ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

ข้อที่ควรทราบก่อนเริ่มเตรียมคำอุทธรณ์:
"กำหนดสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ไม่ใช่วันที่พร้อมจะเริ่มจัดการ การจดวันที่ได้รับหนังสือไว้ตั้งแต่วันแรก ช่วยรักษาสิทธิอุทธรณ์ของท่านไว้ได้"
— เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย · Eksiam & Partners
1
กำหนดเวลาอุทธรณ์
สารบัญ
  1. 30 วันนับจากอะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?
  2. ขั้นตอนอุทธรณ์ห้าขั้นภายในกำหนดสามสิบวัน
  3. ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนทำคำอุทธรณ์
  4. ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดสามสิบวัน

30 วันนับจากอะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา สามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน เว้นแต่กรณีที่มาตรา 21 หรือมาตรา 25 ห้ามอุทธรณ์ ส่วนการประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน มาตรา 29 กำหนดเวลาอุทธรณ์ไว้สิบห้าวัน กำหนดสามสิบวันจึงไม่ใช่กำหนดเดียวของประมวลรัษฎากร

ถ้ายื่นอุทธรณ์ไม่ทันสามสิบวัน

ผู้เสียภาษีจะนำการประเมินนั้นไปโต้แย้งต่อศาลไม่ได้ เพราะการฟ้องต่อศาลตามมาตรา 30 (2) ต้องเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ยังคำนวณต่อไปจนถึงวันชำระ ถ้าผู้มีหน้าที่อยู่นอกประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนยื่นไม่ทัน มาตรา 3 อัฏฐ ให้อธิบดีพิจารณาขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้ตามความจำเป็น

ข้อควรทราบ: มาตรา 30 นับจาก "วันได้รับแจ้งการประเมิน" ไม่ใช่วันที่ลงในหนังสือ ถ้าหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ควรตรวจวันที่หนังสือส่งถึงจากใบตอบรับและจดไว้ วันนั้นเองไม่นับรวมเป็นวันแรก ให้เริ่มนับวันถัดไปเป็นวันที่หนึ่ง และถ้าวันที่สามสิบตรงกับวันหยุดทำการ ให้นับวันเริ่มทำการใหม่เป็นวันสุดท้าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี” และมาตรา 193/8 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการ หรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา” บทนับระยะเวลาทั้งสองมาตรานี้ใช้กับ “การนับระยะเวลาทั้งปวง” ตามมาตรา 193/1 เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น

วันได้รับแจ้งไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่ผู้เสียภาษีเห็นหนังสือด้วยตนเอง มาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือให้เจ้าพนักงานนำไปส่ง ถ้าส่งตามวิธีนั้นไม่ได้ วรรคสองให้ปิดหนังสือไว้ ณ ที่อยู่ สำนักงาน หรือบ้านที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ และวรรคสามบัญญัติว่า “เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อปิดหมายถูกต้องตามมาตรา 8 วรรคสอง ย่อมถือว่าได้รับแล้ว แม้ไม่มีผู้ใดแจ้งหรือส่งหมายนั้นให้ทราบ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2536 ซึ่งเป็นกรณีหมายเรียก)

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินภาษีโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ไม่คิดทบต้น เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการหรือนำส่งภาษีเดิม ไม่ใช่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งประเมิน และรวมแล้วต้องไม่เกินจำนวนภาษี

ต้องการตรวจวันครบกำหนดอุทธรณ์? ส่งหนังสือแจ้งประเมินมาให้ตรวจได้

ส่งหนังสือทาง LINE — นัดหมายประเมินรูปคดี →
2
5 ขั้นตอน 30 วัน

ขั้นตอนอุทธรณ์ห้าขั้นภายในกำหนดสามสิบวัน

คำอุทธรณ์ที่ดีโต้แย้งการประเมินเป็นรายประเด็น บนฐานของตัวบท ตัวเลข และพยานหลักฐาน

1️⃣
รับหนังสือแจ้งประเมิน → นับ 30 วันทันที จดวันที่ได้รับหนังสือ และตั้งการแจ้งเตือนไว้ก่อนวันครบกำหนดอย่างน้อยห้าวัน เพื่อให้มีเวลาตรวจคำอุทธรณ์ก่อนยื่น
2️⃣
วิเคราะห์ฐานที่สรรพากรประเมิน ตรวจสอบว่าสรรพากรอ้างมาตราใด ประเมินเพิ่มจากอะไร รายการไหนที่โต้แย้งได้บนพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริง
3️⃣
จัดเตรียมพยานหลักฐานโต้แย้ง ใบกำกับภาษี บัญชี สัญญา ใบเสร็จ หลักฐานรายจ่ายทุกรายการที่ถูกปฏิเสธ หลักฐานที่ครบเป็นฐานสำคัญของคำอุทธรณ์ จึงควรรวบรวมตั้งแต่วันแรก
4️⃣
ยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด ภายในกำหนดสามสิบวันตามมาตรา 30 ต้องผ่านชั้นนี้ก่อนจึงจะนำคดีไปสู่ศาลได้ ผลของการอุทธรณ์ต่อหน้าที่เสียภาษีระหว่างรอคำวินิจฉัย อธิบายไว้ที่ หน้าอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร
5️⃣
ติดตามคำวินิจฉัย + พิจารณาขึ้นศาล หากคณะกรรมการฯ วินิจฉัยไม่เป็นคุณ มีสิทธิฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (มาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร) เว้นแต่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของคณะกรรมการ หรือไม่ยอมตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งมาตรา 33 ตัดสิทธิอุทธรณ์ต่อไป ขั้นตอนในชั้นศาลและข้อที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจฟ้อง อธิบายไว้ใน คู่มือการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง

ข้อควรทราบ: มาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร เว้นแต่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษา การยื่นอุทธรณ์จึงไม่หยุดการคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ส่วนเบี้ยปรับอาจงดหรือลดได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 27 ทวิ

3
ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนทำคำอุทธรณ์

งานอุทธรณ์ภาษีเป็นการโต้แย้งทางกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาอย่างน้อยสามเรื่อง

  • สรรพากรมีอำนาจประเมินแบบที่อ้างหรือไม่ (อำนาจตามมาตรา 18–21 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • ข้อเท็จจริงใดที่ยกขึ้นโต้แย้งได้ ข้อใดที่ต้องยอมรับ
  • วิธีคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ถูกต้อง และเหตุลด/ยกเว้นที่มีอยู่ในกฎหมาย

สิ่งที่ Eksiam Tax ช่วยได้:

🔍
วิเคราะห์ฐานประเมินทุกมาตรา ตรวจว่าการประเมินอาศัยอำนาจตามมาตราที่อ้างและขั้นตอนครบถ้วนหรือไม่ และข้อเท็จจริงที่ใช้ประเมินรับฟังได้เพียงใด
⚖
จัดเตรียมข้อโต้แย้งทางกฎหมายและเอกสาร เรียบเรียงข้อโต้แย้งเป็นรายประเด็น ด้วยการอ้างอิงแนวคำพิพากษาศาล และการตีความกฎหมายที่เป็นคุณ
🏛
ขึ้นศาลภาษีอากรกลางถ้าจำเป็น ทีม Eksiam Tax มีประสบการณ์ทั้งสองขั้น (อุทธรณ์ + ศาล) และเข้าใจวิธีคิดของศาล

ผู้ให้คำปรึกษาและสำนักงาน

เงินเพิ่มคำนวณจนถึงวันชำระ

เงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี ไม่คิดทบต้น ภาษีที่ถูกประเมินเพิ่ม 1,000,000 บาทจึงมีเงินเพิ่มเดือนละ 15,000 บาท และรวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษี

เอ้
เอกสยาม ชัยศร (Eksiam Chaisorn)
Founder and Managing Director · Legal Consultant
ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร เชี่ยวชาญด้านอุทธรณ์ภาษี (มาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร) และดำเนินคดีภาษีในศาลภาษีอากรกลาง สำหรับบุคคลธรรมดา บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME และ Startup บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ดูแลเรื่องของลูกความมาแล้วกว่า 1,500 เรื่อง นับรวมงานทุกประเภทของบริษัท