บทวิเคราะห์ภาษีระหว่างประเทศ · การเตรียมข้อมูลและการแบ่งงาน

จัดทำแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ — ข้อมูลที่ต้องรวบรวมและทีมที่ต้องใช้

เมื่อยืนยันแล้วว่ากลุ่มเข้าข่าย คำถามถัดไปเป็นคำถามเชิงบริหาร คือจะแบ่งงานระหว่างฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และที่ปรึกษาอย่างไร บทความนี้แจกแจงความรู้สามด้านที่งานนี้ต้องใช้พร้อมกัน ข้อมูลที่ต้องรวบรวม และคำถามสามข้อที่ทีมควรตอบให้ได้ก่อนเริ่มงาน

ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

อธิบายให้ง่ายที่สุด — งานนี้ต้องใช้ความรู้สามอย่างพร้อมกัน คือ อ่านงบการเงินรวมของทั้งกลุ่มเป็น รู้กฎหมายภาษีไทย และเข้าใจกติกาสากลที่กฎหมายไทยอ้างถึง งานนี้เริ่มต้นที่งบการเงินรวมของกลุ่ม ซึ่งมักจัดทำโดยบริษัทแม่ในต่างประเทศ ไม่ได้เริ่มที่งบของบริษัทในไทย ขอบเขตงานจึงต่างจากงานบัญชีและภาษีประจำปี และต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และที่ปรึกษา กลุ่มที่มีบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment — BOI) หรือมีหลายบริษัทในไทย มักมีประเด็นที่ต้องใช้ดุลพินิจมากกว่า จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญร่วมดูแลตั้งแต่ต้นย่อหน้านี้สรุปเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว รายละเอียด ตัวบทกฎหมาย และแหล่งอ้างอิงทั้งหมดอยู่ในเนื้อหาถัดจากนี้

งานนี้ต้องใช้ความรู้สามอย่างพร้อมกันในเรื่องเดียว คือ อ่านงบการเงินรวมของทั้งกลุ่มเป็น รู้กฎหมายภาษีไทย และเข้าใจกติกาสากลที่กฎหมายไทยอ้างถึง1 ที่ต้องย้ำคำว่า "พร้อมกัน" เพราะถ้าแยกให้คนละคนทำแล้วส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ตัวเลขมักออกมาไม่ตรงกัน งบบอกอย่าง แบบที่ยื่นบอกอย่าง และคำตอบที่ให้บริษัทแม่ก็เป็นอีกอย่าง

เหตุที่ต้องเน้นคำว่า "พร้อมกันในเรื่องเดียว" เพราะการมีคนที่เก่งทั้งสามด้านคนละคนแล้วส่งงานต่อกันเป็นทอด ๆ มักได้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน ตัวเลขในงบการเงินไม่ตรงกับที่ยื่น สมมติฐานที่ใช้ตอบผู้สอบบัญชีไม่ตรงกับที่ใช้คำนวณภาษี และคำอธิบายที่ให้บริษัทแม่ไม่ตรงกับที่ให้กรมสรรพากร ความไม่สอดคล้องเหล่านี้คือสิ่งที่ปรากฏชัดเมื่อประเทศไทยเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศภาคีคู่สัญญาภายในเดือนธันวาคม 25702

I
สารบัญ
  1. ตอบทันที: งานนี้ต้องใช้ความสามารถอะไรบ้าง
  2. GloBE Information Return คืออะไร และใครมีหน้าที่ยื่นตามกฎหมายไทย
  3. งานนี้ต่างจากงานบัญชีและภาษีประจำปีอย่างไร
  4. ทำเองหรือจ้าง — เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้จริง
  5. สามคำถามที่ทีมควรตอบให้ได้ก่อนเริ่มงาน
  6. กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: บทเรียนจากประเทศที่ยื่นไปก่อนแล้ว
  7. การเตรียมทีมและตารางเวลา
  8. คำถามที่พบบ่อย
  9. ต้องเริ่มงานภาษีส่วนเพิ่ม และต้องการวางการแบ่งงานระหว่างทีมภายในกับที่ปรึกษา?

ตอบทันที: งานนี้ต้องใช้ความสามารถอะไรบ้าง

ความสามารถใช้ทำอะไรในงานนี้ถ้าขาดแล้วเกิดอะไร
งบการเงินรวมและมาตรฐานการรายงานทางการเงินดึงกำไรทางบัญชีตามงบส่งกลุ่ม รายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และมูลค่าสุทธิตามบัญชีของสินทรัพย์ใช้ตัวเลขผิดฐานตั้งแต่ต้น ทำให้ทั้งอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) และส่วนหักคลาดเคลื่อน
กฎหมายภาษีไทยระบุหน้าที่ยื่น การมอบหมายผู้ยื่นแทน ความรับผิดร่วม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับยื่นไม่ครบหรือมอบหมายไม่ถูกวิธี จนเกิดความรับผิดที่ป้องกันได้
หลักเกณฑ์ของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development — OECD)ปรับปรุงรายการจากงบการเงินไปสู่เงินได้รวมสุทธิและภาษีในขอบข่าย ระหว่างที่กฎหมายลำดับรองยังไม่ครบไม่มีฐานอ้างอิงรองรับสมมติฐาน ทำให้ผู้สอบบัญชีและเจ้าพนักงานโต้แย้งได้

สังเกตว่าทั้งสามแถวเชื่อมกันเป็นห่วงโซ่เดียว ผลลัพธ์ของแถวแรกเป็นวัตถุดิบของแถวที่สาม และข้อสรุปของแถวที่สามต้องถูกนำกลับมาวางในกรอบหน้าที่ตามแถวที่สอง งานนี้จึงเป็นงานที่ต้องเดินไปกลับระหว่างสามมุมมองหลายรอบ ไม่ใช่งานที่ส่งต่อทางเดียวจบ

งานภาษีส่วนเพิ่มเริ่มที่งบการเงินรวม ผ่านหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศ แล้วจบที่กฎหมายไทย — หากขาดมุมใดมุมหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ปลายทางมักคลาดเคลื่อน
II

GloBE Information Return คืออะไร และใครมีหน้าที่ยื่นตามกฎหมายไทย

แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ หรือ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion — GloBE) Information Return เป็นเอกสารหลักในเชิงเนื้อหาของระบบนี้ ประกอบด้วยข้อมูลโครงสร้างกลุ่ม ข้อมูลรายประเทศ การคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริง และการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม โดยมีรูปแบบมาตรฐานร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อให้แลกเปลี่ยนกันได้

ตามกฎหมายไทย นิติบุคคลในเครือ (Constituent Entity) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยทุกรายมีหน้าที่ยื่น เว้นแต่จะมอบหมายให้นิติบุคคลในเครือรายหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นแทน โดยต้องแจ้งชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้มอบหมายต่อกรมสรรพากรพร้อมการยื่น นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นกรณีที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity — UPE) หรือผู้ได้รับมอบหมายซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่มีความตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกับประเทศไทยได้ยื่นรายงานนั้นแล้ว3

กำหนดยื่นคือภายใน 15 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และขยายเป็น 18 เดือนสำหรับรอบแรก กลุ่มที่รอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จึงมีกำหนดยื่นครั้งแรกภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 กำหนดนี้ดูไกล แต่ข้อมูลที่ต้องใช้เป็นข้อมูลของรอบบัญชีที่ปิดไปแล้ว การเลือกผู้รับผิดชอบจึงเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจก่อนสิ้นรอบบัญชี ไม่ใช่ก่อนวันครบกำหนดยื่น

III

งานนี้ต่างจากงานบัญชีและภาษีประจำปีอย่างไร

งานบัญชีและภาษีประจำปีของกิจการในไทย ได้แก่ การบันทึกบัญชี การจัดทำงบการเงิน และการยื่นแบบตามประมวลรัษฎากร เริ่มจากเอกสารของบริษัทเดียว จบที่แบบแสดงรายการของบริษัทนั้น และอ้างอิงกฎหมายไทยเป็นหลัก

งานภาษีส่วนเพิ่มมีจุดตั้งต้นและจุดสิ้นสุดคนละที่ จุดตั้งต้นคืองบการเงินรวมของกลุ่มซึ่งอยู่นอกประเทศ จุดสิ้นสุดคือแบบรายงานที่ต้องสอดคล้องกับที่กลุ่มยื่นในประเทศอื่น และกฎเกณฑ์ที่ใช้ระหว่างทางเป็นหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ยังไม่มีคำแปลอย่างเป็นทางการครบทุกส่วน ความต่างนี้เป็นเรื่องขอบเขตของงาน ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ถือข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญที่สุด งานนี้จึงต้องให้ฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และที่ปรึกษาทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคำถามว่า "ค่าตอบแทนลูกจ้าง" หมายถึงอะไร ในงานบัญชีตามปกติ คำตอบคือยอดในบัญชีเงินเดือน แต่ในงานนี้ ต้องพิจารณาตามนิยามที่กำหนดในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ซึ่งครอบคลุมกว้างกว่า และต้องนับจำนวนลูกจ้างแบบเทียบเท่าการทำงานเต็มเวลาตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นวิธีนับที่ระบบเงินเดือนของไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมารองรับ4

IV

ทำเองหรือจ้าง — เกณฑ์ตัดสินที่ใช้ได้จริง

ลักษณะของกลุ่มแนวทางที่มักเหมาะสม
มีนิติบุคคลในไทยรายเดียว เสียภาษีเต็มอัตรา ไม่มีสิทธิประโยชน์ทำเองได้ โดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญสอบทานและช่วยจัดทำเอกสารสนับสนุนข้อสรุป
มีนิติบุคคลในไทยหลายราย แต่ทุกรายเสียภาษีเต็มอัตราทำเองได้บางส่วน แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวางโครงสร้างการมอบหมายผู้ยื่นและการรวมข้อมูล
มีบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะเป็นกรณีที่มีภาษีส่วนเพิ่มเกิดขึ้นจริงและมีทางเลือกเชิงกลยุทธ์ให้ตัดสินใจ
มีสถานประกอบการถาวร กิจการร่วมค้า หรือโครงสร้างพิเศษควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการพิจารณาประเทศที่ตั้งและการนับหน่วยมีกฎเกณฑ์เฉพาะ
เป็นบริษัทแม่ในไทยที่มีบริษัทลูกในต่างประเทศควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพราะเข้ากลไกกฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule — IIR) ซึ่งต้องประเมินอัตราภาษีที่แท้จริงของทุกประเทศที่ลงทุน

หลักในการตัดสินไม่ใช่ขนาดของบริษัท แต่คือจำนวนจุดที่ต้องใช้ดุลพินิจ กลุ่มที่ทุกอย่างตรงไปตรงมามีจุดใช้ดุลพินิจน้อย งานจึงเป็นงานรวบรวมข้อมูลเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือโครงสร้างซับซ้อน มีจุดใช้ดุลพินิจหลายจุด และแต่ละจุดมีผลต่อจำนวนเงินอย่างมาก

V

สามคำถามที่ทีมควรตอบให้ได้ก่อนเริ่มงาน

ไม่ว่าจะทำเองหรือใช้ที่ปรึกษา ทีมที่รับผิดชอบควรตอบสามคำถามต่อไปนี้ให้ได้ก่อนเริ่มงาน คำตอบทั้งสามข้อเป็นตัวกำหนดลำดับงานและข้อมูลที่ต้องรวบรวม

คำถามที่หนึ่ง — จะเริ่มจากเอกสารใดในการยืนยันสถานะการเข้าข่าย คำตอบที่ถูกต้องคือผังโครงสร้างกลุ่มที่ระบุนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด และรายได้ตามงบการเงินรวมย้อนหลัง 4 รอบระยะเวลาบัญชี งบการเงินของบริษัทในไทยและแบบ ภ.ง.ด.50 เป็นข้อมูลที่ใช้ในขั้นต่อไป ไม่ใช่จุดตั้งต้นของการยืนยันสถานะ

