บริการที่ปรึกษาและประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax / Pillar 2)

บริการประเมินผลกระทบและเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อาจเข้าข่ายพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ครอบคลุมการคัดกรองขอบเขตกลุ่ม การประเมินผลกระทบเบื้องต้น และการสนับสนุนการจัดระบบข้อมูลและการกำกับดูแล

นัดหมายปรึกษาการประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่ม ดูบริการภาษีระหว่างประเทศทั้งหมด
🌐
ขอบเขตของหน้านี้ — บริการประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax / Pillar 2)
หน้านี้เกี่ยวกับบริการคัดกรอง ประเมินผลกระทบ และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 สำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ หน้านี้ไม่ใช่บทความข่าว ไม่ใช่คู่มือคำนวณ ไม่ใช่หน้าการกำหนดราคาโอน และไม่ใช่หน้า APA/MAP แต่เป็นหน้าบริการสำหรับกลุ่มบริษัทที่ต้องการทราบว่าตนเองอยู่ในขอบเขตกฎหมายหรือไม่ และควรเตรียมตัวอย่างไร

ขอบเขตและการบังคับใช้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567

ประเทศไทยมีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 แล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดต้องชำระภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax / Pillar 2) ในกรณีที่อัตราภาษีที่แท้จริงในประเทศใดประเทศหนึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้กฎหมายมีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568

กฎหมายนี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์รายได้ ไม่ใช่ผู้เสียภาษีทุกประเภท และมีประกาศกระทรวงการคลังรวมถึงกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องซึ่งกรมสรรพากรเผยแพร่ประกอบด้วย

750
ล้านยูโร
เกณฑ์รายได้รวมของกลุ่มที่กรมสรรพากรยืนยันว่าใช้พิจารณาขอบเขตการบังคับใช้
2568
ปีเริ่มบังคับ
กฎหมายมีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
2567
พ.ร.ก. ฉบับนี้
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 คือฐานกฎหมายหลักที่ใช้บังคับในประเทศไทย
สิ่งที่กฎหมายนี้กำหนด
กลุ่มที่เข้าข่าย ต้องมีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์ที่กำหนดและมีนิติบุคคลในกลุ่มที่อยู่ในขอบเขตการบังคับ · เป้าหมายของกฎหมาย คือกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงขั้นต่ำสำหรับกำไรที่เกิดในแต่ละประเทศ · ผลที่ตามมา หากอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์ อาจมีภาระภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องชำระเพิ่ม · ใช้ไม่ได้กับ กิจการทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์

กลุ่มใดควรเริ่มประเมินผลกระทบ

กลุ่มบริษัทที่มีลักษณะต่อไปนี้ควรเริ่มประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าตนเองอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ และมีผลกระทบในระดับใด

🏢
กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์
กลุ่มที่มีรายได้รวมตามงบการเงินรวมของกลุ่มในรอบปีที่ผ่านมาถึงเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะหากมีนิติบุคคลในกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยหรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานการดำเนินงาน
🎯
กลุ่มที่มีนิติบุคคลในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำหรือได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หากนิติบุคคลในกลุ่มได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยหรือประเทศอื่น อัตราภาษีที่แท้จริงอาจต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศอื่นในกลุ่ม
🔗
กลุ่มที่มีโครงสร้างการถือหุ้นข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน
กลุ่มที่มีบริษัทแม่ บริษัทย่อย หรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกันกระจายอยู่ในหลายประเทศ ต้องตรวจสอบว่าขอบเขตกลุ่มตามกฎหมายครอบคลุมนิติบุคคลใดบ้าง และประเทศใดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มก่อน
📋
กลุ่มที่บริษัทแม่หรือสำนักงานใหญ่ต่างประเทศเริ่มดำเนินการเรื่อง Pillar 2
หากบริษัทแม่หรือกลุ่มระดับโลกเริ่มดำเนินการเพื่อรองรับภาษีส่วนเพิ่มในระดับกลุ่มแล้ว นิติบุคคลในไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นควรเข้าใจผลกระทบที่อาจมีต่อตนเองและข้อมูลที่กลุ่มต้องการจากไทย

