เรื่องนี้เริ่มต้นจากปัญหาระดับโลก

ลองนึกภาพบริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ที่มีกิจการในหลายสิบประเทศ บริษัทเหล่านี้มีทีมที่ปรึกษาภาษีชั้นเยี่ยมที่คอยหาทางตั้งบริษัทในประเทศที่เก็บภาษีต่ำที่สุดในโลก เช่น หมู่เกาะเคย์แมน ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ แล้วโยกกำไรไปเก็บที่นั่น ในขณะที่ประเทศที่พวกเขาทำรายได้จริงแทบไม่ได้ภาษีเลย

ผลลัพธ์คือการแข่งขันลดภาษีระหว่างประเทศ (Race to the Bottom หรือ Tax War) — ทุกประเทศต้องแข่งกันลดภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุน จนรายได้ภาษีของรัฐทั่วโลกหดหายไปมหาศาล

กรอบความร่วมมือ OECD/G20 ภายใต้โครงการ BEPS (Base Erosion and Profit Shifting) จึงออกแบบ "กติกาใหม่" ที่เรียกว่า Pillar Two — หรือที่รู้จักกันในชื่อ Global Minimum Tax (GMT) — เพื่อหยุดเกมนี้ โดยกำหนดว่า บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริงไม่ต่ำกว่า 15% ไม่ว่าจะไปตั้งอยู่ที่ไหนในโลก1

สรุปสั้นๆ ก่อน:

GMT คือ "ภาษีขั้นต่ำ 15%" ที่บังคับกับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ — ถ้าบริษัทเสียภาษีน้อยกว่า 15% ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศอื่นมีสิทธิ์เก็บส่วนต่างนั้นได้ทันที

ใครบ้างที่เข้าข่าย?

ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะได้รับผลกระทบ GMT ออกแบบมาสำหรับ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Multinational Enterprises: MNE) เท่านั้น โดยมีเกณฑ์ที่ชัดเจน

เกณฑ์คัดกรอง (ตาม พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567):

รายได้รวมในงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุด (Ultimate Parent Entity: UPE) ไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร (ประมาณ 28,000 ล้านบาท) ในอย่างน้อย 2 ใน 4 รอบบัญชีที่ผ่านมา

กรมสรรพากรประมาณการว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายในประเทศไทยประมาณ 1,200 บริษัท2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทลูกของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่มาตั้งโรงงานหรือสำนักงานในไทย

ตัวอย่าง: บริษัทใดบ้างที่เข้าข่าย?

บริษัท A เป็นบริษัทแม่ในประเทศเยอรมนี มีรายได้รวมทั้งกลุ่มบริษัท 30,000 ล้านบาทต่อปี มีบริษัทลูกในไทย ญี่ปุ่น และเวียดนาม — บริษัท A เข้าข่าย เพราะรายได้รวมเกิน 28,000 ล้านบาท ดังนั้นทุกบริษัทในกลุ่มรวมถึงบริษัทลูกในไทยต้องอยู่ภายใต้ GMT ด้วย

บริษัท B เป็น SME ไทยที่มีรายได้ 500 ล้านบาทต่อปี ไม่มีบริษัทในต่างประเทศ — บริษัท B ไม่เข้าข่าย ไม่ต้องกังวล

ทำความเข้าใจ 3 ตัวย่อที่ต้องรู้จัก

ก่อนอ่านต่อ ขอแนะนำ 3 ตัวย่อสำคัญที่จะปรากฏบ่อยมาก:

คำย่อ ความหมาย อธิบายง่ายๆ
ETR Effective Tax Rate อัตราภาษีที่แท้จริงที่บริษัทเสียจริงในแต่ละประเทศ (ไม่ใช่อัตราตามกฎหมายบนกระดาษ)
GloBE Global Anti-Base Erosion ชื่อทางการของกฎเกณฑ์ OECD Pillar Two ที่เป็นต้นแบบของ พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่มของไทย
QDMTT Qualified Domestic Minimum Top-Up Tax ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ — คือการที่ไทยเก็บภาษีส่วนต่างนี้เองก่อน แทนที่จะปล่อยให้ประเทศอื่นเก็บ

กลไกทำงานอย่างไร? อธิบายทีละขั้น

ลองนึกภาพว่า GMT เป็น "ระบบเติมน้ำมันขั้นต่ำ" — ถ้ารถคุณใช้น้ำมันไม่ถึง 15% ของถัง จะมีคนมาเติมส่วนที่ขาดให้โดยอัตโนมัติ เพียงแต่ในกรณีนี้ "คนที่มาเติม" คือรัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมไทยถึงต้องออกกฎหมายนี้ด่วน?

เพราะถ้าไทยไม่เก็บ QDMTT เอง ภาษีส่วนต่างที่บริษัทลูกในไทยต้องจ่ายก็จะไหลไปเป็นรายได้ของประเทศอื่นแทน เช่น ประเทศที่บริษัทแม่ตั้งอยู่ ซึ่งหมายความว่าไทยเสียรายได้ภาษีโดยเปล่าประโยชน์

3 กลไกสำคัญใน Pillar Two

IIR — Income Inclusion Rule

กฎเกณฑ์ที่ให้ประเทศแม่ (ที่ UPE ตั้งอยู่) เก็บภาษีส่วนต่างจากบริษัทลูกที่เสียภาษีต่ำกว่า 15% ในต่างประเทศ นี่คือกลไกหลัก

UTPR — Under-Taxed Profits Rule

กลไกสำรองสำหรับกรณีที่ IIR ไม่ครอบคลุม หรือประเทศแม่ยังไม่ adopt GMT — ให้ประเทศอื่นในกลุ่มมาเก็บส่วนต่างได้

QDMTT — Qualified Domestic Minimum Top-Up Tax

การที่ประเทศเจ้าบ้าน (เช่น ไทย) เลือกเก็บภาษีส่วนต่างเองก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ในรายได้ภาษีไว้ที่ประเทศตัวเอง

พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 — ไทยดำเนินการอย่างไร?

ประเทศไทยประกาศ พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันนั้น3

สาระสำคัญของกฎหมายนี้คือการนำ QDMTT มาบังคับใช้ในไทย — กล่าวคือ ถ้า MNE ที่เข้าข่ายมีบริษัทลูกในไทยที่เสีย ETR ต่ำกว่า 15% กรมสรรพากรไทยมีสิทธิ์เก็บส่วนต่างนั้นก่อนประเทศอื่น

ตัวอย่าง: การคำนวณ Top-up Tax

บริษัท C เป็นบริษัทลูกในไทยของกลุ่ม MNE เยอรมัน มีกำไร GloBE ในไทย 100 ล้านบาท หลังหักส่วนยกเว้นตามเกณฑ์ SBIE (Substance-based Income Exclusion) แล้ว

บริษัท C ได้รับยกเว้นภาษีจาก BOI ทำให้เสียภาษีจริงเพียง 5 ล้านบาท คิดเป็น ETR = 5%

ส่วนต่างจาก 15% คือ 10% × 100 ล้านบาท = 10 ล้านบาท — คือจำนวนที่กรมสรรพากรไทยสามารถเรียกเก็บได้ในฐานะ QDMTT

ถ้าไทยไม่มี QDMTT ภาษี 10 ล้านบาทนี้จะไหลไปเป็นรายได้ภาษีของเยอรมนีแทนผ่าน IIR

แล้วส่งผลอะไรต่อนักธุรกิจและ CFO ในทางปฏิบัติ?

ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ไหน:

ถ้าบริษัทคุณไม่เข้าข่าย (รายได้รวมทั้งกลุ่มต่ำกว่า 28,000 ล้านบาท) — ไม่ต้องทำอะไร GMT ไม่มีผลกับคุณโดยตรง แต่ควรเข้าใจไว้เพราะอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทยในระยะยาว

ถ้าบริษัทคุณเป็นบริษัทลูกของ MNE ที่เข้าข่าย — ต้องเข้าใจว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจาก BOI หรือมาตรการอื่น อาจไม่ได้ "ประหยัด" ภาษีอีกต่อไปในแง่รวม เพราะส่วนต่างจะถูกเก็บผ่าน GMT แทน รายละเอียดเรื่องนี้ดูได้ในบทความถัดไป

ถ้าบริษัทคุณเป็น UPE ที่ตั้งในไทย — คุณต้องยื่น GloBE Information Return รายงานข้อมูล ETR ของบริษัทในกลุ่มทุกประเทศต่อกรมสรรพากรไทย ซึ่งต้องการระบบบัญชีและข้อมูลที่ซับซ้อนมาก

ไม่แน่ใจว่าบริษัทของคุณเข้าข่าย GMT หรือไม่? หรืออยากรู้ว่า ETR ปัจจุบันของคุณอยู่ที่ไหน?

ปรึกษาเบื้องต้นกับที่ปรึกษากฎหมาย →

สรุป: 5 สิ่งที่ต้องจำจากบทความนี้

หนึ่ง — GMT คือภาษีขั้นต่ำ 15% สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมเกิน 750 ล้านยูโร

สอง — ไทยออก พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อ "จองสิทธิ์" เก็บภาษีส่วนต่างเองก่อนประเทศอื่น

สาม — ถ้าบริษัทเสียภาษีต่ำกว่า 15% ในประเทศใด จะมีภาษีส่วนเพิ่มเรียกเก็บเสมอ — ไม่ว่าจะเป็นโดยประเทศนั้น หรือประเทศอื่นผ่าน IIR/UTPR

สี่ — กรมสรรพากรไทยประมาณการว่ามีบริษัทในข่ายประมาณ 1,200 บริษัท

ห้า — บทความถัดไปจะอธิบายว่า GMT ส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ BOI อย่างไร และบริษัทที่ได้รับ BOI ควรทำอย่างไร

อ้างอิง

  1. OECD/G20 Base Erosion and Profit Shifting Project. Tax Challenges Arising from the Digitalisation of the Economy — Global Anti-Base Erosion Model Rules (Pillar Two). Paris: OECD Publishing, 2021. https://www.oecd.org/tax/beps/
  2. "สรรพากรชี้ 1,200 บริษัท เข้าข่ายเสียภาษีส่วนเพิ่ม." ฐานเศรษฐกิจ. https://www.thansettakij.com/economy/617245
  3. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2567. กรมสรรพากร. https://www.rd.go.th/66274.html
แชร์บทความ: