่ตัวเลขในงบการเงินโดยตรง
ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิคำนวณเท่าไหร่
ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) กำหนดอัตราสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 9.6 ของค่าตอบแทนลูกจ้าง และร้อยละ 7.6 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน แล้วทยอยลดลงในปีถัดไปตามตารางจนถึงร้อยละ 5
บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% อยู่แล้ว จะมีภาษีส่วนเพิ่มไหม
โดยหลักไม่มี เพราะอัตราสูงกว่าร้อยละ 15 แต่ต้องระวังว่าอัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมทุกนิติบุคคลในเครือในประเทศไทย และผ่านการปรับปรุงรายการ กิจการที่มีรายได้ที่ได้รับยกเว้น ผลขาดทุนสะสม หรือรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจำนวนมาก อาจได้ตัวเลขต่างจากที่คาด
ประเมินเองได้แม่นแค่ไหน
การประเมินเบื้องต้นด้วยตัวเลขในงบการเงินช่วยบอกทิศทางได้ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ แต่ตัวเลขที่ใช้ยื่นจริงต้องรอหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และยังไม่ประกาศใช้