บทวิเคราะห์ภาษีระหว่างประเทศ · การคำนวณ

ประมาณการภาระภาษีส่วนเพิ่มของกลุ่ม — อัตราภาษีที่แท้จริงรายประเทศ และส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ

คำถามที่ผู้บริหารถามเป็นคำถามแรกไม่ใช่ว่ากฎหมายว่าอย่างไร แต่คือ "แล้วเราต้องจ่ายเท่าไหร่" บทความนี้แสดงวิธีประเมินด้วยตัวเลขที่มีอยู่ในงบการเงินและทะเบียนของกิจการ พร้อมตัวอย่างคำนวณทีละขั้น อัตราที่ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดไว้จริง และข้อจำกัดที่ต้องบอกผู้บริหารไปพร้อมกับตัวเลข

อธิบายให้ง่ายที่สุด — สูตรง่ายกว่าที่คิด ขั้นแรก ดูว่ากลุ่มของเราเสียภาษีจริงในไทยกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ 9% แปลว่ายังขาดอีก 6% จาก 15% ขั้นที่สอง กฎหมายยอมให้หักกำไรส่วนหนึ่งออกก่อน โดยคิดจากค่าจ้างพนักงานและมูลค่าเครื่องจักรอาคารที่มีอยู่จริงในไทย ขั้นสุดท้าย เอา 6% ที่ขาด คูณกับกำไรที่เหลือหลังหัก ก็ได้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ตัวเลขที่ได้ใช้ดูทิศทางได้ แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ยื่นจริงย่อหน้านี้สรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว รายละเอียด ตัวบทกฎหมาย และแหล่งอ้างอิงทั้งหมดอยู่ในเนื้อหาถัดจากนี้

สูตรง่ายกว่าที่คิด เอา 15% ตั้ง ลบด้วยอัตราภาษีที่กลุ่มเสียจริงในไทย ได้เท่าไหร่คือส่วนที่ขาด แล้วเอาส่วนที่ขาดนั้นไปคูณกับกำไรที่เหลือ หลังหักส่วนลดที่คำนวณจากค่าจ้างพนักงานและมูลค่าเครื่องจักรอาคารในไทย1 ตัวเลขสามชุดนี้อยู่ในงบการเงินและทะเบียนของบริษัทอยู่แล้ว จึงประเมินได้เลยวันนี้ ไม่ต้องรอกฎหมายลูก

สิ่งที่ต้องบอกผู้บริหารไปพร้อมกับตัวเลขคือระดับความเชื่อมั่นของมัน ตัวเลขที่ได้จากวิธีนี้เพียงพอสำหรับตอบว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ และอยู่ในระดับหลักล้านหรือหลักสิบล้าน แต่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ยื่นได้ เพราะทั้งเงินได้รวมสุทธิและภาษีในขอบข่ายต้องผ่านการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และยังไม่ประกาศใช้2

หัวข้อในบทความ

  1. สูตรและตัวเลขสามชุดที่ต้องใช้
  2. อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) — คำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท
  3. ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ และอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง
  4. ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น
  5. หกกับดักที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน
  6. กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: ทำไมตัวเลขเดียวกันจึงตกอยู่กับคนละประเทศ
  7. ข้อควรระวังก่อนนำตัวเลขประมาณการไปใช้จริง
I

สูตรและตัวเลขสามชุดที่ต้องใช้

ขั้นสิ่งที่คำนวณข้อมูลที่ต้องใช้
1อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยภาษีในขอบข่ายรวม หารด้วยเงินได้รวมสุทธิ ของนิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) ทุกรายในไทย
2อัตราส่วนเพิ่มร้อยละ 15 ลบด้วยผลจากขั้นที่ 1
3ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิค่าตอบแทนลูกจ้าง และมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน คูณอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง
4กำไรส่วนเกินเงินได้รวมสุทธิ ลบด้วยผลจากขั้นที่ 3
5ภาษีส่วนเพิ่มผลจากขั้นที่ 2 คูณผลจากขั้นที่ 4

ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างนี้คือ ขั้นที่ 3 ทำให้ภาษีส่วนเพิ่มไม่ได้เก็บจากกำไรทั้งก้อน กิจการที่มีโรงงาน เครื่องจักร และแรงงานจำนวนมากในประเทศไทย จะมีกำไรส่วนเกินต่ำกว่ากิจการที่มีกำไรเท่ากันแต่ไม่มีสินทรัพย์และลูกจ้างในไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎเกณฑ์ที่ต้องการเก็บภาษีจากกำไรที่ไม่ได้มาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงเป็นหลัก

II

อัตราภาษีที่แท้จริง — คำนวณรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่รายบริษัท

จุดที่ทำให้การประเมินด้วยสามัญสำนึกผิดพลาดมากที่สุดคือหน่วยของการคำนวณ อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) ตามกฎเกณฑ์นี้คำนวณโดยรวมนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเข้าด้วยกัน ไม่ใช่คำนวณรายบริษัทแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ผลที่ตามมามีสองทางและทั้งสองทางเกิดขึ้นจริง

ทางแรก กลุ่มที่มีบริษัทหนึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามบัตรส่งเสริมการลงทุน และมีบริษัทอื่นในไทยที่เสียภาษีเต็มอัตรา จะได้อัตราเฉลี่ยที่สูงกว่าที่กลัวไว้ บางกลุ่มพบว่าไม่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระเลยทั้งที่มีบริษัทที่ได้รับยกเว้นอยู่ ทางที่สอง กลุ่มที่มีบริษัทเสียภาษีเต็มอัตราแต่มีบริษัทหนึ่งขาดทุนหรือมีรายได้ที่ได้รับยกเว้นจำนวนมาก อาจถูกดึงค่าเฉลี่ยลงจนต่ำกว่าร้อยละ 15 ทั้งที่แต่ละบริษัทดูปกติ

อีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวเศษของอัตราส่วนไม่ใช่ภาษีที่จ่ายจริงตามแบบ ภ.ง.ด.50 เท่านั้น แต่เป็น "ภาษีในขอบข่าย" ซึ่งรวมถึงรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะเดียวกันภาษีบางประเภทก็ถูกกันออก ซึ่งกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย ไว้เป็นการเฉพาะ3

บริษัทที่เสียภาษีร้อยละ 20 เต็มอัตรา อาจถูกดึงเข้าไปถัวเฉลี่ยกับบริษัทพี่น้องที่ได้รับยกเว้น — เพราะกฎหมายมองประเทศ ไม่ได้มองบริษัท
III

ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ และอัตราตามประกาศกระทรวงการคลัง

ส่วนหักนี้คำนวณจากสองฐาน คือค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในประเทศไทย โดยประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) กำหนดอัตราร้อยละไว้เป็นตารางรายปี ซึ่งทยอยลดลงตามช่วงเปลี่ยนผ่าน1

รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปีร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างร้อยละของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน
25689.67.6
25699.47.4
25709.27.2
25719.07.0
25728.26.6
25737.46.2
25746.65.8
25755.85.4

อัตราทั้งสองชุดทยอยลดลงจนคงที่ที่ร้อยละ 5 ในระยะยาว ความหมายเชิงการวางแผนคือ ภาระภาษีส่วนเพิ่มของกิจการเดิมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปีโดยอัตโนมัติ การประเมินด้วยตัวเลขปีเดียวจึงให้ภาพที่ดีเกินจริงเสมอ และเป็นเหตุผลที่ควรทำแบบจำลองอย่างน้อยห้าปี

รายละเอียดวิธีคำนวณฐานทั้งสองอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 4) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนเพื่อการพิจารณาส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ3 ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องอ่านก่อนคำนวณจริง เพราะนิยามของ "ค่าตอบแทนลูกจ้าง" กว้างกว่าเงินเดือนตามบัญชี และมูลค่าสินทรัพย์ต้องใช้ค่าเฉลี่ยของต้นงวดกับปลายงวด