สิ่งที่ต้องตรวจสอบเบื้องต้น

ก่อนจะทราบว่าผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทมีระดับใด ต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลในสี่ส่วนหลักนี้เป็นลำดับแรก

ตรวจที่ 1 · ขอบเขตกลุ่ม
การกำหนดขอบเขตของกลุ่มนิติบุคคล
ระบุว่านิติบุคคลใดบ้างที่รวมอยู่ในกลุ่มตามนิยามของพระราชกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างจากขอบเขตกลุ่มที่ใช้เพื่อการบัญชีหรือเพื่อการกำหนดราคาโอน การกำหนดขอบเขตให้ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินทั้งหมด
ตรวจที่ 2 · เกณฑ์รายได้
รายได้รวมของกลุ่มและความต่อเนื่องของเกณฑ์
ตรวจสอบว่ารายได้รวมของกลุ่มตามงบการเงินรวมถึงเกณฑ์ที่กำหนด และเกณฑ์ดังกล่าวต่อเนื่องในรอบปีที่กำหนดหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายอาจกำหนดเงื่อนไขความต่อเนื่องของการเข้าเกณฑ์ประกอบด้วย
ตรวจที่ 3 · อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR)
ภาพรวมของ ETR ในแต่ละประเทศ
ประเมินภาพรวมของอัตราภาษีที่แท้จริงของนิติบุคคลในกลุ่มในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีอัตราภาษีเงินได้ต่ำหรือได้รับสิทธิประโยชน์ที่ทำให้ ETR อาจต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ทั้งนี้เป็นการประเมินภาพรวมเบื้องต้น ไม่ใช่การคำนวณตามสูตรทางเทคนิคโดยละเอียด
ตรวจที่ 4 · ข้อมูลที่ต้องใช้
ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการประเมินและการปฏิบัติตามกฎหมาย
ระบุว่าข้อมูลทางการเงินและภาษีที่จำเป็นมีอยู่ในระบบหรือไม่ สามารถรวบรวมได้จากแหล่งใด และต้องพัฒนาระบบภายในส่วนใดเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอสำหรับการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงข้อมูลที่บริษัทแม่หรือกลุ่มอาจร้องขอจากไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มบริษัท

การเข้าข่ายภาษีส่วนเพิ่มมีผลกระทบหลายมิติต่อกลุ่มบริษัท ทั้งในเชิงภาระภาษี การรายงาน และระบบการจัดการภายใน

ภาระภาษีส่วนเพิ่มที่อาจเกิดขึ้น
หากอัตราภาษีที่แท้จริงของนิติบุคคลในกลุ่มในประเทศใดประเทศหนึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด อาจมีภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศที่มีสิทธิจัดเก็บตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับกฎเกณฑ์การจัดสรรสิทธิการจัดเก็บระหว่างประเทศด้วย
📊
ผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับอยู่
กลุ่มที่มีนิติบุคคลในไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องประเมินว่าสิทธิประโยชน์เหล่านั้นส่งผลให้ ETR ต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ และหากใช่ ใครในกลุ่มจะมีหน้าที่จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มส่วนนั้น
📋
หน้าที่รายงานและการยื่นข้อมูลตามกฎหมาย
กฎหมายกำหนดหน้าที่รายงานและยื่นข้อมูลสำหรับกลุ่มที่เข้าข่าย ซึ่งอาจต้องการข้อมูลทางการเงินและภาษีที่มีรายละเอียดเฉพาะและอาจยังไม่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน การเตรียมระบบข้อมูลล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ
🔗
ผลกระทบต่อโครงสร้างกลุ่มและนโยบายภาษีของกลุ่ม
ผลของภาษีส่วนเพิ่มอาจส่งผลต่อการพิจารณาโครงสร้างการดำเนินงานและการลงทุนของกลุ่มในระยะยาว รวมถึงนโยบายการกำหนดราคาโอนและฐานข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินผลกระทบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับข้อมูลราคาโอนของกลุ่มด้วย

การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลและการกำกับดูแล

การปฏิบัติตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มไม่ใช่เพียงการชำระภาษีเพิ่มเติม แต่ยังต้องการระบบข้อมูลและกระบวนการภายในที่รองรับการรวบรวม จัดระบบ และรายงานข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด

📁
ระบบรวบรวมข้อมูลทางการเงินและภาษีของกลุ่ม
ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการคำนวณ ETR ตามกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มอาจอยู่ในหลายระบบหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายบัญชี ฝ่ายภาษี และบริษัทในกลุ่มที่อยู่ในต่างประเทศ การกำหนดกระบวนการรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
🏛
โครงสร้างการกำกับดูแลและความรับผิดชอบภายใน
การกำหนดว่าหน่วยงานใดในกลุ่มหรือในประเทศไทยรับผิดชอบเรื่องภาษีส่วนเพิ่ม รวมถึงบทบาทของฝ่ายการเงิน ฝ่ายภาษี และผู้บริหาร เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล
🔄
การประสานงานกับกลุ่มระดับโลกและบริษัทแม่
หากบริษัทแม่หรือกลุ่มระดับโลกดำเนินการเรื่องภาษีส่วนเพิ่มในภาพรวม นิติบุคคลในไทยต้องเข้าใจว่าข้อมูลชุดใดที่ต้องส่งให้กลุ่ม กำหนดเวลาเป็นอย่างไร และหน้าที่ใดที่ต้องปฏิบัติในประเทศไทยโดยตรง
📆
การวางแผนกำหนดเวลาและการเตรียมการล่วงหน้า
การเตรียมความพร้อมที่ดีต้องเริ่มล่วงหน้าก่อนกำหนดยื่นแบบและชำระภาษี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้อง และแก้ไขประเด็นที่อาจพบระหว่างกระบวนการ

ขอบเขตบริการของสำนักงานด้านภาษีส่วนเพิ่ม

บริการของสำนักงานในด้านนี้มุ่งเน้นการช่วยให้กลุ่มบริษัทเข้าใจสถานะของตนเองและเตรียมพร้อมได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การนำเสนอเทคนิคการหลีกเลี่ยงภาษี

01
การคัดกรองขอบเขตและสถานะเบื้องต้น
ช่วยประเมินเบื้องต้นว่ากลุ่มบริษัทอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากโครงสร้างกลุ่ม รายได้รวม และข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อให้ทราบว่าควรดำเนินการในขั้นถัดไปอย่างไร
02
การประเมินผลกระทบเบื้องต้น
ประเมินภาพรวมของอัตราภาษีที่แท้จริงในระดับประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศใดบ้าง และระดับความเร่งด่วนในการเตรียมการอยู่ที่ระดับใด
03
การจัดระบบข้อมูลและการกำกับดูแล
สนับสนุนการระบุแหล่งข้อมูลที่จำเป็น กำหนดกระบวนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล และจัดโครงสร้างความรับผิดชอบภายในที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของกลุ่ม
04
การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของไทย
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กลุ่มบริษัทเข้าใจหน้าที่และกรอบเวลาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย

กฎหมายและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

บทบัญญัติและกรอบอ้างอิงหลักด้านภาษีส่วนเพิ่ม
การประเมินผลกระทบและการเตรียมความพร้อมด้านภาษีส่วนเพิ่มต้องอ้างอิงฐานกฎหมายของประเทศไทยเป็นหลัก ได้แก่พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มและกฎหมายลำดับรองที่ออกโดยกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร โดยไม่นับ OECD Model Rules หรือ Commentary เป็น "กฎหมายไทย" ถึงแม้จะใช้เป็นแนวทางอ้างอิงในการตีความได้ การวิเคราะห์ต้องเริ่มจากบทบัญญัติในกฎหมายไทยเสมอ
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567
ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567
กฎหมายลำดับรองและเอกสารอ้างอิงที่กรมสรรพากรเผยแพร่เกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม

คำถามเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มตามกฎหมายไทย

ภาษีส่วนเพิ่มตามกฎหมายไทยเริ่มใช้เมื่อใด? +
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ดังนั้นกลุ่มบริษัทที่รอบบัญชีเริ่มต้นตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปอาจมีหน้าที่และภาระภาษีตามพระราชกำหนดนี้เป็นครั้งแรก
กลุ่มบริษัทแบบใดควรเริ่มประเมินผลกระทบ? +
กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีรายได้รวมของกลุ่มถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีนิติบุคคลในกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยหรือประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ควรเริ่มประเมินขอบเขตและผลกระทบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้มีเวลาเตรียมข้อมูลและระบบที่จำเป็นได้ทัน
เกณฑ์รายได้ 750 ล้านยูโรเกี่ยวข้องอย่างไร? +
เอกสารของกรมสรรพากรยืนยันเกณฑ์รายได้รวมของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ 750 ล้านยูโรต่อปี เป็นหนึ่งในเกณฑ์หลักที่ใช้พิจารณาว่ากลุ่มบริษัทอยู่ในขอบเขตของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาขอบเขตอย่างครบถ้วนต้องวิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาจากเกณฑ์รายได้เพียงอย่างเดียว
อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) แตกต่างจากอัตราภาษีทั่วไปอย่างไร? +
อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate — ETR) คืออัตราภาษีที่กลุ่มบริษัทชำระจริงสุทธิเมื่อเทียบกับกำไรก่อนภาษีที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างจากอัตราภาษีตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละประเทศ เนื่องจากต้องพิจารณาผลของสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้น และการปรับปรุงต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ภาษีส่วนเพิ่ม ทั้งนี้หน้านี้ไม่ได้อธิบายสูตรคำนวณโดยละเอียด
หากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอยู่แล้ว ควรเริ่มประเมินผลกระทบหรือไม่? +
ควรเริ่มประเมินผลกระทบ เนื่องจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในประเทศไทย เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (ETR) ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระภาษีส่วนเพิ่มในประเทศอื่นในกลุ่ม การทราบข้อเท็จจริงนี้แต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนและเตรียมข้อมูลได้อย่างเหมาะสม
ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างสำหรับการประเมินเบื้องต้น? +
การประเมินเบื้องต้นต้องการข้อมูลหลักอย่างน้อยในส่วนของโครงสร้างกลุ่มนิติบุคคล รายได้รวมของกลุ่มในรอบบัญชีที่ผ่านมา รายชื่อและประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลในกลุ่ม งบการเงินรวมของกลุ่ม และข้อมูลภาษีเงินได้ที่ชำระจริงในแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถประเมินขอบเขตและระดับความเสี่ยงได้เบื้องต้น
บริษัทในไทยต้องกังวลเรื่องนี้เมื่อใด? +
บริษัทในไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ควรเริ่มพิจารณาทันที โดยเฉพาะหากรอบบัญชีของกลุ่มเริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 และกลุ่มมีรายได้รวมถึงเกณฑ์ที่กำหนด การรอจนถึงกำหนดยื่นแบบและชำระภาษีอาจทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการจัดระบบข้อมูลและกำกับดูแล
ควรเริ่มวางระบบข้อมูลและการกำกับดูแลเมื่อใด? +
ควรเริ่มวางระบบข้อมูลและการกำกับดูแลโดยเร็วที่สุดหลังจากทราบว่ากลุ่มมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม เนื่องจากการรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เวลา และข้อมูลบางส่วนอาจต้องมีกระบวนการภายในที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาในลักษณะที่ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย

ข้อมูลราคาโอนและฐานข้อมูลสำหรับการประเมินผลกระทบ

ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดราคาโอนของกลุ่ม เช่น การจัดสรรกำไรและการวิเคราะห์ธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน อาจมีความเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่ใช้ประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่ม การวางระบบข้อมูลราคาโอนที่ดีจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมพร้อมด้านภาษีส่วนเพิ่มด้วย

ทราบก่อนว่ากลุ่มบริษัทของท่านอยู่ในขอบเขตกฎหมายหรือไม่ — ก่อนที่จะถึงกำหนด
การประเมินผลกระทบภาษีส่วนเพิ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้มีเวลาเตรียมระบบข้อมูล จัดโครงสร้างการกำกับดูแล และรับมือกับหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและทันการณ์