ปรับปรุงล่าสุด
อุทธรณ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นขั้นตอนตามหมวด ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งแบ่งเป็นสามชั้น ชั้นแรก ผู้เสียภาษีที่เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๗๓ ชั้นที่สอง ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นไม่เห็นชอบ ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ชั้นที่สาม ถ้ายังไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วันตามมาตรา ๘๒ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ และ ๓๕๘๙/๒๕๖๗ แสดงว่าคดีประเภทนี้เริ่มที่ศาลภาษีอากรกลาง ขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยุติที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ระหว่างคัดค้านและอุทธรณ์ ภาษียังต้องชำระตามกำหนด เว้นแต่ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้ทุเลาการชำระ บทความนี้วิเคราะห์ตัวบททุกมาตราในหมวด ๑๐ แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และเทียบกับระบบของญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี
สถานะกฎหมาย ณ 5 ตุลาคม 2569: พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ใช้บังคับแล้ว ถ้อยคำมาตรา ๗๓ ถึงมาตรา ๘๒ ที่ยกในบทความนี้คัดจากฉบับปัจจุบันในฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ใช้บังคับแล้ว ฉบับปัจจุบันเช่นกัน
สาระสำคัญ
- หนังสือที่คัดค้านได้ตามมาตรา ๗๓ มีสามประเภท คือ แบบแจ้งการประเมินประจำปีตามมาตรา ๔๔ การแจ้งผลการทบทวนการประเมินตามมาตรา ๕๓ และหนังสือแจ้งเตือนภาษีค้างชำระตามมาตรา ๖๑
- ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาคำร้องคัดค้านให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน ถ้าไม่เสร็จ กฎหมายให้ถือว่าเห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี
- คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยภายใน ๖๐ วัน ขยายได้อีกไม่เกิน ๓๐ วัน และวินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีเกินกว่าที่ประเมินไว้ไม่ได้ ถ้าไม่วินิจฉัยในกำหนด ผู้อุทธรณ์ฟ้องศาลได้ภายใน ๓๐ วันนับแต่พ้นกำหนด
- มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ให้ฟ้องได้ต่อเมื่อได้คัดค้านและอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๙ - ๓๔๒๐/๒๕๕๓ และ ๓๖๑๖/๒๕๕๔ ถือว่าคำร้องที่ลงนามโดยผู้ไม่มีอำนาจเท่ากับไม่ได้ยื่น
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๒/๒๕๔๖ ถือว่ากำหนด ๓๐ วันสำหรับฟ้องคดีภาษีท้องถิ่นไม่ใช่อายุความ จึงไม่สะดุดหยุดลง และศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- การคัดค้านและอุทธรณ์ไม่ทุเลาการชำระภาษี การทุเลาต้องยื่นคำร้องและมีคำสั่ง และทุเลาได้เฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีปีก่อน การไม่ชำระภายในเดือนเมษายนก่อเบี้ยปรับตามมาตรา ๖๘
- เงินภาษีที่ได้คืนตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์มีดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือนนับแต่วันที่ชำระภาษีตามมาตรา ๘๑ วรรคหก การชำระก่อนแล้วโต้แย้งจึงไม่ตัดสิทธิในเงินคืน
สารบัญ
- อุทธรณ์ภาษีที่ดินคืออะไร: โครงสร้างการโต้แย้งสามชั้นตามหมวด ๑๐
- การคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๗๓: กำหนดเวลา ผลของการนิ่งเฉย และการทุเลา
- หนังสือที่คัดค้านได้: การประเมินตามมาตรา ๔๔ การทบทวนตามมาตรา ๕๓ การเรียกเก็บตามมาตรา ๖๑ และการขอคืนตามมาตรา ๕๔
- คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี: องค์ประกอบ อำนาจ และกำหนดเวลาตามมาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๘๑
- การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรตามมาตรา ๘๒ และเงื่อนไขการใช้สิทธิทางอุทธรณ์ก่อนฟ้องตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ
- แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: มาตรา ๔๑ และมาตรา ๘ (๑)
- กฎหมายเปรียบเทียบ: การโต้แย้งการประเมินภาษีทรัพย์สินในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี
- การวิเคราะห์หมวด ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทางนิติเศรษฐศาสตร์และการคลังท้องถิ่น
- ข้อพิจารณาในการเตรียมคำคัดค้านและคำอุทธรณ์ภาษีที่ดินตามมาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๑
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทธรณ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
อุทธรณ์ภาษีที่ดินคืออะไร: โครงสร้างการโต้แย้งสามชั้นตามหมวด ๑๐
อุทธรณ์ภาษีที่ดินคือการโต้แย้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามหมวด ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบด้วยการคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๗๓ การอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี และการฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา ๘๒ แต่ละชั้นมีกำหนดสามสิบวันและต้องผ่านตามลำดับ
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินเอง ผู้เสียภาษีไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการคำนวณภาษีอย่างภาษีเงินได้ มาตรา ๔๔ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งแบบประเมินภาษีให้ผู้เสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ และวรรคสองกำหนดว่าแบบประเมินต้องมีอย่างน้อย "รายการที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ อัตราภาษีและจำนวนภาษีที่ต้องชำระ"1 ผลในทางโครงสร้างคือ ความผิดพลาดของการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นประเภทการใช้ประโยชน์ เนื้อที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่นำมาใช้ หรือสิทธิยกเว้นที่ไม่ได้นำมาหัก เกิดขึ้นฝั่งผู้ประเมินทั้งสิ้น และผู้เสียภาษีมีทางแก้ทางเดียวตามกฎหมาย คือกระบวนการในหมวด ๑๐ ซึ่งมีชื่อว่า "การคัดค้านและการอุทธรณ์การประเมินภาษี"
หมวด ๑๐ วางลำดับไว้สามชั้น ชั้นแรกเป็นการทบทวนภายในองค์กรผู้ประเมินเอง โดยยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่น ชั้นที่สองเป็นการทบทวนโดยองค์กรภายนอกที่มีผู้แทนหลายหน่วยงาน คือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดตามมาตรา ๗๔ หรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๗๕ ชั้นที่สามเป็นการตรวจสอบโดยศาล ซึ่งมาตรา ๘๒ ใช้ถ้อยคำว่า ผู้อุทธรณ์ "มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์"2 คดีลักษณะนี้เป็น "คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร" ตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘3 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ และ ๓๕๘๙/๒๕๖๗ ล้วนเป็นคดีที่ผู้เสียภาษีฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง แล้วขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร456
ความต่างจากการอุทธรณ์ภาษีสรรพากรควรแยกให้ชัด ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งอธิบายไว้ในบทความ ขั้นตอนการโต้แย้งและอุทธรณ์การประเมินภาษีอากร และ อุทธรณ์ภายใน 30 วันตามมาตรา 30 ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีท้องถิ่น ผู้รับคำคัดค้านคือผู้บริหารท้องถิ่น และองค์กรอุทธรณ์อยู่ในระดับจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร หลักทั่วไปของภาษีชนิดนี้ เช่น ฐานภาษี อัตรา และการยกเว้นห้าสิบล้านบาท อยู่ในบทความหลัก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: อัตรา ฐานภาษี ข้อยกเว้น
การคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๗๓: กำหนดเวลา ผลของการนิ่งเฉย และการทุเลา
มาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้ผู้เสียภาษียื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้ง ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาให้เสร็จภายในหกสิบวัน มิฉะนั้นให้ถือว่าเห็นชอบกับคำร้อง ถ้าไม่เห็นชอบ ผู้เสียภาษีอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวัน และการคัดค้านไม่ทุเลาการชำระภาษี
ตัวบทมาตรา ๗๓ ทั้งมาตรา ซึ่งเป็นแกนของบทความนี้ บัญญัติว่า7
