ปรับปรุงล่าสุด
สาระสำคัญของบทความนี้
- กำหนดปกติคือสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ผูกจุดตั้งต้นไว้ที่วันที่ยื่นรายการ ไม่ว่าจะยื่นในกำหนดหรือยื่นในเวลาที่ขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง
- ขยายได้ถึงห้าปีเมื่อมีเหตุตามตัวบท คือปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี
- การขยายเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีมีเพดานของตัวเอง มาตรา 19 ให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากับห้าปี
- หมายเรียกต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน นับแต่วันส่งหมาย ตามมาตรา 19 และหมายเรียกครอบคลุมทั้งการไต่สวน การเรียกพยาน และการสั่งให้นำบัญชีหรือเอกสารมาแสดง
- ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรทำให้เสียสิทธิอุทธรณ์ มาตรา 21 ให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินในกรณีนั้น ผลต่อเนื่องคือฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้ แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รับพิจารณาให้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642/2543) ทั้งนี้ ข้อห้ามใช้เฉพาะเมื่อการไม่ปฏิบัติตามหมายไม่มีเหตุผลอันสมควร
- เอกสารจึงต้องเก็บให้ยืนถึงกำหนดขยาย การเก็บเพียงเท่ากำหนดสองปีไม่พอ เพราะกำหนดออกหมายเรียกขยายได้ถึงห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
"กำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 ขยายได้ถึงห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เอกสารที่เก็บครบตลอดช่วงเวลานั้นช่วยให้ชี้แจงข้อเท็จจริงได้เต็มที่"
สารบัญ
สรรพากรมีอำนาจตรวจย้อนหลังกี่ปี?
มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และให้อธิบดีอนุมัติขยายเกินสองปีได้เมื่อปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
กรอบเวลาออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรแยกได้เป็นสามกรณี สองกรณีแรกอยู่ในมาตรา 19 ซึ่งใช้กับผู้ที่ยื่นรายการแล้ว ส่วนกรณีที่สามอยู่ในมาตรา 23 ซึ่งใช้กับผู้ที่ไม่ยื่นรายการ
มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้การออกหมายเรียก “ต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ” ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือเวลาที่ขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง จุดตั้งต้นจึงอยู่ที่วันที่ยื่นรายการจริง ไม่ใช่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบเสมอไป
มาตรา 19 ให้อธิบดีอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกเกินสองปีได้ เมื่อปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร แต่ต้องไม่เกิน ห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และถ้าขยายเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร
มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจออกหมายเรียกผู้ที่ไม่ยื่นรายการมาไต่สวน และสั่งให้นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นมาแสดง โดยตัวบทไม่ได้วางกรอบเวลาสองปีหรือห้าปีไว้เหมือนมาตรา 19 การประเมินตามมาตรา 24 มีเบี้ยปรับสองเท่าของภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 26 ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31
ข้อควรทราบ: การขยายเวลาเกินสองปีไม่ได้เกิดขึ้นเองเพียงเพราะรายการที่ยื่นไม่ตรงกับความจริง มาตรา 19 ต้องมีหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี เอกสารที่อธิบายรายการได้ครบจึงช่วยให้ชี้แจงได้ตั้งแต่ชั้นหมายเรียก
ผู้ที่ได้รับหมายเรียกควรตรวจวันที่ได้ยื่นรายการของปีภาษีนั้นก่อน เพราะกรอบสองปีและห้าปีตามมาตรา 19 นับจากวันดังกล่าว
ต้องการตรวจความครบถ้วนของเอกสารก่อนได้รับหมายเรียก?
ตรวจสอบความพร้อมรับมือสรรพากร เบื้องต้น →เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บ และเก็บนานแค่ไหน?
กำหนดเวลาเก็บเอกสารต้องยืนระยะได้ถึงกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 ซึ่งขยายได้ถึงห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เพราะมาตรา 19 ให้เจ้าพนักงานประเมินสั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี และประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี ถ้าบัญชีหรือเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชีให้แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ
เอกสารที่ต้องเก็บและระยะเวลา:
- รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงาน — ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน และอธิบดีอาจกำหนดให้เก็บเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี (มาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร)
- บัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี — ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี และกิจการบางประเภทอาจถูกกำหนดให้เก็บเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี (มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543)
- หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย — เป็นเอกสารประกอบการลงบัญชี จึงเก็บตามกำหนดของมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี และควรเก็บให้ครอบคลุมกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย
- แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นและหลักฐานวันที่ยื่น — ควรเก็บไว้ เพราะกำหนดออกหมายเรียกตามมาตรา 19 นับจากวันที่ได้ยื่นรายการ
- สัญญาและหนังสือสำคัญ — แนะนำเก็บ 10 ปี (ตามอายุความแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
เอกสารที่เก็บเป็นไฟล์ ถ้าเก็บเอกสารเป็นไฟล์สแกนหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ควรเก็บให้ครบทุกรายการ จัดเรียงตรงกับรายงานภาษีซื้อตามที่มาตรา 87/3 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากรกำหนด และเรียกดูได้ทันที เพราะหมายเรียกตามมาตรา 19 ให้เวลาล่วงหน้าเพียงไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย
ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบระหว่างการตรวจสอบมักมาจากเอกสารที่กระจายอยู่หลายแห่ง หรือไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน การกำหนดที่เก็บและผู้ดูแลเอกสารแต่ละประเภทตั้งแต่ต้นปีภาษี ช่วยให้นำเอกสารมาแสดงได้ทันตามหมายเรียก
เกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีเอกสาร หรือสรรพากรพบว่าไม่ตรง?
มาตรา 21 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่าเมื่อผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งตามมาตรา 19 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
ผลทางกฎหมายแยกเป็นสองกรณี กรณีแรก ผู้ที่ไปตามหมายเรียกแล้วเจ้าพนักงานประเมินพบว่ารายการไม่ถูกต้อง มาตรา 20 ให้แก้จำนวนเงินโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ กรณีนี้อุทธรณ์การประเมินได้ กรณีที่สอง ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง หรือไม่ยอมตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มาตรา 21 ให้ประเมินตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
ผลที่ตามมาจากการประเมินเพิ่ม:
ข้อสรุป: เอกสารที่เก็บครบตั้งแต่ต้นเป็นพยานหลักฐานหลักเมื่อได้รับหมายเรียก ช่วยให้ชี้แจงรายการได้ในชั้นไต่สวนตามมาตรา 19 และช่วยรักษาสิทธิอุทธรณ์ไว้
ผู้ให้คำปรึกษาและสำนักงาน การชี้แจงต่อกรมสรรพากรต้องใช้ทั้งการตีความกฎหมายและการกระทบยอดตัวเลขจากเอกสาร
- ศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) สาขากฎหมายการเงินและภาษีอากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสาขากฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ (กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — ความรู้ครอบคลุมทั้งสองด้าน
- บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ดูแลเรื่องของลูกความมาแล้วกว่า 1,500 เรื่อง นับรวมงานทุกประเภทของบริษัท
- ทีมผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) + ทนายความภาษี ทำงานร่วมกันในทุกเคส
- ช่วยได้ตั้งแต่ก่อนสรรพากรเรียก จนถึงขั้นอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง