ปรับปรุงล่าสุด

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วไม่เกินห้าล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการไม่เกินสามสิบล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชี เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราขั้นบันได คือกำไรสุทธิสามแสนบาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินสามแสนบาทถึงสามล้านบาทเสียร้อยละ 15 และส่วนที่เกินสามล้านบาทเสียร้อยละ 20 ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 มาตรา 6 และมาตรา 71 นิติบุคคลที่ไม่เข้าเงื่อนไขนี้เสียร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิทั้งจำนวน

สาระสำคัญของคู่มือนี้

สารบัญ
  1. เงื่อนไขทุนและรายได้ของ SME ทางภาษี
  2. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของ SME
  3. ฐานภาษีและรายจ่ายต้องห้าม
  4. การยื่นภาษีครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51
  5. การยื่นภาษีประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.50
  6. การจดทะเบียนและยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  7. ผลของการไม่ยื่นแบบหรือไม่ทำบัญชี
  8. คำถามที่พบบ่อย

เงื่อนไขทุนและรายได้ของ SME ทางภาษี

พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 มาตรา 6 ให้อัตราภาษีลดหย่อนเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท ต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกัน ขาดข้อใดข้อหนึ่งจะเสียอัตราร้อยละ 20 ทั้งจำนวน1

เงื่อนไขทุนดูที่ทุนที่ชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน และดู ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทที่จดทุนสิบล้านบาทแต่เรียกชำระแล้วเพียงห้าล้านบาทจึงยังเข้าเงื่อนไข ส่วนบริษัทที่เพิ่มทุนชำระแล้วเกินห้าล้านบาทก่อนสิ้นรอบบัญชี จะไม่เข้าเงื่อนไขสำหรับรอบบัญชีนั้น แม้การเพิ่มทุนจะเกิดในเดือนสุดท้าย

เงื่อนไขรายได้นับเฉพาะรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ มาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกันนิยามคำว่า ขาย สินค้า และบริการไว้ รายได้อื่น เช่น ดอกเบี้ยรับหรือกำไรจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ได้มีไว้เพื่อขาย จึงต้องแยกพิจารณาตามนิยามนั้น มาตรา 8 ยังกำหนดว่าผู้ได้รับสิทธิต้องไม่มีทุนหรือรายได้เกินเกณฑ์ในรอบระยะเวลาบัญชีใด2 ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสองเงื่อนไขนี้ทุกรอบบัญชีก่อนคำนวณภาษี

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของ SME

สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2560 SME ที่เข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิสามแสนบาทแรกตามมาตรา 7 (2) ของพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) ส่วนที่เกินสามแสนบาทถึงสามล้านบาทเสียร้อยละ 15 และส่วนที่เกินสามล้านบาทเสียร้อยละ 20 ตามมาตรา 6 (3) (ข) นิติบุคคลทั่วไปเสียร้อยละ 20 ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 313

กำไรสุทธิ (บาท)SME ที่เข้าเงื่อนไขนิติบุคคลทั่วไป
0 ถึง 300,000ยกเว้นร้อยละ 20
300,001 ถึง 3,000,000ร้อยละ 15ร้อยละ 20
เกิน 3,000,000ร้อยละ 20ร้อยละ 20

อัตราขั้นบันไดคิดเฉพาะส่วนของกำไร ไม่ได้ใช้อัตราเดียวกับกำไรทั้งก้อน ตัวอย่างเช่น SME ที่มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท เสียภาษีจากส่วนที่เกินสามแสนบาท คือ 700,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 เป็นเงิน 105,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไขทุนหรือรายได้ ภาษีจะเป็นร้อยละ 20 ของ 1,000,000 บาท คือ 200,000 บาท ส่วนต่างเกือบเท่าตัวนี้เป็นเหตุที่ควรวางแผนการเพิ่มทุนล่วงหน้า และติดตามรายได้ระหว่างรอบบัญชี ซึ่งต้องรับรู้ตามเกณฑ์สิทธิในมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

ฐานภาษีและรายจ่ายต้องห้าม

มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้เงินได้ที่ต้องเสียภาษีคือกำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี โดยใช้เกณฑ์สิทธิ รายได้ที่เกิดขึ้นแล้วแม้ยังไม่ได้รับชำระต้องนำมารวม และรายการที่มาตรา 65 ตรี ระบุไว้ห้ามถือเป็นรายจ่าย4

รายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อยในกิจการขนาดเล็ก ได้แก่ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวตามมาตรา 65 ตรี (3) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงหรือควรลงในรอบบัญชีอื่นตาม (9) รายจ่ายซึ่งมิใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตาม (13) และรายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับตาม (18)5 รายจ่ายกลุ่มสุดท้ายคือต้นเหตุของการถูกบวกกลับเมื่อจ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐานผู้รับ

ผลขาดทุนสุทธิยกมาหักได้ไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ตามมาตรา 65 ตรี (12) รายละเอียดของรายจ่ายแต่ละประเภทอยู่ในคู่มือรายจ่ายที่หักได้และรายจ่ายต้องห้าม

การยื่นภาษีครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51

มาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยคำนวณจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี ภาษีที่ชำระนี้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 ส่วนรอบบัญชีแรกหรือรอบสุดท้ายที่สั้นกว่าสิบสองเดือนไม่ต้องยื่น6

ความเสี่ยงอยู่ที่การประมาณการต่ำเกินไป มาตรา 67 ตรี กำหนดว่าถ้าไม่ยื่น หรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีตามที่ตัวบทระบุ7 SME ที่รายได้ผันผวนควรเก็บเอกสารที่ใช้ประมาณการ ณ เวลายื่นไว้เป็นหลักฐานว่ามีเหตุอันสมควร วิธีคำนวณและกรณีตัวอย่างอยู่ในคู่มือการประมาณการภาษีครึ่งปี

การยื่นภาษีประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.50

มาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และต้องแนบบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรองแล้ว รอบบัญชีที่สิ้นสุด 31 ธันวาคม จึงครบกำหนดปลายเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป8

งบการเงินที่ยังไม่ได้รับรองจึงเป็นเหตุให้ยื่นแบบไม่ครบตามมาตรา 69 SME ควรนัดผู้สอบบัญชีให้เสร็จก่อนครบ 150 วันพอสมควร ส่วนกำหนดยื่นแบบภาษีรายเดือนอื่น เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดูรวมได้ที่ปฏิทินภาษี

การจดทะเบียนและยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ประกอบการที่มีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินหนึ่งล้านแปดแสนบาทต่อปีได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/1 ประกอบพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 432) มาตรา 4 เมื่อเกินเกณฑ์ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เกินตามมาตรา 85/1 (1) และหลังจดทะเบียนต้องยื่นแบบรายเดือนภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปตามมาตรา 83910

สำหรับนิติบุคคล คำว่า ปี ในเกณฑ์หนึ่งล้านแปดแสนบาทนับตามรอบระยะเวลาบัญชี และถ้าเพิ่งเริ่มประกอบกิจการให้นับตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการถึงวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน มาตรา 5 (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการเลย ตามถ้อยคำของมาตรา 83 วรรคหนึ่ง ขั้นตอนการจดทะเบียนอยู่ในคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผลของการไม่ยื่นแบบหรือไม่ทำบัญชี

มาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีร้อยละ 5 ของยอดรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า เมื่อนิติบุคคลไม่ยื่นรายการ ไม่ทำบัญชีหรือทำไม่ครบ หรือไม่นำบัญชีและเอกสารมาให้ไต่สวน ผลคือภาษีคิดจากรายรับทั้งหมด ไม่ใช่จากกำไร11

สำหรับกิจการที่มีอัตรากำไรต่ำ ภาษีร้อยละ 5 ของยอดขายอาจสูงกว่ากำไรทั้งปี ตัวอย่างเช่น ยอดขาย 20 ล้านบาทที่มีกำไรสุทธิเพียง 500,000 บาท ถ้าถูกประเมินตามมาตรา 71 (1) ภาษีจะเท่ากับ 1,000,000 บาท ขณะที่ภาษีตามอัตรา SME ของกำไรจริงเท่ากับ 30,000 บาท การประเมินตามมาตรานี้อุทธรณ์ได้ตามวรรคท้ายของมาตรา 71 เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่เกี่ยวข้องดูได้ที่คู่มือเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากต้องการให้ตรวจโครงสร้างภาษีของกิจการ ดูรายละเอียดบริการวางแผนภาษี

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดสี่ข้อเกี่ยวกับภาษีของ SME คือเกณฑ์ทุนที่ใช้ การนับรายได้สามสิบล้านบาท ความแตกต่างระหว่างเกณฑ์ SME ของภาษีเงินได้กับเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม และผลของการประมาณการ ภ.ง.ด.51 ต่ำ คำตอบแต่ละข้ออ้างพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) และประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี

ทุนห้าล้านบาทหมายถึงทุนจดทะเบียนหรือทุนที่ชำระแล้ว
ทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) มาตรา 6 และมาตรา 7 ทุนจดทะเบียนที่ยังไม่ได้เรียกชำระไม่นับรวม
รายได้สามสิบล้านบาทนับรวมดอกเบี้ยรับหรือไม่
ตัวบทใช้ถ้อยคำว่ารายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชี และมาตรา 4 นิยามคำว่า ขาย สินค้า และบริการไว้ รายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามนิยามนั้นจึงต้องพิจารณาแยก
บริษัทรายได้สองล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
ต้องจดทะเบียน ถ้ารายได้นั้นมาจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ใช่กิจการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 81 เพราะมูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งล้านแปดแสนบาทต่อปีตามมาตรา 81/1 ประกอบพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 432) มาตรา 4 และต้องยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 (1) (ก) เกณฑ์นี้แยกจากเกณฑ์ SME ของภาษีเงินได้นิติบุคคล
ประมาณการ ภ.ง.ด.51 ต่ำไป มีผลอย่างไร
ถ้าประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง และเงินเพิ่มนี้ถือเป็นค่าภาษี ซึ่งอาจลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสาม