บทวิเคราะห์ภาษีระหว่างประเทศ · สถานะกฎหมาย

กฎหมายลำดับรองภาษีส่วนเพิ่ม — ฉบับที่ใช้บังคับแล้ว ร่างที่ยังไม่ประกาศ และผลต่อการปิดงบการเงิน

พระราชกำหนดวางโครงไว้ แต่มอบรายละเอียดวิธีคำนวณและเงื่อนไขผ่อนปรนให้กฎหมายลำดับรอง บทความนี้ไล่เรียงว่าฉบับใดประกาศใช้แล้ว ฉบับใดยังเป็นร่าง และช่องว่างที่เหลืออยู่ส่งผลต่อการปิดงบและการวางแผนของกิจการอย่างไร

อธิบายให้ง่ายที่สุด — กฎหมายใหญ่ออกแล้วและเริ่มใช้แล้ว แต่ “คู่มือวิธีคิดเลข” ยังออกไม่ครบ หลายคนจึงเข้าใจว่ารอไปก่อนได้ ซึ่งไม่ใช่ เพราะหน้าที่ตามกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ยังไม่แน่นอนคือจำนวนเงิน ไม่ใช่หน้าที่ ระหว่างนี้ให้ประเมินตามหลักเกณฑ์สากลไปก่อน แล้วเมื่อคู่มือออกครบ ค่อยปรับตัวเลขให้ตรง งานที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องรออะไร คือเก็บข้อมูลและหาว่าใครในบริษัทรับผิดชอบเรื่องนี้ย่อหน้านี้สรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว รายละเอียด ตัวบทกฎหมาย และแหล่งอ้างอิงทั้งหมดอยู่ในเนื้อหาถัดจากนี้

ตอบสั้น ๆ คือ ยังไม่ครบ กฎหมายลูกที่ประกาศแล้วมีประกาศกระทรวงการคลัง 1 ฉบับ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรอีก 8 ฉบับ ส่วนอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการไปเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ยังไม่ออก1 และหนึ่งในสี่ฉบับนั้นคือฉบับที่บอกวิธีคำนวณภาษี ซึ่งเป็นฉบับที่ทุกคนรออยู่

สภาพเช่นนี้สร้างสถานการณ์ที่ไม่ค่อยพบในกฎหมายภาษีไทย คือกฎหมายแม่มีผลบังคับใช้เต็มที่แล้วสำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 กิจการมีหน้าที่ตามกฎหมายและมีภาระต้องรับรู้รายการในงบการเงินแล้ว ขณะที่รายละเอียดวิธีคำนวณบางส่วนยังไม่ครบถ้วน คำถามว่ากิจการควรทำอย่างไรในระหว่างนี้จึงไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามที่ต้องตอบทุกไตรมาสที่ปิดงบ

หัวข้อในบทความ

  1. สถานะปัจจุบัน: ฉบับที่ประกาศใช้แล้ว
  2. ร่างอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ
  3. ช่องว่างที่ยังเหลือ และผลต่อการวางแผน
  4. ทำอย่างไรระหว่างที่กฎหมายยังไม่ครบ — มุมงบการเงิน
  5. มาตรา 23 กับการใช้เอกสารของ OECD เป็นเครื่องมือตีความ
  6. ไทม์ไลน์ที่ควรติดตามในระยะข้างหน้า
  7. การทำงานภายใต้กฎหมายลำดับรองที่ยังไม่ครบ
I

สถานะปัจจุบัน: ฉบับที่ประกาศใช้แล้ว

ตรวจสอบสถานะล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จากหน้ากฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากร ยังไม่ปรากฏประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ฉบับที่ 9 หรือฉบับถัดไป ตารางต่อไปนี้รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่ปรากฏในหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของกรมสรรพากร โดยเรียงตามลำดับฉบับ2

