ภาษีส่วนเพิ่ม Pillar 2 (Top-up Tax)
บริการประเมินผลกระทบและเตรียมความพร้อมตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 สำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อาจเข้าข่ายกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของไทย — ครอบคลุมการคัดกรองขอบเขต การประเมินผลกระทบ และการเตรียมข้อมูลรองรับ
ขอบเขตและการบังคับใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567
ประเทศไทยมีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 แล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดต้องชำระภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax / Pillar 2) ในกรณีที่อัตราภาษีที่แท้จริงในประเทศใดประเทศหนึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้กฎหมายมีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568
กฎหมายนี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์รายได้ ไม่ใช่ผู้เสียภาษีทุกประเภท และมีประกาศกระทรวงการคลังรวมถึงกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องซึ่งกรมสรรพากรเผยแพร่ประกอบด้วย
กลุ่มใดควรเริ่มประเมินผลกระทบ
กลุ่มบริษัทที่มีลักษณะต่อไปนี้ควรเริ่มประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าตนเองอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ และมีผลกระทบในระดับใด
- กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์. กลุ่มที่มีรายได้รวมตามงบการเงินรวมของกลุ่มในรอบปีที่ผ่านมาถึงเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะหากมีนิติบุคคลในกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยหรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานการดำเนินงาน
- กลุ่มที่มีนิติบุคคลในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำหรือได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี. หากนิติบุคคลในกลุ่มได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือประเทศอื่น อัตราภาษีที่แท้จริงอาจต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศอื่นในกลุ่ม
- กลุ่มที่มีโครงสร้างการถือหุ้นข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน. กลุ่มที่มีบริษัทแม่ บริษัทย่อย หรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกันกระจายอยู่ในหลายประเทศ ต้องตรวจสอบว่าขอบเขตกลุ่มตามกฎหมายครอบคลุมนิติบุคคลใดบ้าง และประเทศใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มก่อน
- กลุ่มที่บริษัทแม่หรือสำนักงานใหญ่ต่างประเทศเริ่มดำเนินการเรื่อง Pillar 2. หากบริษัทแม่หรือกลุ่มระดับโลกเริ่มดำเนินการเพื่อรองรับภาษีส่วนเพิ่มในระดับกลุ่มแล้ว นิติบุคคลในไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นควรเข้าใจผลกระทบที่อาจมีต่อตนเองและข้อมูลที่กลุ่มต้องการจากไทย
สิ่งที่ต้องตรวจสอบเบื้องต้น
ก่อนจะทราบว่าผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทมีระดับใด ต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลในสี่ส่วนหลักนี้เป็นลำดับแรก
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มบริษัท
การเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มมีผลกระทบหลายมิติต่อกลุ่มบริษัท ทั้งในเชิงภาระภาษี การรายงาน และระบบการจัดการภายใน
- ภาระภาษีส่วนเพิ่มที่อาจเกิดขึ้น. หากอัตราภาษีที่แท้จริงของนิติบุคคลในกลุ่มในประเทศใดประเทศหนึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด อาจมีภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศที่มีสิทธิจัดเก็บตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับกฎเกณฑ์การจัดสรรสิทธิการจัดเก็บระหว่างประเทศด้วย
- ผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับอยู่. กลุ่มที่มีนิติบุคคลในไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องประเมินว่าสิทธิประโยชน์เหล่านั้นส่งผลให้ ETR ต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ และหากใช่ ใครในกลุ่มจะมีหน้าที่จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มส่วนนั้น
- หน้าที่รายงานและการยื่นข้อมูลตามกฎหมาย. กฎหมายกำหนดหน้าที่รายงานและยื่นข้อมูลสำหรับกลุ่มที่เข้าข่าย ซึ่งอาจต้องการข้อมูลทางการเงินและภาษีที่มีรายละเอียดเฉพาะและอาจยังไม่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน การเตรียมระบบข้อมูลล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ
- ผลกระทบต่อโครงสร้างกลุ่มและนโยบายภาษีของกลุ่ม. ผลของภาษีส่วนเพิ่มอาจส่งผลต่อการพิจารณาโครงสร้างการดำเนินงานและการลงทุนของกลุ่มในระยะยาว รวมถึงนโยบายการกำหนดราคาโอนและฐานข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินผลกระทบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับข้อมูลราคาโอนของกลุ่มด้วย
การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและการกำกับดูแล
การปฏิบัติตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มไม่ใช่เพียงการชำระภาษีเพิ่มเติม แต่ยังต้องการระบบข้อมูลและกระบวนการภายในที่รองรับการรวบรวม จัดระบบ และรายงานข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
- ระบบรวบรวมข้อมูลทางการเงินและภาษีของกลุ่ม. ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการคำนวณ ETR ตามกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มอาจอยู่ในหลายระบบหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และบริษัทในกลุ่มที่อยู่ในต่างประเทศ การกำหนดกระบวนการรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- โครงสร้างการกำกับดูแลและความรับผิดชอบภายใน. การกำหนดว่าหน่วยงานใดในกลุ่มหรือในประเทศไทยรับผิดชอบเรื่องภาษีส่วนเพิ่ม รวมถึงบทบาทของฝ่ายการเงิน ฝ่ายภาษี และผู้บริหาร เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล
- การประสานงานกับกลุ่มระดับโลกและบริษัทแม่. หากบริษัทแม่หรือกลุ่มระดับโลกดำเนินการเรื่องภาษีส่วนเพิ่มในภาพรวม นิติบุคคลในไทยต้องเข้าใจว่าข้อมูลชุดใดที่ต้องส่งให้กลุ่ม กำหนดเวลาเป็นอย่างไร และหน้าที่ใดที่ต้องปฏิบัติในประเทศไทยโดยตรง
- การวางแผนกำหนดเวลาและการเตรียมการล่วงหน้า. การเตรียมความพร้อมที่ดีต้องเริ่มล่วงหน้าก่อนกำหนดยื่นแบบและชำระภาษี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และแก้ไขประเด็นที่อาจพบระหว่างกระบวนการ
ขอบเขตบริการของสำนักงานด้านภาษีส่วนเพิ่ม
บริการของสำนักงานในด้านนี้มุ่งเน้นการช่วยให้กลุ่มบริษัทเข้าใจสถานะของตนเองและเตรียมพร้อมได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การนำเสนอเทคนิคการหลีกเลี่ยงภาษี
- การคัดกรองขอบเขตและสถานะเบื้องต้น. ช่วยประเมินเบื้องต้นว่ากลุ่มบริษัทอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากโครงสร้างกลุ่ม รายได้รวม และข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อให้ทราบว่าควรดำเนินการในขั้นถัดไปอย่างไร
- การประเมินผลกระทบเบื้องต้น. ประเมินภาพรวมของอัตราภาษีที่แท้จริงในระดับประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศใดบ้าง และระดับความเร่งด่วนในการเตรียมการอยู่ที่ระดับใด
- การจัดระบบข้อมูลและการกำกับดูแล. สนับสนุนการระบุแหล่งข้อมูลที่จำเป็น กำหนดกระบวนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล และจัดโครงสร้างความรับผิดชอบภายในที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของกลุ่ม
- การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของไทย. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กลุ่มบริษัทเข้าใจหน้าที่และกรอบเวลาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย
กฎหมายและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
โปรดติดต่อสำนักงานเพื่อหารือรายละเอียดเฉพาะของกรณี ทีมที่ปรึกษากฎหมายจะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน
ข้อมูลราคาโอนและฐานข้อมูลสำหรับการประเมินผลกระทบ
ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดราคาโอนของกลุ่ม เช่น การจัดสรรกำไรและการวิเคราะห์ธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน อาจมีความเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่ใช้ประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่ม การวางระบบข้อมูลราคาโอนที่ดีจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมพร้อมด้านภาษีส่วนเพิ่มด้วย
คำถาม ที่พบบ่อย
ภาษีส่วนเพิ่มตามกฎหมายไทยเริ่มใช้เมื่อใด?
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ดังนั้นกลุ่มบริษัทที่รอบบัญชีเริ่มต้นตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปอาจมีหน้าที่และภาระภาษีตามพระราชกำหนดนี้เป็นครั้งแรก
กลุ่มบริษัทแบบใดควรเริ่มประเมินผลกระทบ?
กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีนิติบุคคลในกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยหรือประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ควรเริ่มประเมินขอบเขตและผลกระทบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้มีเวลาเตรียมข้อมูลและระบบที่จำเป็นได้ทัน
เกณฑ์รายได้ 750 ล้านยูโรเกี่ยวข้องอย่างไร?
เอกสารของกรมสรรพากรยืนยันเกณฑ์รายได้รวมของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ 750 ล้านยูโรต่อปี เป็นหนึ่งในเกณฑ์หลักที่ใช้พิจารณาว่ากลุ่มบริษัทอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาขอบเขตอย่างครบถ้วนต้องวิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาจากเกณฑ์รายได้เพียงอย่างเดียว
อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) แตกต่างจากอัตราภาษีทั่วไปอย่างไร?
อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) คืออัตราภาษีที่กลุ่มบริษัทชำระจริงสุทธิเมื่อเทียบกับกำไรก่อนภาษีที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างจากอัตราภาษีตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละประเทศ เนื่องจากต้องพิจารณาผลของสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้น และการปรับปรุงต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ภาษีส่วนเพิ่ม ทั้งนี้หน้านี้ไม่ได้อธิบายสูตรคำนวณโดยละเอียด
หากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่แล้ว ควรเริ่มประเมินผลกระทบหรือไม่?
ควรเริ่มประเมินผลกระทบ เนื่องจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในประเทศไทย เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศอื่นในกลุ่ม การทราบข้อเท็จจริงนี้แต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนและเตรียมข้อมูลได้อย่างเหมาะสม
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างสำหรับการประเมินเบื้องต้น?
การประเมินเบื้องต้นต้องการข้อมูลหลักอย่างน้อยในส่วนของโครงสร้างกลุ่มนิติบุคคล รายได้รวมของกลุ่มในรอบบัญชีที่ผ่านมา รายชื่อและประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลในกลุ่ม งบการเงินรวมของกลุ่ม และข้อมูลภาษีเงินได้ที่ชำระจริงในแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถประเมินขอบเขตและระดับความเสี่ยงได้เบื้องต้น
บริษัทในไทยต้องกังวลเรื่องนี้เมื่อใด?
บริษัทในไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ควรเริ่มพิจารณาทันที โดยเฉพาะหากรอบบัญชีของกลุ่มเริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 และกลุ่มมีรายได้รวมถึงเกณฑ์ที่กำหนด การรอจนถึงกำหนดยื่นแบบและชำระภาษีอาจทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการจัดระบบข้อมูลและกำกับดูแล
ควรเริ่มวางระบบข้อมูลและการกำกับดูแลเมื่อใด?
ควรเริ่มวางระบบข้อมูลและการกำกับดูแลโดยเร็วที่สุดหลังจากทราบว่ากลุ่มมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม เนื่องจากการรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เวลา และข้อมูลบางส่วนอาจต้องมีกระบวนการภายในที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาในลักษณะที่ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย
ประเมินผลกระทบ Pillar 2 ต่อกลุ่ม
กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวม 750 ล้านยูโรขึ้นไปควรประเมินขอบเขตและเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ
081-654-5922