บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด · ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร · กรุงเทพมหานคร ไทย · EN · 中文
Tax Court Litigation

คดีภาษีอากร ในศาล

บริการดำเนินคดีภาษีอากรในศาลภาษีอากรกลางสำหรับผู้ที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์และยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย — ครอบคลุมการวิเคราะห์ข้อโต้แย้ง การจัดทำคำฟ้อง การเตรียมพยานหลักฐาน และการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล

I.

บริการนี้แตกต่างจากชั้นอุทธรณ์การประเมินอย่างไร

กระบวนการโต้แย้งการประเมินภาษีอากรมีสองขั้นตอนที่แยกจากกันโดยชัดเจน ขั้นแรกคือการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร และขั้นที่สองคือการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายหลังได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ในท้องที่ที่ศาลภาษีอากรจังหวัดยังมิได้เปิดทำการ โจทก์อาจยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 แต่ศาลภาษีอากรกลางยังเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี) บริการทนายความคดีภาษีอากรในหน้านี้มุ่งสำหรับขั้นตอนที่สองเป็นหลัก

II.

สิทธิการเสนอคดีภาษีอากรต่อศาลภายหลังคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ในกรณีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ต้องคัดค้านหรืออุทธรณ์ก่อน สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้เสียภาษีได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามบทบัญญัติมาตรา 32 ถึงมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากรเสร็จสิ้นแล้ว การดำเนินคดีในชั้นศาลมีกระบวนพิจารณา เงื่อนไข และกำหนดเวลาที่แยกต่างหากจากกระบวนการอุทธรณ์โดยสิ้นเชิง

หลักสำคัญ: การดำเนินคดีในชั้นศาลเป็นกระบวนพิจารณาที่แยกต่างหาก: ศาลภาษีอากรกลางเป็นศาลชำนัญพิเศษที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับภาษีอากร กระบวนพิจารณาในชั้นนี้ต้องการการเตรียมความพร้อมทั้งในมิติของข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่แตกต่างจากชั้นอุทธรณ์ การวิเคราะห์ว่าข้อโต้แย้งใดมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการดำเนินคดีในชั้นนี้ รวมถึงการประเมินผลกระทบทางการเงินระหว่างกระบวนพิจารณา เป็นส่วนสำคัญของการตัดสินใจก่อนยื่นคำฟ้อง
  • ผู้รับพิจารณา. คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ · ศาลภาษีอากรกลาง (ยื่นคำฟ้องผ่านศาลจังหวัดได้ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ)
  • จุดเริ่มต้น. หนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมิน · คำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
  • รูปแบบ. คำอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด · คำฟ้องตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528
  • คู่ความ. ผู้อุทธรณ์กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร · โจทก์และจำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
  • กำหนดเวลา. ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 30) · ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (มาตรา 30 (2)) — ภาษีตามกฎหมายอื่นใช้กำหนดเวลาของกฎหมายนั้น
III.

คำฟ้อง คำให้การ และการเตรียมพยานหลักฐาน

การจัดทำคำฟ้องคดีภาษีอากรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 กำหนดไว้สำหรับคำฟ้องในศาลภาษีอากรกลาง โดยต้องระบุข้อเท็จจริงที่โต้แย้ง บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกาศ คำสั่ง ระเบียบ หรือคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องซึ่งสนับสนุนข้อโต้แย้ง และคำขอที่ชัดเจนต่อศาล ควบคู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้อย่างเป็นระบบ

IV.

กำหนดเวลาและการรักษาสิทธิในการดำเนินคดี

กำหนดเวลาในการนำคดีภาษีอากรสู่ศาลภายหลังได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นไปตามบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้น ตัวอย่างเช่น มาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม กำหนดเวลาในแต่ละกรณีอาจแตกต่างกันตามลักษณะของการประเมินและบทกฎหมายที่อ้างอิงในคำวินิจฉัย รวมถึงความเป็นไปได้ในการขอขยายระยะเวลาซึ่งต้องวิเคราะห์ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเป็นรายกรณี ผู้เสียภาษีที่ต้องการเห็นลำดับขั้นตอนของคดีในภาพรวมก่อนหารือ อ่านได้ที่ คู่มือการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง

หลักการสำคัญ: กำหนดเวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรวิเคราะห์เป็นลำดับแรก: การพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดสำหรับการนำคดีสู่ศาลอาจส่งผลต่อสิทธิในการดำเนินคดีในชั้นศาลได้ตามบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้น จึงควรได้รับการวิเคราะห์ตั้งแต่ระยะที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมคำฟ้องและพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
  • กำหนดเวลาฟ้องคดี. เช่น มาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนด 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ — ทั้งนี้ บทกฎหมายที่ใช้กับกรณีนั้นอาจต่างกัน · ต้องวิเคราะห์เป็นรายกรณีตามบทกฎหมายที่อ้างอิงในคำวินิจฉัยทันทีที่ได้รับ
  • การขอขยายระยะเวลา. การขยายเวลาต้องมีฐานกฎหมายและเหตุที่ศาลหรือหน่วยงานยอมรับ ผลจึงไม่แน่นอน · ควรวางแผนให้ยื่นคำฟ้องภายในกำหนด 30 วัน ไม่ควรวางแผนโดยอาศัยการขยายเวลา
  • ผลของการพ้นกำหนดเวลา. คำฟ้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเสี่ยงต่อการที่ศาลไม่รับวินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาท · ควรแจ้งวันที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้สำนักงานทราบทันทีที่ได้รับ
  • เวลาเตรียมคำฟ้อง. ต้องใช้เวลาเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ประเด็น เตรียมเอกสาร และจัดทำคำฟ้องที่สมบูรณ์ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 · การเริ่มกระบวนการวิเคราะห์ตั้งแต่เนิ่น ๆ หลังได้รับคำวินิจฉัยช่วยให้มีเวลาเพียงพอ
V.

ประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในชั้นศาล

การดำเนินคดีภาษีอากรในชั้นศาลต้องเตรียมความพร้อมในหลายมิติควบคู่กัน โดยเฉพาะการวิเคราะห์คำวินิจฉัยอุทธรณ์เพื่อระบุข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักเพียงพอ และแยกแยะให้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นข้อโต้แย้งในข้อเท็จจริง และส่วนใดเป็นข้อโต้แย้งในข้อกฎหมาย

VI.

สถานะหน้าที่เสียภาษีอากรระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาล

หลักการตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร: ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และโดยทั่วไปการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ไม่ได้ระงับหน้าที่ชำระภาษีที่ถูกประเมินโดยอัตโนมัติ หน้าที่ดังกล่าวยังคงมีอยู่ตามที่กฎหมายกำหนดตลอดกระบวนพิจารณา สถานะและแนวทางการจัดการหน้าที่ระหว่างดำเนินคดีเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ตามกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
  • หน้าที่ชำระภาษีระหว่างดำเนินคดี. ยังคงมีอยู่ตามที่กฎหมายกำหนด — การดำเนินคดีในชั้นศาลไม่ระงับหน้าที่นี้โดยอัตโนมัติ · ต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงทางการเงินควบคู่กับกลยุทธ์คดีตลอดกระบวนพิจารณา
  • ผลหากไม่ชำระในกำหนด. อาจมีผลเป็นภาษีอากรค้าง และเงินเพิ่มสะสมต่อเนื่อง · ต้องคำนวณภาระทางการเงินสะสมและนำมาประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ตลอดคดี
  • ช่องทางตามกฎหมาย. กฎหมายเปิดช่องทางบางประการที่เกี่ยวกับสถานะการชำระระหว่างดำเนินคดี · เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ตามกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี — ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
VII.

บทบาทของฝ่ายคดีของสำนักงาน

คดีในศาลดำเนินการโดยฝ่ายคดีของสำนักงานซึ่งเป็นทนายความผู้ได้รับใบอนุญาต ร่วมกับฝ่ายที่ปรึกษากฎหมายซึ่งวิเคราะห์ประเด็นภาษี งานเริ่มจากอ่านคำวินิจฉัยอุทธรณ์เทียบกับคำอุทธรณ์เดิม แยกประเด็นข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย แล้วจึงจัดทำคำฟ้อง บัญชีพยาน และดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรกลาง

VIII.

ขอบเขตบริการและเอกสารที่ควรเตรียม

  • เหมาะกับ. ผู้ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วและยังไม่เห็นด้วย หรือผู้ที่ต้องการทราบก่อนว่าประเด็นของตนมีน้ำหนักพอฟ้องคดีหรือไม่
  • สำนักงานทำอะไร. ตรวจกำหนดเวลาฟ้องและเงื่อนไขการฟ้องตามกฎหมายที่ใช้กับเรื่อง ประเมินน้ำหนักของประเด็น จัดทำคำฟ้องตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 บัญชีพยาน และดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรกลาง
  • ท่านได้รับ. ความเห็นเรื่องน้ำหนักของประเด็นก่อนตัดสินใจฟ้อง คำฟ้องที่ยื่นภายในกำหนด และรายงานความคืบหน้าของคดีตามนัดพิจารณา
  • ขอบเขตสิ้นสุด. ตามขั้นศาลที่ตกลงในสัญญา โดยปกติคือการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางจนมีคำพิพากษา การอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือการฎีกาตกลงขอบเขตแยก ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายในการนำสืบแยกจากค่าบริการ
  • เอกสารที่ควรเตรียม. หนังสือแจ้งการประเมิน คำอุทธรณ์และเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการ · คำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมหลักฐานวันที่ได้รับ · บันทึกถ้อยคำและหมายเรียกในชั้นตรวจสอบและชั้นอุทธรณ์ · เอกสารธุรกรรมที่เป็นประเด็น
  • ค่าบริการพิจารณาจาก. จำนวนประเด็นและทุนทรัพย์ที่พิพาท ปริมาณพยานหลักฐาน และจำนวนนัดพิจารณาที่คาดว่าจะมี สำนักงานแจ้งขอบเขตงานและค่าบริการก่อนเริ่มงาน
IX.

คำถาม ที่พบบ่อย

Frequently asked questions
ผู้เสียภาษีควรพิจารณาการดำเนินคดีในศาลภาษีอากรเมื่อใด?

ในกรณีที่บทบัญญัติกฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ต้องผ่านกระบวนการอุทธรณ์ก่อน ผู้เสียภาษีจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวและได้รับคำวินิจฉัยชี้ขาดจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว หากยังมีข้อโต้แย้งทางข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีน้ำหนักเพียงพอ อาจมีสิทธิดำเนินคดีต่อในชั้นศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 การพิจารณาว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ต้องวิเคราะห์ทั้งน้ำหนักข้อโต้แย้ง กำหนดเวลาตามบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้น และผลกระทบทางการเงินระหว่างกระบวนพิจารณา โดยควรได้รับการวิเคราะห์โดยเร็วภายหลังได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์

กำหนดเวลาในการฟ้องคดีภาษีอากรภายหลังคำวินิจฉัยอุทธรณ์คือเท่าใด?

กำหนดเวลาในการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายหลังได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นไปตามบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้น ตัวอย่างเช่น มาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดกรอบเวลาการฟ้องคดีภายหลังได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ที่ 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้น อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติที่ใช้กับกรณีอื่นอาจกำหนดกรอบเวลาแตกต่างกันออกไป จึงต้องวิเคราะห์ตามลักษณะของการประเมินและบทกฎหมายที่อ้างอิงในคำวินิจฉัยเป็นรายกรณี ส่วนประเด็นการขอขยายระยะเวลายื่นฟ้อง ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขทางกฎหมายและแนววินิจฉัยที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นศาล หน้าที่เสียภาษีมีสถานะอย่างไร?

ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และโดยทั่วไปการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ไม่ได้ระงับหน้าที่ชำระภาษีที่ถูกประเมินโดยอัตโนมัติ หน้าที่ชำระภาษียังคงมีอยู่ตามที่กฎหมายกำหนด การไม่ชำระภาษีภายในกำหนดอาจมีผลเป็นภาษีอากรค้าง และเงินเพิ่มยังคงคำนวณต่อไปจนถึงวันชำระ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องทางบางประการที่ต้องวิเคราะห์ตามแนวปฏิบัติและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี และไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ในการจัดทำคำฟ้องคดีภาษีอากร ควรเตรียมเอกสารหรือพยานหลักฐานอย่างไร?

การจัดทำคำฟ้องคดีภาษีอากรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 กำหนดไว้ โดยคำฟ้องต้องระบุข้อเท็จจริงที่โต้แย้ง บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกาศ คำสั่ง ระเบียบ หรือคำวินิจฉัยที่อ้างอิงสนับสนุน และคำขอที่ชัดเจนต่อศาล เอกสารหลักที่ต้องรวบรวม ได้แก่ หนังสือแจ้งการประเมิน คำอุทธรณ์และเอกสารประกอบที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเอกสารบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้องกับรอบการประเมิน รวมถึงพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อเท็จจริงที่โต้แย้งอย่างเป็นระบบ ในคดีที่มีประเด็นด้านวิชาชีพหรือเทคนิคเฉพาะด้าน อาจต้องพิจารณาจัดทำความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานด้วย ซึ่งต้องพิจารณาตามลักษณะของกรณีนั้นเป็นราย ๆ ไป

เริ่มต้นที่นี่

นัดหมายตรวจคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมวันที่ได้รับ และคำอุทธรณ์เดิม สำนักงานจะแจ้งกำหนดฟ้องที่เหลือ ความเห็นเบื้องต้นเรื่องประเด็นที่ควรตรวจ และขอบเขตงานกับค่าบริการก่อนเริ่มงาน

081-654-5922