ฉบับเรื่องสาระโดยย่อ
ประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 1)
ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
อัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสำหรับการคำนวณส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ (Substance-based Income Exclusion — SBIE)ตารางอัตรารายปี เริ่มรอบปี 2568 ที่ร้อยละ 9.6 และ 7.6 แล้วทยอยลดลง
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 1)
ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568
รายชื่อประเทศที่หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป เป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับกำหนดว่างบการเงินตามมาตรฐานของประเทศใดใช้เป็นฐานคำนวณได้
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 2)
ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568
ลักษณะภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ ที่ไม่เป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่ายกันภาษีบางประเภทออกจากตัวเศษของอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR)
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 3)
ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568
การพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลที่มีหลายแหล่งที่ตั้งและของนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะแก้ปัญหานิติบุคคลที่อาจถือว่าตั้งอยู่ได้หลายประเทศ
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 4)
ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568
การคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนเพื่อพิจารณาส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิวิธีคำนวณฐานของส่วนหักตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 1
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 5)
ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568
การพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วนเกณฑ์ปันส่วน กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) มายังไทย นับลูกจ้างแบบเทียบเท่าการทำงานเต็มเวลา
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 6)
ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568
อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยสำคัญต่อการทดสอบเกณฑ์ 750 ล้านยูโรและการคำนวณ
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 7)
ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568
ลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity)กำหนดขอบเขตว่าหน่วยใดไม่ถูกนับรวม
ประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 8)
ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2568
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มสำหรับนิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะรองรับโครงสร้างพิเศษ เช่น นิติบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะตามกฎเกณฑ์

ภาพรวมที่ได้จากตารางนี้คือ ชุดที่ออกมาแล้วเน้นไปที่นิยาม ขอบเขต และองค์ประกอบของการคำนวณ มากกว่าจะเป็นวิธีคำนวณเต็มกระบวนความ ซึ่งสอดคล้องกับลำดับความเร่งด่วน เพราะนิยามและขอบเขตเป็นสิ่งที่กิจการต้องใช้ก่อนตั้งแต่รอบปีแรก

II

ร่างอีก 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ

กรมสรรพากรเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ฉบับที่ 5/2569 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ ดังนี้1

ลำดับประเภทกฎหมายเรื่อง
1พระราชกฤษฎีกาหลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับโครงสร้างองค์กร อยู่ในบังคับของภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่
2กฎกระทรวงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ
3กฎกระทรวงหลักเกณฑ์การปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มมายังประเทศไทยตามกลไก UTPR กรณีไม่มีนิติบุคคลในเครือของกลุ่มที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยมีเงินได้
4กฎกระทรวงหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT)

ฉบับที่ 4 คือฉบับที่มีน้ำหนักที่สุดสำหรับผู้เสียภาษีในประเทศไทย เพราะรวมทั้งวิธีปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นเงินได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีระบุภาษีที่อยู่ในขอบข่าย และหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งเป็นกลไกที่กระทบบริษัทลูกต่างชาติในไทยเป็นหลัก ตราบที่ฉบับนี้ยังไม่ประกาศใช้ การคำนวณจริงยังต้องพึ่งพาหลักเกณฑ์ของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD) ประกอบมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนด

กรมสรรพากรระบุไว้ในข่าวเดียวกันว่า การจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองอ้างอิง มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Model Rules ความเห็นประกอบ (Commentary) และแนวปฏิบัติทางบริหาร (Administrative Guidance) ของ OECD เพื่อให้การบังคับใช้ของไทยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่สมาชิก Inclusive Framework ยอมรับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประมาณการล่วงหน้า เพราะหมายความว่าเนื้อหาที่จะออกมาไม่ควรแตกต่างจากกรอบสากลอย่างมาก

III

ช่องว่างที่ยังเหลือ และผลต่อการวางแผน

ช่องว่างที่กระทบผู้เสียภาษีมากที่สุดมีสามเรื่อง เรื่องแรกคือหลักเกณฑ์การคำนวณเต็มกระบวนความรวมถึงภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งอยู่ในร่างกฎกระทรวงฉบับที่ 4 เรื่องที่สองคือมาตรการผ่อนปรนหรือ Safe Harbours โดยเฉพาะมาตรการผ่อนปรนช่วงเปลี่ยนผ่านที่อ้างอิงรายงานข้อมูลรายประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระการคำนวณได้มากที่สุดสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และเรื่องที่สามคือรูปแบบแบบแสดงรายการและวิธีการยื่นในทางเทคนิค

ผลในทางปฏิบัติของช่องว่างเหล่านี้ไม่ใช่การเลื่อนหน้าที่ออกไป แต่คือความไม่แน่นอนของ "จำนวนเงิน" ในขณะที่ "หน้าที่" เกิดขึ้นแล้วแน่นอน กิจการจึงไม่สามารถใช้เหตุที่กฎหมายลำดับรองยังไม่ครบเป็นเหตุผลในการยังไม่เริ่มงาน สิ่งที่ทำได้และควรทำคือเริ่มจากงานที่ไม่ขึ้นกับกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ การยืนยันสถานะการเข้าข่าย การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน และการวางโครงสร้างผู้รับผิดชอบ

กฎหมายลำดับรองที่ยังไม่ครบ ทำให้ "จำนวนเงิน" ยังไม่แน่นอน แต่ไม่ได้ทำให้ "หน้าที่" หายไป — และหน้าที่คือสิ่งที่มีบทลงโทษผูกอยู่
IV

ทำอย่างไรระหว่างที่กฎหมายยังไม่ครบ — มุมงบการเงิน

คำถามนี้ถูกตอบไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดทำเอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ลงวันที่ 10 มีนาคม 25683

สาระของคำตอบคือ เนื่องจากพระราชกำหนดได้ประกาศและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายลำดับรองซึ่งให้รายละเอียดในการคำนวณ แต่พระราชกำหนดได้กำหนดขอบเขตของกฎหมายลำดับรองไว้ว่าต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศที่จัดทำโดย OECD ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับย่อหน้าที่ 46 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 กิจการต้องประเมินค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มและรับรู้รายการโดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ OECD และเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ต้องปรับปรุงผลต่างที่อาจเกิดขึ้น หากมี ทันทีในรอบระยะเวลารายงานนั้น

เอกสารฉบับเดียวกันยังชี้ต่อไปว่า หากกฎหมายลำดับรองประกาศและมีผลบังคับใช้ภายหลังวันสิ้นรอบระยะเวลารายงานแต่ก่อนวันที่ได้รับอนุมัติให้ออกงบการเงิน กิจการต้องถือปฏิบัติกับรายการดังกล่าวตามย่อหน้าที่ 22.8 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 10 เรื่อง เหตุการณ์ภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ผลคือฝ่ายบัญชีต้องติดตามการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองอย่างใกล้ชิดในช่วงระหว่างปิดงบกับวันอนุมัติงบ ซึ่งเป็นงานที่ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบไว้ชัดเจน

V

มาตรา 23 กับการใช้เอกสารของ OECD เป็นเครื่องมือตีความ

บทบัญญัติที่ทำให้แนวทางข้างต้นเป็นไปได้ในทางกฎหมายคือมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนด ซึ่งบัญญัติว่า กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ3 บทบัญญัติลักษณะนี้ไม่ค่อยพบในกฎหมายภาษีไทย และมีผลทำให้เอกสารระหว่างประเทศกลายเป็นเครื่องมือตีความที่ยกขึ้นอ้างได้จริง

กรมสรรพากรยังได้เผยแพร่เอกสารการอ้างอิงกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จาก GloBE Model Rules และ Commentary ไว้บนหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่ม2 เอกสารชิ้นนี้มีประโยชน์มากในความเป็นจริง เพราะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเทียบได้ว่าข้อความในกฎหมายไทยข้อใดมีที่มาจากข้อใดของ Model Rules ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ดีที่สุดเมื่อต้องหาคำตอบสำหรับประเด็นที่กฎหมายไทยยังไม่ได้พูดถึงโดยตรง

ข้อควรระวังคือ การอ้างอิงเอกสารของ OECD ไม่ได้แปลว่าทุกข้อของ Model Rules จะถูกนำมาใช้ในไทยโดยอัตโนมัติ มาตรา 23 เป็นบทว่าด้วยการตีความเมื่อมีปัญหา ไม่ใช่บทที่รับเอากฎเกณฑ์ทั้งหมดมาเป็นกฎหมายไทย การอ้างจึงต้องเชื่อมโยงกับถ้อยคำของพระราชกำหนดหรือกฎหมายลำดับรองที่มีอยู่เสมอ จะยกเอกสารต่างประเทศขึ้นอ้างลอย ๆ โดยไม่มีฐานในกฎหมายไทยไม่ได้

VI

ไทม์ไลน์ที่ควรติดตามในระยะข้างหน้า

ช่วงเวลาเหตุการณ์
26 ธันวาคม 2567พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
1 มกราคม 2568เริ่มใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันดังกล่าว
10 มีนาคม 2568สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่แนวทางการรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่มในงบการเงิน
ปลายปี 2568ทยอยประกาศประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 1 และประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 1–8
30 ธันวาคม 2568คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับ
16 มิถุนายน 2569คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE ความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Multilateral Competent Authority Agreement — MCAA)
30 มิถุนายน 2570กำหนดยื่นครั้งแรกสำหรับกลุ่มที่รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568
ภายในธันวาคม 2570กำหนดเริ่มแลกเปลี่ยนแบบรายงาน แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return — GIR) กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรก

สิ่งที่ควรจับตาที่สุดในช่วงถัดไปคือการประกาศใช้กฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย เพราะเป็นฉบับที่จะเปลี่ยนตัวเลขประมาณการของกิจการได้มากที่สุด และรองลงมาคือกฎเกณฑ์เรื่องมาตรการผ่อนปรน ซึ่งจะกำหนดว่ากลุ่มใดสามารถลดภาระการคำนวณลงได้บ้าง

VII

การทำงานภายใต้กฎหมายลำดับรองที่ยังไม่ครบ

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในสภาวะที่กฎหมายยังไม่ครบ คือแยกงานออกเป็นสองกอง กองแรกคืองานที่ทำได้เลยและไม่ขึ้นกับกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ การยืนยันสถานะการเข้าข่าย การรวบรวมข้อมูลค่าตอบแทนลูกจ้างและสินทรัพย์ที่มีตัวตน การจัดโครงสร้างผู้ยื่นและผู้ชำระภายในกลุ่ม และการวางปฏิทินย้อนกลับจากวันครบกำหนดยื่น กองที่สองคืองานคำนวณที่ต้องรอความชัดเจน ซึ่งควรทำเป็นประมาณการพร้อมระบุสมมติฐานไว้ให้ชัด

สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือการบันทึกสมมติฐานที่ใช้ในแต่ละงวดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมอ้างอิงฐานที่มา เช่น ข้อใดของ Model Rules หรือประกาศฉบับใด เอกสารชุดนี้ทำหน้าที่สองอย่าง หนึ่งคือรองรับคำถามของผู้สอบบัญชีในปัจจุบัน และสองคือทำให้การปรับปรุงผลต่างเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ทำได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด

สุดท้าย ควรกำหนดผู้รับผิดชอบติดตามการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองอย่างชัดเจน โดยติดตามจากหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มและหน้ากฎหมายออกใหม่ของกรมสรรพากรเป็นแหล่งหลัก เพราะจังหวะของการประกาศมีผลโดยตรงต่อการรับรู้รายการในงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 10 แนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับรอบบัญชี ขนาดของผลกระทบ และระบบข้อมูลที่มีอยู่จริงเป็นรายกรณี

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

กฎหมายลำดับรองของภาษีส่วนเพิ่มออกมาแล้วกี่ฉบับ

ณ ข้อมูลที่กรมสรรพากรเผยแพร่ มีประกาศกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 1) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 ขณะที่ร่างกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ร่างกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับที่ ครม. อนุมัติ มีเรื่องอะไรบ้าง

ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับโครงสร้าง กฎกระทรวงว่าด้วยลักษณะของนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ กฎกระทรวงว่าด้วยการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มมายังประเทศไทยตามกลไก UTPR กรณีไม่มีนิติบุคคลในเครือในไทยที่มีเงินได้ และกฎกระทรวงว่าด้วยการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่าย รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ

ยังไม่มีกฎหมายลำดับรองครบ กิจการต้องรับรู้ภาษีส่วนเพิ่มในงบการเงินหรือไม่

คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ให้แนวทางไว้ว่า เมื่อพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้แล้ว กิจการต้องประเมินและรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มตามย่อหน้าที่ 46 ของ TAS 12 โดยถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ OECD และเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ ต้องปรับปรุงผลต่างที่เกิดขึ้นทันทีในรอบระยะเวลารายงานนั้น

ประเทศไทยแลกเปลี่ยนข้อมูล GloBE กับต่างประเทศเมื่อใด

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA โดยกรมสรรพากรระบุว่ามีกำหนดเริ่มแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GIR กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570

หากกฎหมายมีข้อความไม่ชัดเจน ต้องตีความอย่างไร

มาตรา 23 แห่งพระราชกำหนดบัญญัติว่า กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

บทความในชุดภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2)

ภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2) คืออะไร บริษัทของท่านต้องเสียไหมหน้าหลักของชุดบทความ DMTT กฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) UTPR ต่างกันอย่างไรกลไกที่กฎหมายลำดับรองกำลังเติมรายละเอียดให้ ยื่นเมื่อไหร่ ต้องยื่นอะไร ไม่ยื่นมีโทษอะไรหน้าที่ที่เกิดขึ้นแล้วแม้กฎหมายลูกยังไม่ครบ ได้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI) แล้วต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มไหมการตัดสินใจที่ต้องทำภายใต้ความไม่แน่นอน

ราคาของการรอจนกว่ากฎหมายจะครบ

ต้องปิดงบและตอบผู้สอบบัญชีเรื่องภาษีส่วนเพิ่ม ทั้งที่กฎหมายลำดับรองยังไม่ครบ?

ปรึกษาเราได้นะครับบ เราจะช่วยจัดทำประมาณการภาษีส่วนเพิ่มพร้อมบันทึกสมมติฐานและฐานอ้างอิงให้ใช้ยืนยันกับผู้สอบบัญชีได้ พร้อมวางระบบติดตามการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองเพื่อปรับปรุงผลต่างได้ทันในงวดที่ถูกต้อง งานลักษณะนี้ต้องใช้สองมุมมองพร้อมกันเสมอ คือมุมนักบัญชีที่อ่านงบการเงินรวมออก และมุมนักกฎหมายภาษีที่รู้ว่ากฎหมายไทยเชื่อมกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศตรงจุดใด สำนักงานของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียว ด้วยประสบการณ์มากว่า 25 ปี จึงตอบได้ทั้งคำถามของกรมสรรพากร ของผู้สอบบัญชี และของบริษัทแม่ ด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  1. ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 5/2569 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เรื่อง ร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 จำนวน 4 ฉบับ (มีฉบับภาษาอังกฤษประกอบ)
  2. หน้ารวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ของกรมสรรพากร rd.go.th/68020.html · ประกาศกระทรวงการคลัง rd.go.th/68128.html · ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร rd.go.th/68005.html รวมทั้งเอกสารการอ้างอิงกฎหมายลำดับรองจาก GloBE Model Rules และ Commentary ที่เผยแพร่บนหน้า rd.go.th/67365.html
  3. เอกสารคำถาม-คำตอบ เรื่อง การรับรู้รายการภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ในงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2568 ซึ่งอ้างมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนดไว้โดยตรง
  4. ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 16/2569 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เรื่อง การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (GloBE MCAA)
  5. มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษีเงินได้ ย่อหน้าที่ 46 และมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 10 เรื่อง เหตุการณ์ภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ย่อหน้าที่ 22.8
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้สรุปสถานะกฎหมายตามข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐเผยแพร่ ณ เดือนสิงหาคม 2569 สถานะดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองเพิ่มเติม ผู้อ่านควรตรวจสอบหน้ารวบรวมกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้ในการตัดสินใจทุกครั้ง บทความนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย
LINE WhatsApp โทร อีเมล