ตอบสั้น ๆ คือ ยังไม่ครบ กฎหมายลูกที่ประกาศแล้วมีประกาศกระทรวงการคลัง 1 ฉบับ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรอีก 8 ฉบับ ส่วนอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการไปเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ยังไม่ออก1 และหนึ่งในสี่ฉบับนั้นคือฉบับที่บอกวิธีคำนวณภาษี ซึ่งเป็นฉบับที่ทุกคนรออยู่
สภาพเช่นนี้สร้างสถานการณ์ที่ไม่ค่อยพบในกฎหมายภาษีไทย คือกฎหมายแม่มีผลบังคับใช้เต็มที่แล้วสำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 กิจการมีหน้าที่ตามกฎหมายและมีภาระต้องรับรู้รายการในงบการเงินแล้ว ขณะที่รายละเอียดวิธีคำนวณบางส่วนยังไม่ครบถ้วน คำถามว่ากิจการควรทำอย่างไรในระหว่างนี้จึงไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามที่ต้องตอบทุกไตรมาสที่ปิดงบ
หัวข้อในบทความ
สถานะปัจจุบัน: ฉบับที่ประกาศใช้แล้ว
ตรวจสอบสถานะล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จากหน้ากฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากร ยังไม่ปรากฏประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ฉบับที่ 9 หรือฉบับถัดไป ตารางต่อไปนี้รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่ปรากฏในหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของกรมสรรพากร โดยเรียงตามลำดับฉบับ2
| ฉบับ | เรื่อง | สาระโดยย่อ |
|---|---|---|
| ประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 | อัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ (Substance-based Income Exclusion — SBIE) | ตารางอัตรารายปี เริ่มรอบปี 2568 ที่ร้อยละ 9.6 และ 7.6 แล้วทยอยลดลง |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 | รายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ | กำหนดว่างบการเงินตามมาตรฐานของประเทศใดใช้เป็นฐานคำนวณได้ |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 | ลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่าย | กันภาษีบางประเภทออกจากตัวเศษของอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 | การพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีหลายแหล่งที่ตั้งและของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ | แก้ปัญหานิติบุคคลที่อาจถือว่าตั้งอยู่ได้หลายประเทศ |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568 | การคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนเพื่อพิจารณาส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ | วิธีคำนวณฐานของส่วนหักตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 1 |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568 | การพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วน | เกณฑ์ปันส่วน กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) มายังไทย นับลูกจ้างแบบเทียบเท่าการทำงานเต็มเวลา |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 | อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย | สำคัญต่อการทดสอบเกณฑ์ 750 ล้านยูโรและการคำนวณ |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 7) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 | ลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) | กำหนดขอบเขตว่าหน่วยใดไม่ถูกนับรวม |
| ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 8) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 | หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มสำหรับนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะ | รองรับโครงสร้างพิเศษ เช่น นิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะตามกฎเกณฑ์ |
ภาพรวมที่ได้จากตารางนี้คือ ชุดที่ออกมาแล้วเน้นไปที่นิยาม ขอบเขต และองค์ประกอบของการคำนวณ มากกว่าจะเป็นวิธีคำนวณเต็มกระบวนความ ซึ่งสอดคล้องกับลำดับความเร่งด่วน เพราะนิยามและขอบเขตเป็นสิ่งที่กิจการต้องใช้ก่อนตั้งแต่รอบปีแรก
ร่างอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ
กรมสรรพากรเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ฉบับที่ 5/2569 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ ดังนี้1
| ลำดับ | ประเภทกฎหมาย | เรื่อง |
|---|---|---|
| 1 | พระราชกฤษฎีกา | หลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร อยู่ในบังคับของภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ |
| 2 | กฎกระทรวง | หลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ |
| 3 | กฎกระทรวง | หลักเกณฑ์การปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มมายังประเทศไทยตามกลไก UTPR กรณีไม่มีนิติบุคคลในเครือของกลุ่มที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยมีเงินได้ |
| 4 | กฎกระทรวง | หลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) |
ฉบับที่ 4 คือฉบับที่มีน้ำหนักที่สุดสำหรับผู้เสียภาษีในประเทศไทย เพราะรวมทั้งวิธีปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นเงินได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีระบุภาษีที่อยู่ในขอบข่าย และหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งเป็นกลไกที่กระทบบริษัทลูกต่างชาติในไทยเป็นหลัก ตราบที่ฉบับนี้ยังไม่ประกาศใช้ การคำนวณจริงยังต้องพึ่งพาหลักเกณฑ์ของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD) ประกอบมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนด
กรมสรรพากรระบุไว้ในข่าวเดียวกันว่า การจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองอ้างอิง มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Model Rules ความเห็นประกอบ (Commentary) และแนวปฏิบัติทางบริหาร (Administrative Guidance) ของ OECD เพื่อให้การบังคับใช้ของไทยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่สมาชิก Inclusive Framework ยอมรับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประมาณการล่วงหน้า เพราะหมายความว่าเนื้อหาที่จะออกมาไม่ควรแตกต่างจากกรอบสากลอย่างมาก
ช่องว่างที่ยังเหลือ และผลต่อการวางแผน
ช่องว่างที่กระทบผู้เสียภาษีมากที่สุดมีสามเรื่อง เรื่องแรกคือหลักเกณฑ์การคำนวณเต็มกระบวนความรวมถึงภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 4 เรื่องที่สองคือมาตรการผ่อนปรนหรือ Safe Harbours โดยเฉพาะมาตรการผ่อนปรนช่วงเปลี่ยนผ่านที่อ้างอิงรายงานข้อมูลรายประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระการคำนวณได้มากที่สุดสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และเรื่องที่สามคือรูปแบบแบบแสดงรายการและวิธีการยื่นในทางเทคนิค
ผลในทางปฏิบัติของช่องว่างเหล่านี้ไม่ใช่การเลื่อนหน้าที่ออกไป แต่คือความไม่แน่นอนของ "จำนวนเงิน" ในขณะที่ "หน้าที่" เกิดขึ้นแล้วแน่นอน กิจการจึงไม่สามารถใช้เหตุที่กฎหมายลำดับรองยังไม่ครบเป็นเหตุผลในการยังไม่เริ่มงาน สิ่งที่ทำได้และควรทำคือเริ่มจากงานที่ไม่ขึ้นกับกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ การยืนยันสถานะการเข้าข่าย การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และการวางโครงสร้างผู้รับผิดชอบ
ทำอย่างไรระหว่างที่กฎหมายยังไม่ครบ — มุมงบการเงิน
คำถามนี้ถูกตอบไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดทำเอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ลงวันที่ 10 มีนาคม 25683
สาระของคำตอบคือ เนื่องจากพระราชกำหนดได้ประกาศและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายลำดับรองซึ่งให้รายละเอียดในการคำนวณ แต่พระราชกำหนดได้กำหนดขอบเขตของกฎหมายลำดับรองไว้ว่าต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศที่จัดทำโดย OECD ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับย่อหน้าที่ 46 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 กิจการต้องประเมินค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มและรับรู้รายการโดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ OECD และเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ต้องปรับปรุงผลต่างที่อาจเกิดขึ้น หากมี ทันทีในรอบระยะเวลารายงานนั้น
เอกสารฉบับเดียวกันยังชี้ต่อไปว่า หากกฎหมายลำดับรองประกาศและมีผลบังคับใช้ภายหลังวันสิ้นรอบระยะเวลารายงานแต่ก่อนวันที่ได้รับอนุมัติให้ออกงบการเงิน กิจการต้องถือปฏิบัติกับรายการดังกล่าวตามย่อหน้าที่ 22.8 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 10 เรื่อง เหตุการณ์ภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ผลคือฝ่ายบัญชีต้องติดตามการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองอย่างใกล้ชิดในช่วงระหว่างปิดงบกับวันอนุมัติงบ ซึ่งเป็นงานที่ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบไว้ชัดเจน
มาตรา 23 กับการใช้เอกสารของ OECD เป็นเครื่องมือตีความ
บทบัญญัติที่ทำให้แนวทางข้างต้นเป็นไปได้ในทางกฎหมายคือมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนด ซึ่งบัญญัติว่า กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ3 บทบัญญัติลักษณะนี้ไม่ค่อยพบในกฎหมายภาษีไทย และมีผลทำให้เอกสารระหว่างประเทศกลายเป็นเครื่องมือตีความที่ยกขึ้นอ้างได้จริง
กรมสรรพากรยังได้เผยแพร่เอกสารการอ้างอิงกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จาก GloBE Model Rules และ Commentary ไว้บนหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่ม2 เอกสารชิ้นนี้มีประโยชน์มากในความเป็นจริง เพราะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเทียบได้ว่าข้อความในกฎหมายไทยข้อใดมีที่มาจากข้อใดของ Model Rules ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ดีที่สุดเมื่อต้องหาคำตอบสำหรับประเด็นที่กฎหมายไทยยังไม่ได้พูดถึงโดยตรง
ข้อควรระวังคือ การอ้างอิงเอกสารของ OECD ไม่ได้แปลว่าทุกข้อของ Model Rules จะถูกนำมาใช้ในไทยโดยอัตโนมัติ มาตรา 23 เป็นบทว่าด้วยการตีความเมื่อมีปัญหา ไม่ใช่บทที่รับเอากฎเกณฑ์ทั้งหมดมาเป็นกฎหมายไทย การอ้างจึงต้องเชื่อมโยงกับถ้อยคำของพระราชกำหนดหรือกฎหมายลำดับรองที่มีอยู่เสมอ จะยกเอกสารต่างประเทศขึ้นอ้างลอย ๆ โดยไม่มีฐานในกฎหมายไทยไม่ได้
ไทม์ไลน์ที่ควรติดตามในระยะข้างหน้า
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ |
|---|---|
| 26 ธันวาคม 2567 | พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
| 1 มกราคม 2568 | เริ่มใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันดังกล่าว |
| 10 มีนาคม 2568 | สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่แนวทางการรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่มในงบการเงิน |
| ปลายปี 2568 | ทยอยประกาศประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 1 และประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 1–8 |
| 30 ธันวาคม 2568 | คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับ |
| 16 มิถุนายน 2569 | คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE ความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Multilateral Competent Authority Agreement — MCAA) |
| 30 มิถุนายน 2570 | กำหนดยื่นครั้งแรกสำหรับกลุ่มที่รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 |
| ภายในธันวาคม 2570 | กำหนดเริ่มแลกเปลี่ยนแบบรายงาน แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return — GIR) กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรก |
สิ่งที่ควรจับตาที่สุดในช่วงถัดไปคือการประกาศใช้กฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย เพราะเป็นฉบับที่จะเปลี่ยนตัวเลขประมาณการของกิจการได้มากที่สุด และรองลงมาคือกฎเกณฑ์เรื่องมาตรการผ่อนปรน ซึ่งจะกำหนดว่ากลุ่มใดสามารถลดภาระการคำนวณลงได้บ้าง
การทำงานภายใต้กฎหมายลำดับรองที่ยังไม่ครบ
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในสภาวะที่กฎหมายยังไม่ครบ คือแยกงานออกเป็นสองกอง กองแรกคืองานที่ทำได้เลยและไม่ขึ้นกับกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ การยืนยันสถานะการเข้าข่าย การรวบรวมข้อมูลค่าตอบแทนลูกจ้างและสินทรัพย์ที่มีตัวตน การจัดโครงสร้างผู้ยื่นและผู้ชำระภายในกลุ่ม และการวางปฏิทินย้อนกลับจากวันครบกำหนดยื่น กองที่สองคืองานคำนวณที่ต้องรอความชัดเจน ซึ่งควรทำเป็นประมาณการพร้อมระบุสมมติฐานไว้ให้ชัด
สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือการบันทึกสมมติฐานที่ใช้ในแต่ละงวดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมอ้างอิงฐานที่มา เช่น ข้อใดของ Model Rules หรือประกาศฉบับใด เอกสารชุดนี้ทำหน้าที่สองอย่าง หนึ่งคือรองรับคำถามของผู้สอบบัญชีในปัจจุบัน และสองคือทำให้การปรับปรุงผลต่างเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ทำได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด
สุดท้าย ควรกำหนดผู้รับผิดชอบติดตามการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองอย่างชัดเจน โดยติดตามจากหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มและหน้ากฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากรเป็นแหล่งหลัก เพราะจังหวะของการประกาศมีผลโดยตรงต่อการรับรู้รายการในงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 10 แนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับรอบบัญชี ขนาดของผลกระทบ และระบบข้อมูลที่มีอยู่จริงเป็นรายกรณี
สรุปสาระสำคัญ
- กฎหมายลำดับรองยังออกไม่ครบ ที่ประกาศแล้วคือประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 1 และประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 1–8
- ร่างอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
- ฉบับที่สำคัญที่สุดคือกฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย ภาษีในขอบข่าย และการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ
- ช่องว่างที่เหลืออยู่ทำให้จำนวนเงินยังไม่แน่นอน แต่หน้าที่ตามกฎหมายเกิดขึ้นแล้วเต็มที่
- สภาวิชาชีพบัญชีให้แนวทางว่าต้องประเมินและรับรู้ภาษีส่วนเพิ่มตาม TAS 12 ย่อหน้า 46 โดยใช้หลักเกณฑ์ของ OECD แล้วปรับปรุงผลต่างเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้
- มาตรา 23 ทำให้ Model Rules และ Commentary ของ OECD เป็นเครื่องมือตีความที่ยกขึ้นอ้างได้ แต่ต้องเชื่อมกับถ้อยคำในกฎหมายไทยเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
กฎหมายลำดับรองของภาษีส่วนเพิ่มออกมาแล้วกี่ฉบับ
ณ ข้อมูลที่กรมสรรพากรเผยแพร่ มีประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 ขณะที่ร่างกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ร่างกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับที่ ครม. อนุมัติ มีเรื่องอะไรบ้าง
ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับโครงสร้าง กฎกระทรวงว่าด้วยลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ กฎกระทรวงว่าด้วยการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มมายังประเทศไทยตามกลไก UTPR กรณีไม่มีนิติบุคคลในเครือในไทยที่มีเงินได้ และกฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ
ยังไม่มีกฎหมายลำดับรองครบ กิจการต้องรับรู้ภาษีส่วนเพิ่มในงบการเงินหรือไม่
คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ให้แนวทางไว้ว่า เมื่อพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้แล้ว กิจการต้องประเมินและรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มตามย่อหน้าที่ 46 ของ TAS 12 โดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ OECD และเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ต้องปรับปรุงผลต่างที่เกิดขึ้นทันทีในรอบระยะเวลารายงานนั้น
ประเทศไทยแลกเปลี่ยนข้อมูล GloBE กับต่างประเทศเมื่อใด
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA โดยกรมสรรพากรระบุว่ามีกำหนดเริ่มแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GIR กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570
หากกฎหมายมีข้อความไม่ชัดเจน ต้องตีความอย่างไร
มาตรา 23 แห่งพระราชกำหนดบัญญัติว่า กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