คำถามที่สอง — จะปรับปรุงรายการจากงบการเงินไปสู่เงินได้รวมสุทธิด้วยฐานอ้างอิงใด คำตอบที่ถูกต้องต้องอ้างถึงหลักเกณฑ์ของ OECD ประกอบมาตรา 23 แห่งพระราชกำหนด และต้องรู้ว่ากฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีในขอบข่ายยังอยู่ระหว่างดำเนินการ แนวทางที่ใช้จึงควรระบุความไม่แน่นอนนี้ไว้ในกระดาษทำการตั้งแต่ต้น

คำถามที่สาม — จะจัดการอย่างไรเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ภายหลังและทำให้ตัวเลขเปลี่ยน คำตอบที่ถูกต้องต้องพูดถึงการปรับปรุงผลต่างในงบการเงินตามแนวทางของสภาวิชาชีพบัญชี และการออกแบบกระดาษทำการให้คำนวณซ้ำได้ การวางแผนเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าช่วยให้ปรับตัวเลขได้โดยไม่ต้องเริ่มงานใหม่

VI

กฎหมายเปรียบเทียบต่างประเทศ: บทเรียนจากประเทศที่ยื่นไปก่อนแล้ว

ประเทศที่เริ่มใช้กฎเกณฑ์นี้ก่อนไทยหลายปีให้บทเรียนที่ใช้ประหยัดเวลาได้ ตามการรวบรวมของ PwC หลักการภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำระดับโลก เสาหลักที่สอง (Pillar Two) Country Tracker ประเทศในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเริ่มใช้กฎการรวมเงินได้สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ญี่ปุ่นเริ่ม 1 เมษายน 2567 เกาหลีใต้และออสเตรเลียเริ่ม 1 มกราคม 2567 ขณะที่ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียเริ่ม 1 มกราคม 25685

บทเรียนที่ซ้ำกันในหลายประเทศมีสองข้อ ข้อแรกคือ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความยากของกฎหมาย แต่อยู่ที่การเก็บข้อมูล โดยเฉพาะจำนวนลูกจ้างแบบเทียบเท่าการทำงานเต็มเวลาและมูลค่าสุทธิตามบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต้นงวดและปลายงวด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีใครเคยต้องรายงานมาก่อน ข้อที่สองคือ กลุ่มที่ให้บริษัทในแต่ละประเทศต่างคนต่างทำ มักพบความไม่สอดคล้องกันเมื่อรวมข้อมูลระดับกลุ่ม และต้องกลับมาทำใหม่

สำหรับประเทศไทยยังมีข้อแตกต่างที่ควรทราบ คือไทยเริ่มใช้ทั้งสามกลไกพร้อมกันตั้งแต่รอบปี 2568 ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามยังไม่ได้ประกาศใช้กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Profits Rule — UTPR) ทีมที่ทำงานนี้ในไทยจึงต้องเข้าใจกลไกการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือด้วย ซึ่งกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 5) รองรับไว้แล้ว4 ไม่ใช่เข้าใจเพียงภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Minimum Top-up Tax — DMTT) อย่างเดียว

VII

การเตรียมทีมและตารางเวลา

สิ่งที่ควรตัดสินใจก่อนอื่นคือใครเป็นเจ้าของงานภายในองค์กร งานนี้คร่อมระหว่างฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และฝ่ายบุคคล หากไม่มีเจ้าของที่ชัดเจน ข้อมูลจะไม่ถูกเก็บระหว่างปี และทุกอย่างจะไปกองอยู่ที่ช่วงปิดงบพร้อมกัน การกำหนดเจ้าของงานเป็นเรื่องที่ทำได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุน และให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดางานทั้งหมดในเรื่องนี้

เรื่องที่สองคือการกำหนดขอบเขตงานให้ชัด งานกรอกข้อมูลและยื่นแบบตามกำหนดเพียงพอเมื่อไม่มีประเด็นต้องใช้ดุลพินิจ ส่วนกลุ่มที่มีประเด็นต้องใช้ดุลพินิจ ควรกำหนดขอบเขตงานให้ครอบคลุมอีกสามเรื่อง หนึ่ง การยืนยันสถานะการเข้าข่ายพร้อมเอกสารที่ใช้ยันกับผู้สอบบัญชีและบริษัทแม่ได้ สอง การจัดทำกระดาษที่ระบุสมมติฐานและฐานอ้างอิงไว้ครบ เพื่อให้ปรับปรุงซ้ำได้เมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ และสาม การเชื่อมผลลัพธ์กลับไปที่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น ทางเลือกแปลงสิทธิตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แก้ไขไม่ได้ในภายหลัง

เรื่องที่สามคือการวางตารางเวลาแบบย้อนกลับจากวันครบกำหนดยื่น โดยเผื่อเวลาสำหรับรอบการสอบทานของบริษัทแม่และผู้สอบบัญชี ซึ่งมักเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานกว่าการคำนวณเอง กลุ่มที่วางตารางไว้ล่วงหน้าจะมีเวลาแก้ไขเมื่อพบประเด็น ส่วนกลุ่มที่เริ่มใกล้กำหนดมักต้องเลือกระหว่างยื่นทันเวลากับยื่นให้ถูกต้อง แนวทางที่เหมาะสมของแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับโครงสร้าง จำนวนนิติบุคคล และระบบข้อมูลที่มีอยู่จริงเป็นรายกรณี

สรุปสาระสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

GloBE Information Return คืออะไร ใครต้องยื่น

คือแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงโครงสร้างกลุ่ม ข้อมูลรายประเทศ การคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริง และการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยมีหน้าที่ยื่น เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

งานนี้แบ่งกันอย่างไรระหว่างฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และที่ปรึกษา

ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ถือข้อมูลตั้งต้น ได้แก่ งบการเงินรวมของกลุ่ม รายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ค่าตอบแทนลูกจ้าง และมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน ฝ่ายภาษีและที่ปรึกษาปรับปรุงรายการตามหลักเกณฑ์ของ OECD แล้วเชื่อมกลับมาที่หน้าที่ตามกฎหมายไทย เช่น การมอบหมายผู้ยื่นและกำหนดเวลายื่น งานนี้จึงต้องอาศัยทั้งความเข้าใจมาตรฐานการรายงานทางการเงินและกฎหมายภาษีระหว่างประเทศ และได้ผลดีที่สุดเมื่อทั้งสามฝ่ายทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น

ควรทำเองหรือจ้างข้างนอก

ขึ้นอยู่กับจำนวนนิติบุคคลในไทย ความซับซ้อนของสิทธิประโยชน์ทางภาษี และความพร้อมของระบบข้อมูล กลุ่มที่มีบริษัทเดียวและเสียภาษีเต็มอัตราอาจต้องการเพียงการสอบทานและจัดทำเอกสารสนับสนุน ขณะที่กลุ่มที่มีหลายบริษัทและมีบัตรส่งเสริมการลงทุนมักต้องการการคำนวณเต็มรูปแบบ

ควรเริ่มเตรียมเมื่อไหร่

ควรเริ่มก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี เพราะข้อมูลที่ต้องใช้เกิดขึ้นระหว่างปีและรวบรวมย้อนหลังได้ยาก โดยเฉพาะจำนวนลูกจ้างแบบเทียบเท่าการทำงานเต็มเวลาและมูลค่าสุทธิตามบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต้นงวดและปลายงวด

ก่อนเริ่มงาน ทีมควรตอบคำถามใดให้ได้

ควรถามสามคำถาม คือ จะเริ่มจากเอกสารใดในการยืนยันสถานะการเข้าข่าย จะปรับปรุงรายการจากงบการเงินไปสู่เงินได้รวมสุทธิด้วยฐานอ้างอิงใด และจะจัดการอย่างไรเมื่อกฎหมายลำดับรองประกาศใช้ภายหลังและทำให้ตัวเลขเปลี่ยน คำตอบต่อสามคำถามนี้กำหนดลำดับงานและข้อมูลที่ต้องรวบรวม ไม่ว่าจะทำเองหรือใช้ที่ปรึกษา

อ่านต่อในชุดภาษีส่วนเพิ่ม (Pillar 2)

ยื่นเมื่อไหร่ ต้องยื่นอะไร ไม่ยื่นมีโทษอะไรกำหนดเวลาและบทลงโทษที่ผูกกับงานนี้ ต้องจ่ายเท่าไร ประเมินคร่าว ๆ เองอย่างไรประเมินขนาดของงานก่อนตัดสินใจจ้าง ผู้สอบบัญชีถามเรื่องภาษีส่วนเพิ่ม ตอบอย่างไรผลงานที่ต้องส่งมอบได้จริง แพ็กเกจดูแลภาษีประจำองค์กรรูปแบบการทำงานต่อเนื่องรายปี

เหตุที่ต้องวางผู้รับผิดชอบตั้งแต่ต้น

ต้องเริ่มงานภาษีส่วนเพิ่ม และต้องการวางการแบ่งงานระหว่างทีมภายในกับที่ปรึกษา?

ยินดีให้คำปรึกษา เราเริ่มจากยืนยันสถานะการเข้าข่ายให้ชัดก่อน แล้วจึงเสนอขอบเขตงานตามความซับซ้อนจริงของกลุ่มท่าน ไม่ว่าจะเป็นการสอบทานงานที่ทีมทำเอง หรือรับผิดชอบการคำนวณและจัดทำเอกสารทั้งชุด พร้อมกระดาษที่ใช้ยันกับผู้สอบบัญชีและบริษัทแม่ได้ งานลักษณะนี้ต้องใช้สองมุมมองพร้อมกันเสมอ คือมุมนักบัญชีที่อ่านงบการเงินรวมออก และมุมนักกฎหมายภาษีที่รู้ว่ากฎหมายไทยเชื่อมกับหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศตรงจุดใด สำนักงานของเรามีทั้งที่ปรึกษากฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียว จึงตอบได้ทั้งคำถามของกรมสรรพากร ของผู้สอบบัญชี และของบริษัทแม่ ด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน สำนักงานจะแจ้งขอบเขตงานและค่าบริการก่อนเริ่มงาน

ปรึกษาทางไลน์ โทร 081-654-5922 contact@eksiamlegal.com
แชร์บทความนี้ LINE Facebook

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  1. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนที่ 82 ก วันที่ 26 ธันวาคม 2567 · มาตรา 23 ว่าด้วยการตีความตามเจตนารมณ์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ อ้างตามเอกสารคำถาม-คำตอบของคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2568
  2. ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 16/2569 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เรื่อง การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE ความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Multilateral Competent Authority Agreement — MCAA) ซึ่งระบุกำหนดเริ่มแลกเปลี่ยน แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Return — GIR) ครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570
  3. หน้าที่ยื่น การมอบหมายผู้ยื่นแทน และข้อยกเว้นกรณีมีการยื่นในต่างประเทศ ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 56 · หน้าที่ยื่นและกำหนดเวลา 15 เดือน ขยายเป็น 18 เดือนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรก ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 57 (ยื่นต่อกรมสรรพากร "ภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น") และมาตรา 58 (กำหนดเวลาดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่อยู่ในบังคับ "ให้ขยายเป็นเวลาสิบแปดเดือนนับแต่วันที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว") ตัวบทจากระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (searchlaw.ocs.go.th)
  4. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม (ฉบับที่ 4) และ (ฉบับที่ 5) ว่าด้วยการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน และการพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วน ดูรวมที่ rd.go.th/68005.html
  5. กำหนดเวลาเริ่มใช้บังคับรายประเทศ รวบรวมจาก PwC Pillar Two Country Tracker (ฉบับสรุป) ผู้อ่านควรตรวจสอบสถานะล่าสุดก่อนใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ
คำชี้แจงทางกฎหมาย — บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปตามข้อมูลที่เผยแพร่ ณ เดือนสิงหาคม 2569 ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ขอบเขตงานและแนวทางที่เหมาะสมของแต่ละกลุ่มบริษัทต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีภายใต้ข้อตกลงให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร