ปรับปรุงล่าสุด

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

สาระสำคัญของบทความนี้

"กำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 ขยายได้ถึงห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เอกสารที่เก็บครบตลอดช่วงเวลานั้นช่วยให้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้เต็มที่"
— จากประสบการณ์ในวิชาชีพกฎหมายกว่า 25 ปี · บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
1
ความเสี่ยงของแต่ละกรณี
สารบัญ
  1. สรรพากรมีอำนาจตรวจย้อนหลังกี่ปี?
  2. เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บ และเก็บนานแค่ไหน?
  3. เกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีเอกสาร หรือสรรพากรพบว่าไม่ตรง?

สรรพากรมีอำนาจตรวจย้อนหลังกี่ปี?

มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และให้อธิบดีอนุมัติขยายเกินสองปีได้เมื่อปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ

กรอบเวลาออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรแยกได้เป็นสามกรณี สองกรณีแรกอยู่ในมาตรา 19 ซึ่งใช้กับผู้ที่ยื่นรายการแล้ว ส่วนกรณีที่สามอยู่ในมาตรา 23 ซึ่งใช้กับผู้ที่ไม่ยื่นรายการ

กรณี 1: 2 ปี (ปกติ)

มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การออกหมายเรียก “ต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ” ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือเวลาที่ขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง จุดตั้งต้นจึงอยู่ที่วันที่ยื่นรายการจริง ไม่ใช่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบเสมอไป

กรณี 2: ขยายได้ไม่เกิน 5 ปี

มาตรา 19 ให้อธิบดีอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกเกินสองปีได้ เมื่อปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร แต่ต้องไม่เกิน ห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และถ้าขยายเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร

กรณี 3: ผู้ไม่ยื่นรายการ (มาตรา 23)

มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจออกหมายเรียกผู้ที่ไม่ยื่นรายการมาไต่สวน และสั่งให้นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นมาแสดง โดยตัวบทไม่ได้วางกรอบเวลาสองปีหรือห้าปีไว้เหมือนมาตรา 19 การประเมินตามมาตรา 24 มีเบี้ยปรับสองเท่าของภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 26 ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31

ข้อควรทราบ: การขยายเวลาเกินสองปีไม่ได้เกิดขึ้นเองเพียงเพราะรายการที่ยื่นไม่ตรงกับความจริง มาตรา 19 ต้องมีหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี เอกสารที่อธิบายรายการได้ครบจึงช่วยให้ชี้แจงได้ตั้งแต่ชั้นหมายเรียก

ผู้ที่ได้รับหมายเรียกควรตรวจวันที่ได้ยื่นรายการของปีภาษีนั้นก่อน เพราะกรอบสองปีและห้าปีตามมาตรา 19 นับจากวันดังกล่าว

ต้องการตรวจความครบถ้วนของเอกสารก่อนได้รับหมายเรียก?

ตรวจสอบความพร้อมรับมือสรรพากร เบื้องต้น →
2
ข้อกำหนดทางกฎหมาย

เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บ และเก็บนานแค่ไหน?

กำหนดเวลาเก็บเอกสารต้องยืนระยะได้ถึงกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 ซึ่งขยายได้ถึงห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เพราะมาตรา 19 ให้เจ้าพนักงานประเมินสั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี และประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี ถ้าบัญชีหรือเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชีให้แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ

เอกสารที่ต้องเก็บและระยะเวลา:

  • รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงาน — ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน และอธิบดีอาจกำหนดให้เก็บเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี (มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • บัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี — ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี และกิจการบางประเภทอาจถูกกำหนดให้เก็บเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี (มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543)
  • หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย — เป็นเอกสารประกอบการลงบัญชี จึงเก็บตามกำหนดของมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี และควรเก็บให้ครอบคลุมกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย
  • แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นและหลักฐานวันที่ยื่น — ควรเก็บไว้ เพราะกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 นับจากวันที่ได้ยื่นรายการ
  • สัญญาและหนังสือสำคัญ — แนะนำเก็บ 10 ปี (ตามอายุความแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

เอกสารที่เก็บเป็นไฟล์ ถ้าเก็บเอกสารเป็นไฟล์สแกนหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ควรเก็บให้ครบทุกรายการ จัดเรียงตรงกับรายงานภาษีซื้อตามที่มาตรา 87/3 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากรกำหนด และเรียกดูได้ทันที เพราะหมายเรียกตามมาตรา 19 ให้เวลาล่วงหน้าเพียงไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบระหว่างการตรวจสอบมักมาจากเอกสารที่กระจายอยู่หลายแห่ง หรือไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน การกำหนดที่เก็บและผู้ดูแลเอกสารแต่ละประเภทตั้งแต่ต้นปีภาษี ช่วยให้นำเอกสารมาแสดงได้ทันตามหมายเรียก

3
ผลลัพธ์และการรับมือ

เกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีเอกสาร หรือสรรพากรพบว่าไม่ตรง?

มาตรา 21 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่าเมื่อผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งตามมาตรา 19 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

ผลทางกฎหมายแยกเป็นสองกรณี กรณีแรก ผู้ที่ไปตามหมายเรียกแล้วเจ้าพนักงานประเมินพบว่ารายการไม่ถูกต้อง มาตรา 20 ให้แก้จำนวนเงินโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ กรณีนี้อุทธรณ์การประเมินได้ กรณีที่สอง ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง หรือไม่ยอมตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาตรา 21 ให้ประเมินตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

ผลที่ตามมาจากการประเมินเพิ่ม:

🔴
เบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 (กรณีไม่ยื่นรายการ มาตรา 26 กำหนดสองเท่า) เบี้ยปรับอาจงดหรือลดได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 27 ทวิ
🔴
เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คิดจากเงินภาษีโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ไม่คิดทบต้น เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระ และรวมแล้วต้องไม่เกินจำนวนภาษี ภาษี 1,000,000 บาทจึงมีเงินเพิ่มเดือนละ 15,000 บาท และรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท
🔴
โทษอาญาเฉพาะกรณีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท สำหรับการเจตนาแจ้งข้อความเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หรือการหลีกเลี่ยงภาษีโดยความเท็จ ฉ้อโกง หรืออุบาย

ข้อสรุป: เอกสารที่เก็บครบตั้งแต่ต้นเป็นพยานหลักฐานหลักเมื่อได้รับหมายเรียก ช่วยให้ชี้แจงรายการได้ในชั้นไต่สวนตามมาตรา 19 และช่วยรักษาสิทธิอุทธรณ์ไว้

ผู้ให้คำปรึกษาและสำนักงาน การชี้แจงต่อกรมสรรพากรต้องใช้ทั้งการตีความกฎหมายและการกระทบยอดตัวเลขจากเอกสาร

สิทธิอุทธรณ์มีกำหนดเวลา

ถ้าได้รับแจ้งการประเมินและเห็นว่าไม่ถูกต้อง ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร) ถ้าผู้มีหน้าที่อยู่นอกประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนยื่นไม่ทัน มาตรา 3 อัฏฐ ให้อธิบดีพิจารณาขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้ตามความจำเป็น

เอ้
เอกสยาม ชัยศร (Eksiam Chaisorn)
Founder and Managing Director · Legal Consultant
ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร ศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) สาขากฎหมายการเงินและภาษีอากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสาขากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ (กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบภาษี (มาตรา 19–23 แห่งประมวลรัษฎากร) อุทธรณ์ภาษี (มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร) และดำเนินคดีภาษี บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ดูแลเรื่องของลูกความมาแล้วกว่า 1,500 เรื่อง นับรวมงานทุกประเภทของบริษัท