ปรับปรุงล่าสุด

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

สาระสำคัญของบทความนี้

PDPA ไม่ได้ให้สิทธิปฏิเสธหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน — ถ้าผู้ต้องเสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และห้ามอุทธรณ์การประเมินนั้น

— สรุปจากประมวลรัษฎากร มาตรา 21 · Eksiam & Partners

สารบัญ
  1. สรรพากรมีอำนาจขอข้อมูลอะไรได้บ้าง?
  2. PDPA คุ้มครองข้อมูลลูกค้าจากสรรพากรได้หรือไม่?
  3. 3 ขั้นตอนสำคัญที่ธุรกิจต้องทำให้ครบ

สรรพากรมีอำนาจขอข้อมูลอะไรได้บ้าง?

อำนาจเรียกข้อมูลของกรมสรรพากรอยู่ที่มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน และสั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

มาตราในประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องกับการเรียกและคุ้มครองข้อมูล มีดังนี้:

📄
มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

ออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการหรือพยาน และสั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง

📄
มาตรา 3 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร

เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่น (ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสรรพากรเขตมีอำนาจเช่นเดียวกัน)

📄
มาตรา 10 แห่งประมวลรัษฎากร

เจ้าพนักงานที่ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากรหรือผู้อื่นที่เกี่ยวข้องจากหน้าที่ราชการ ห้ามนำออกแจ้งแก่ผู้ใด เว้นแต่มีอำนาจทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ตัวอย่างเอกสารที่อาจถูกเรียกตามมาตรา 19 เมื่อเกี่ยวกับรายการที่ตรวจสอบ:

⚠ ต้องการตรวจว่าระบบข้อมูลของท่านพร้อมรองรับหมายเรียกของสรรพากรหรือไม่?

ประเมินประเด็น PDPA + Tax Compliance →

PDPA คุ้มครองข้อมูลลูกค้าจากสรรพากรได้หรือไม่?

มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ห้ามใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม เว้นแต่เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้นตามมาตรา 24 ซึ่งอนุมาตรา (6) คือการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล การส่งข้อมูลตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินจึงมีฐานทางกฎหมายรองรับ

โดยสรุป: PDPA ไม่ใช่เหตุให้ปฏิเสธ เมื่อสรรพากรใช้อำนาจตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) บังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กำหนดว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมาย (Legal Basis) โดยฐานทางกฎหมายที่ใช้ในกรณีนี้คือ "การปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" (Legal Obligation) ตามมาตรา 24(6) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ส่วนมาตรา 24(3) เป็นฐานการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเป็นคนละฐานกัน

💡 หมายความว่า: เมื่อสรรพากรมีหมายเรียกตามกฎหมาย บริษัทให้ข้อมูลลูกค้าในขอบเขตของหมายเรียกได้โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 27 เพราะมีฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Obligation) และต้องบันทึกการเปิดเผยนั้นไว้ในรายการตามมาตรา 39 ตามมาตรา 27 วรรคสาม

ประเด็นที่ควรระวังคือการให้ข้อมูลโดยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายรองรับ หรือให้มากกว่าที่หมายเรียกระบุ ส่วนที่เกินนั้นต้องมีฐานอื่นตามมาตรา 24 หรือได้รับความยินยอม มิฉะนั้นอาจเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 27 ซึ่งมีโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาทตามมาตรา 83

ความเสี่ยง PDPA ที่ต้องระวัง:

3 ขั้นตอนสำคัญที่ธุรกิจต้องทำให้ครบ

มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งรายละเอียดแก่เจ้าของข้อมูลก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวม รวมถึงประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลอาจถูกเปิดเผย การระบุหน่วยงานรัฐไว้ในคำประกาศความเป็นส่วนตัวจึงเป็นหน้าที่ตามตัวบท

📋
1. ทำ Privacy Policy ที่ระบุกรณี "Legal Obligation"

Privacy Notice ของท่านควรระบุชัดเจนว่าบริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อหน่วยงานของรัฐเมื่อมีหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

🗂
2. จัดระบบบัญชีและเอกสารให้เข้าถึงได้ง่าย แต่ปลอดภัย

ข้อมูลลูกค้าควรเก็บแยกจากข้อมูลการตลาด มีระบบ Access Control ชัดเจน และสามารถ export เฉพาะส่วนที่สรรพากรขอได้

⚖
3. ตรวจฐานอำนาจก่อนส่งข้อมูล

ถ้าเจ้าหน้าที่ขอข้อมูลนอกรายการที่ระบุในหมายเรียก หรือขอโดยไม่ได้อ้างอำนาจตามกฎหมาย เช่น หมายเรียกตามมาตรา 19 หรือคำสั่งตรวจค้นตามมาตรา 3 เบญจ ท่านขอให้แสดงฐานอำนาจก่อนส่งข้อมูลได้

ผู้ให้คำปรึกษาและสำนักงาน

แชร์บทความ

กำหนดเวลาออกหมายเรียกตามมาตรา 19 และผลของการไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 21 อธิบายไว้เต็มพร้อมตัวบทที่ สรรพากรตรวจย้อนหลังได้กี่ปี ตามมาตรา 19