IV

ตัวอย่างการคำนวณทีละขั้น

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการคำนวณแบบย่อเพื่อแสดงกลไก ใช้ตัวเลขสมมติของกลุ่มที่มีนิติบุคคลในเครือในประเทศไทยสองแห่ง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปี 2568 ไม่ใช่การคำนวณตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน เพราะไม่ได้แสดงรายการปรับปรุงเงินได้และภาษีในขอบข่าย

ขั้นรายการจำนวน
ตั้งต้นเงินได้รวมสุทธิของทั้งสองบริษัทในไทย500,000,000 บาท
ตั้งต้นภาษีในขอบข่ายรวม45,000,000 บาท
1อัตราภาษีที่แท้จริง = 45 ÷ 500ร้อยละ 9.0
2อัตราส่วนเพิ่ม = 15.0 − 9.0ร้อยละ 6.0
3กค่าตอบแทนลูกจ้าง 120 ล้านบาท × ร้อยละ 9.611,520,000 บาท
3ขมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน 800 ล้านบาท × ร้อยละ 7.660,800,000 บาท
3ส่วนที่ยอมให้หักรวม72,320,000 บาท
4กำไรส่วนเกิน = 500,000,000 − 72,320,000427,680,000 บาท
5ภาษีส่วนเพิ่ม = ร้อยละ 6.0 × 427,680,00025,660,800 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงสองสิ่งที่ผู้บริหารควรเห็น สิ่งแรกคือ ส่วนที่ยอมให้หักลดฐานลงถึงกว่า 72 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 14 ของเงินได้รวมสุทธิ ซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย สิ่งที่สองคือ หากอัตราภาษีที่แท้จริงขยับขึ้นจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 12 อัตราส่วนเพิ่มจะลดจากร้อยละ 6 เหลือร้อยละ 3 และภาษีส่วนเพิ่มจะลดลงครึ่งหนึ่งทันที นี่คือเหตุผลเชิงตัวเลขที่อยู่เบื้องหลังทางเลือกแปลงสิทธิยกเว้นภาษีเป็นการลดหย่อนตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566

V

หกกับดักที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน

กับดักผลต่อตัวเลข
คำนวณรายบริษัทแทนการรวมทั้งประเทศได้ทั้งสูงเกินและต่ำเกิน ขึ้นอยู่กับบริษัทที่หยิบมาคำนวณ
ใช้กำไรตามแบบ ภ.ง.ด.50 เป็นเงินได้รวมสุทธิคลาดเคลื่อนทั้งฐานและอัตรา เพราะหลักเกณฑ์เริ่มจากกำไรทางบัญชี
ละเว้นภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในตัวเศษอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าความจริง ประเมินภาระสูงเกินไป
ใช้ราคาทุนของสินทรัพย์แทนมูลค่าสุทธิตามบัญชีส่วนที่ยอมให้หักสูงเกินจริง ประเมินภาระต่ำเกินไป
นับค่าตอบแทนลูกจ้างเฉพาะเงินเดือนส่วนที่ยอมให้หักต่ำกว่าที่ควร ประเมินภาระสูงเกินไป
ใช้อัตราส่วนหักของปีเดียวไปตลอดแบบจำลองประเมินภาระในปีหลังต่ำเกินไป เพราะอัตราทยอยลดลงทุกปี

สังเกตว่ากับดักเหล่านี้ผิดไปคนละทิศทาง บางข้อทำให้ประเมินสูงเกิน บางข้อทำให้ต่ำเกิน จึงไม่สามารถหักล้างกันเองได้อย่างน่าเชื่อถือ วิธีจัดการที่เหมาะสมคือคำนวณสองรอบ รอบแรกด้วยสมมติฐานอนุรักษ์นิยม รอบที่สองด้วยสมมติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด แล้วรายงานเป็นช่วงตัวเลขแทนที่จะเป็นตัวเลขเดียว

VI

กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: ทำไมตัวเลขเดียวกันจึงตกอยู่กับคนละประเทศ

จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่คำนวณได้เป็นจำนวนเดียวกันไม่ว่าประเทศใดจะเป็นผู้เก็บ สิ่งที่ต่างคือปลายทาง หากประเทศไทยจัดเก็บเองผ่านภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) ที่เข้าเงื่อนไข ประเทศของบริษัทแม่ต้องหักจำนวนที่ไทยเก็บไปแล้วออกก่อนคำนวณตามกฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) แต่หากไทยไม่เก็บ จำนวนเดียวกันนี้จะถูกเก็บโดยประเทศบริษัทแม่แทน โดยที่ภาระของกิจการไม่ได้ลดลงเลย

กำหนดเวลาที่แต่ละประเทศเริ่มใช้จึงมีผลต่อการวางแผนของกลุ่มโดยตรง ตามการรวบรวมของ PwC หลักการภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก เสาหลักที่สอง (Pillar Two) Country Tracker ประเทศในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเริ่มใช้กฎการรวมเงินได้สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ญี่ปุ่นเริ่ม 1 เมษายน 2567 เกาหลีใต้และออสเตรเลียเริ่ม 1 มกราคม 2567 ขณะที่ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียเริ่ม 1 มกราคม 25684

ข้อแตกต่างที่ควรบันทึกไว้คือ ประเทศไทยเริ่มใช้ทั้งกฎการรวมเงินได้ กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) และภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ พร้อมกันตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามยังไม่ได้ประกาศใช้กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ กลุ่มที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศไทยจึงควรประเมินความเสี่ยงจากการได้รับปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือเพิ่มเติมจากการคำนวณข้างต้นด้วย

VII

ข้อควรระวังก่อนนำตัวเลขประมาณการไปใช้จริง

เมื่อได้ตัวเลขประมาณการแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมีสามอย่าง อย่างแรกคือรายงานเป็นช่วงพร้อมระบุสมมติฐานทุกข้อไว้ในเอกสารเดียวกัน ผู้บริหารที่ได้รับตัวเลขเดียวโดยไม่มีสมมติฐานมักนำไปใช้ในบริบทที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ตั้งประมาณการงบประมาณโดยไม่ทราบว่าตัวเลขอาจเปลี่ยนเมื่อกฎกระทรวงประกาศใช้

อย่างที่สองคือทำแบบจำลองอย่างน้อยห้าปี เพราะอัตราส่วนที่ยอมให้หักลดลงทุกปีตามตาราง และเพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกิจการก็ทยอยหมดอายุ ภาระที่ดูจัดการได้ในปีแรกอาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่สามถึงห้า ซึ่งเป็นช่วงที่การตัดสินใจเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับเปลี่ยนสิทธิตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ต้องทำล่วงหน้าจึงจะทัน

อย่างที่สามคือเก็บกระดาษไว้ในรูปแบบที่ปรับปรุงได้ง่ายเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ เพราะจะต้องคำนวณซ้ำและปรับปรุงผลต่างในงบการเงินตามแนวทางของสภาวิชาชีพบัญชี การวางโครงสร้างไฟล์คำนวณให้แยกสมมติฐานออกจากสูตรตั้งแต่ต้น ทำให้การคำนวณซ้ำใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะเริ่มใหม่ทั้งหมด ตัวเลขที่ถูกต้องสำหรับแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับรายการปรับปรุงและข้อเท็จจริงเฉพาะรายเป็นสำคัญ

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ภาษีส่วนเพิ่มคำนวณอย่างไร

โดยหลักคือ นำอัตราขั้นต่ำร้อยละ 15 ลบด้วยอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศนั้น ได้เป็นอัตราส่วนเพิ่ม แล้วคูณกับฐานกำไรส่วนเกิน ซึ่งคือเงินได้รวมสุทธิหักด้วยส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิที่คำนวณจากค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน

อัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณอย่างไร

คำนวณจากภาษีในขอบข่ายของนิติบุคคลในเครือทุกรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยรวมกัน หารด้วยเงินได้รวมสุทธิของนิติบุคคลเหล่านั้นรวมกัน ทั้งตัวเศษและตัวส่วนต้องผ่านการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ จึงไม่ใช่ตัวเลขในงบการเงินโดยตรง

ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิคำนวณเท่าไหร่

ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) กำหนดอัตราสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในปี 2568 ไว้ที่ร้อยละ 9.6 ของค่าตอบแทนลูกจ้าง และร้อยละ 7.6 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน แล้วทยอยลดลงในปีถัดไปตามตารางจนถึงร้อยละ 5

บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% อยู่แล้ว จะมีภาษีส่วนเพิ่มไหม

โดยหลักไม่มี เพราะอัตราสูงกว่าร้อยละ 15 แต่ต้องระวังว่าอัตราภาษีที่แท้จริงคำนวณรวมทุกนิติบุคคลในเครือในประเทศไทย และผ่านการปรับปรุงรายการ กิจการที่มีรายได้ที่ได้รับยกเว้น ผลขาดทุนสะสม หรือรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจำนวนมาก อาจได้ตัวเลขต่างจากที่คาด

ประเมินเองได้แม่นแค่ไหน

การประเมินเบื้องต้นด้วยตัวเลขในงบการเงินช่วยบอกทิศทางได้ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ แต่ตัวเลขที่ใช้ยื่นจริงต้องรอหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 และยังไม่ประกาศใช้

อ่านต่อในชุดภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2)

ได้ BOI แล้วต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มไหมวิธีใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจเรื่องแปลงสิทธิ DMTT IIR UTPR ต่างกันอย่างไรตัวเลขก้อนเดียวกันจะตกอยู่กับประเทศใด ผู้สอบบัญชีถามเรื่องภาษีส่วนเพิ่ม ตอบอย่างไรใช้การคำนวณนี้เป็นกระดาษ ภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2) คืออะไรหน้าหลักของชุดบทความ

ราคาของการประเมินตัวเลขผิดทาง

อยากได้ตัวเลขจริงของกลุ่มท่าน ก่อนไปเสนอผู้บริหารหรือบริษัทแม่?

ปรึกษาเราได้นะครับบ เราจะช่วยคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มในประเทศไทยจากงบการเงินจริง คำนวณส่วนที่ยอมให้หักจากค่าตอบแทนลูกจ้างและสินทรัพย์ที่มีตัวตน แล้วทำแบบจำลองห้าปีพร้อมสมมติฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ งานลักษณะนี้ต้องใช้สองมุมมองพร้อมกันเสมอ คือมุมนักบัญชีที่อ่านงบการเงินรวมออก และมุมนักกฎหมายภาษีที่รู้ว่ากฎหมายไทยเชื่อมกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศตรงจุดใด สำนักงานของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียว ด้วยประสบการณ์มากว่า 25 ปี จึงตอบได้ทั้งคำถามของกรมสรรพากร ของผู้สอบบัญชี และของบริษัทแม่ ด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  1. ประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง กำหนดอัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ · ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 398 ง วันที่ 23 ธันวาคม 2568 · ประกอบพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 หมวด 2
  2. ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 5/2569 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เรื่อง ร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งรวมถึงกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย และการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ
  3. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย และ (ฉบับที่ 4) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนฯ ดูรวมที่ rd.go.th/68005.html
  4. กำหนดเวลาเริ่มใช้บังคับรายประเทศ รวบรวมจาก PwC Pillar Two Country Tracker (ฉบับสรุป) ผู้อ่านควรตรวจสอบสถานะล่าสุดก่อนใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ
  5. ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2566 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแนวทางการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
คำชี้แจงทางกฎหมาย — ตัวอย่างการคำนวณในบทความนี้เป็นการแสดงกลไกโดยย่อด้วยตัวเลขสมมติ ไม่ได้แสดงรายการปรับปรุงเงินได้และภาษีในขอบข่ายตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน และไม่ใช่การคำนวณภาระภาษีของกิจการใดกิจการหนึ่ง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปตามข้อมูลที่เผยแพร่ ณ เดือนสิงหาคม 2569 การคำนวณจริงต้องอาศัยข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกลุ่มเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร
LINE WhatsApp โทร อีเมล