"ผู้เสียภาษีผู้ใดได้รับแจ้งการประเมินภาษีตามมาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๕๓ หรือการเรียกเก็บภาษีตามมาตรา ๖๑ แล้วเห็นว่า การประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีนั้นไม่ถูกต้อง ให้มีสิทธิคัดค้านและขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาทบทวนการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีได้ โดยให้ยื่นคำร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษี แล้วแต่กรณี
ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาคำร้องของผู้เสียภาษีตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องดังกล่าว และแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้เสียภาษีโดยไม่ชักช้า กรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาคำร้องของผู้เสียภาษีไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี
ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี ให้แจ้งจำนวนภาษีที่จะต้องเสียเป็นหนังสือไปยังผู้เสียภาษี และให้ผู้เสียภาษีมารับชำระภาษีคืนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว
ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาไม่เห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี ให้ผู้เสียภาษีนั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง และให้ผู้บริหารท้องถิ่นส่งคำอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ดังกล่าว
การคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการชำระภาษี เว้นแต่ผู้เสียภาษีจะได้ยื่นคำร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นขอให้ทุเลาการชำระภาษีไว้ก่อน และผู้บริหารท้องถิ่นมีคำสั่งให้ทุเลาการชำระภาษีแล้ว ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีคำสั่งให้ทุเลาการชำระภาษีเฉพาะส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนภาษีที่ต้องเสียในปีก่อนและจะสั่งให้วางประกันตามที่เห็นสมควรก็ได้
ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นได้สั่งให้ทุเลาการชำระภาษีตามวรรคห้าไว้แล้ว ถ้าต่อมาปรากฏว่าผู้เสียภาษีได้กระทำการใด ๆ เพื่อประวิงการชำระภาษี หรือจะกระทำการโอน ขาย จำหน่าย หรือยักย้ายทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อให้พ้นอำนาจการยึดหรืออายัด ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งให้ทุเลาการชำระภาษีนั้นได้"
ข้อพิจารณาแรกคือจุดเริ่มนับกำหนดเวลา มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่งเริ่มนับจาก "วันที่ได้รับแจ้ง" ไม่ใช่วันที่ลงในแบบประเมิน ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ผู้เสียภาษีได้รับวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และยื่นคำร้องคัดค้านวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ข้อเท็จจริงเรื่องวันรับจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลบันทึกไว้ในคำพิพากษา หลักฐานการรับหนังสือ เช่น ใบตอบรับทางไปรษณีย์หรือลายมือชื่อรับ จึงเป็นเอกสารที่ควรเก็บตั้งแต่วันแรก เพราะเป็นตัวกำหนดว่าคำคัดค้านทันกำหนดหรือไม่
ข้อพิจารณาที่สองคือผลของการนิ่งเฉยของฝ่ายปกครอง มาตรา ๗๓ วรรคสองเลือกใช้ข้อสันนิษฐานในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี คือถ้าผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาไม่เสร็จภายในหกสิบวัน ให้ถือว่าเห็นชอบกับคำร้อง การออกแบบเช่นนี้ต่างจากกฎหมายจำนวนมากที่ให้ความเงียบของฝ่ายปกครองเท่ากับการปฏิเสธ ผลในทางปฏิบัติคือผู้เสียภาษีควรบันทึกวันที่ยื่นคำร้องและวันครบหกสิบวันไว้ เพราะเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ฐานะของผู้เสียภาษีเปลี่ยนจากผู้ร้องขอเป็นผู้ที่กฎหมายถือว่าได้รับความเห็นชอบแล้ว และวรรคสามให้ผู้บริหารท้องถิ่นแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อให้ผู้เสียภาษีมารับเงินคืนภายในสิบห้าวัน
ข้อพิจารณาที่สามคือการทุเลาการชำระ มาตรา ๗๓ วรรคห้าตั้งหลักว่าการคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่ทุเลาการชำระภาษี และยกเว้นไว้แคบสองชั้น ชั้นแรก ต้องมีทั้งคำร้องขอทุเลาและคำสั่งของผู้บริหารท้องถิ่น ชั้นที่สอง แม้มีคำสั่งแล้วก็ทุเลาได้ "เฉพาะส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนภาษีที่ต้องเสียในปีก่อน" และอาจสั่งให้วางประกัน ส่วนภาษีเท่ากับปีก่อนยังต้องชำระตามมาตรา ๔๖ ซึ่งกำหนดให้ "ชำระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี"8 การยื่นคำร้องคัดค้านโดยไม่ชำระและไม่ได้รับคำสั่งทุเลา จึงทำให้ภาษีส่วนนั้นเป็นภาษีค้างชำระตามหมวด ๘ และมีเบี้ยปรับตามมาตรา ๖๘ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้เสียภาษีมิได้ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเบี้ยปรับร้อยละสี่สิบของจำนวนภาษีค้างชำระ" เว้นแต่ชำระก่อนได้รับหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา ๖๑ ให้เสียร้อยละสิบ9
หนังสือที่คัดค้านได้: การประเมินตามมาตรา ๔๔ การทบทวนตามมาตรา ๕๓ การเรียกเก็บตามมาตรา ๖๑ และการขอคืนตามมาตรา ๕๔
มาตรา ๗๓ เปิดทางคัดค้านเฉพาะหนังสือสามประเภท คือ แบบแจ้งการประเมินประจำปีตามมาตรา ๔๔ การแจ้งการประเมินที่ทบทวนตามมาตรา ๕๓ และหนังสือแจ้งเตือนภาษีค้างชำระตามมาตรา ๖๑ ส่วนการขอเงินภาษีที่ชำระเกินคืนเป็นอีกช่องทางหนึ่งตามมาตรา ๕๔ ซึ่งยื่นได้ภายในสามปีนับแต่วันที่ชำระภาษี
หนังสือประเภทแรกคือแบบแจ้งการประเมินประจำปีตามมาตรา ๔๔ ซึ่งเป็นกรณีส่วนใหญ่ หนังสือประเภทที่สองเกิดจากมาตรา ๕๓ ซึ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ "พบว่ามีการประเมินภาษีผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วน" มีอำนาจทบทวนการประเมิน และวรรคสองจำกัดอำนาจนี้ไว้ว่า "จะกระทำมิได้ เมื่อพ้นสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาการชำระภาษี"10 ถ้าการทบทวนทำให้ต้องชำระเพิ่ม วรรคสามให้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งโดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม การแจ้งตามมาตรา ๕๓ จึงเป็นการประเมินใหม่ที่ผู้เสียภาษีคัดค้านได้อีกรอบหนึ่ง และข้อโต้แย้งแรกที่ควรตรวจคือการทบทวนนั้นทำภายในสามปีหรือไม่
หนังสือประเภทที่สามคือหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา ๖๑ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่ง "ภายในเดือนพฤษภาคมของปี เพื่อให้มาชำระภาษีค้างชำระพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม"11 การที่มาตรา ๗๓ ระบุ "การเรียกเก็บภาษีตามมาตรา ๖๑" ไว้ด้วย มีผลว่าผู้เสียภาษีโต้แย้งความถูกต้องของจำนวนภาษีค้าง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่เรียกเก็บได้ในขั้นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำหนดสามสิบวันสำหรับคัดค้านการประเมินเดิมเริ่มนับใหม่ ข้อโต้แย้งที่ยกขึ้นในชั้นนี้จึงควรผูกกับการเรียกเก็บตามหนังสือฉบับนั้นเอง
ช่องทางที่ต้องแยกออกจากการคัดค้านคือการขอคืนเงินภาษีตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ผู้ที่ "เสียภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียภาษีเกินกว่าจำนวนที่ต้องเสียไม่ว่าโดยความผิดพลาดของตนเองหรือจากการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" มีสิทธิได้รับเงินคืน วรรคสองให้ยื่นคำร้อง "ภายในสามปีนับแต่วันที่ชำระภาษี" และวรรคสามให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาภายในเก้าสิบวัน12 วรรคสี่กำหนดดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือนเฉพาะกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินผิดพลาด โดยนับ "แต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน" ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ ศาลภาษีอากรกลางเคยพิพากษาให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือน "นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน" ก่อนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษากลับและศาลฎีกาพิพากษายืน ข้อพิจารณาเชิงโครงสร้างคือ มาตรา ๕๔ เหมาะกับความผิดพลาดที่ไม่ได้โต้แย้งทันกำหนดของมาตรา ๗๓ แต่ไม่ใช่ทางลัดสำหรับประเด็นที่ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะกรรมการวินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องเดินตามมาตรา ๘๒
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี: องค์ประกอบ อำนาจ และกำหนดเวลาตามมาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๘๑
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดตามมาตรา ๗๔ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ส่วนกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๗๕ มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มาตรา ๘๑ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยภายในหกสิบวัน ขยายได้ไม่เกินสามสิบวัน สั่งเพิกถอน แก้ไข ลด ยกเว้น หรือคืนภาษีได้ แต่วินิจฉัยให้เรียกเก็บเกินกว่าที่ประเมินไม่ได้
องค์ประกอบของคณะกรรมการสะท้อนว่ากฎหมายต้องการให้การทบทวนชั้นที่สองมีความรู้หลายด้าน มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่งกำหนดคณะกรรมการระดับจังหวัดให้มี "ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ธนารักษ์พื้นที่ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สรรพากรพื้นที่" ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่นไม่เกินสองคน และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสองคน13 ส่วนมาตรา ๗๕ กำหนดคณะกรรมการกรุงเทพมหานครให้มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และมีอธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมสรรพากร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และปลัดกรุงเทพมหานครเป็นกรรมการ14 หน่วยงานเหล่านี้คือเจ้าของข้อมูลที่ภาษีนี้พึ่งพา ได้แก่ ทะเบียนที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์ และผังเมือง
มาตรา ๗๙ ห้ามกรรมการ "ผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องใด" เข้าร่วมพิจารณาหรือลงมติในเรื่องนั้น15 ข้อนี้มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับกรรมการที่เป็นผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น เพราะผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้ที่ไม่เห็นชอบกับคำคัดค้านในชั้นแรก มาตรา ๘๐ ให้อำนาจคณะกรรมการเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร โดยให้เวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และวรรคสองบัญญัติว่าผู้อุทธรณ์ที่ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร "คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีจะยกอุทธรณ์นั้นเสียก็ได้"16 หนังสือเรียกของคณะกรรมการจึงเป็นเอกสารที่ต้องตอบภายในกำหนดเช่นเดียวกับคำคัดค้าน
มาตรา ๘๑ ซึ่งกำหนดอำนาจและกำหนดเวลาของคณะกรรมการ บัญญัติไว้ทั้งมาตราว่า17
"คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี มีอำนาจสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้ผู้อุทธรณ์ได้รับการลดหรือยกเว้นภาษีหรือได้คืนภาษี
ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำอุทธรณ์จากผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๗๓ วรรคสี่ และต้องแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ ทั้งนี้ จะวินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีเกินกว่าจำนวนภาษีที่ทำการประเมินไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการประเมินภาษีใหม่
ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี อาจขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาตามวรรคสอง และให้มีหนังสือแจ้งระยะเวลาที่ขยายออกไปพร้อมกับวันครบกำหนดระยะเวลาให้ผู้อุทธรณ์ทราบด้วย
ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคสองหรือวรรคสาม ให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้โดยไม่ต้องรอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี แต่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี มีคำวินิจฉัยให้คืนเงินแก่ผู้อุทธรณ์ ให้แจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อให้มีคำสั่งคืนเงินและแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้มีคำสั่งคืนเงิน
ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี สั่งผู้บริหารท้องถิ่นให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินที่ได้รับคืน โดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ชำระภาษีถึงวันที่มีคำวินิจฉัยให้คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ได้รับคืน
ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่มารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ให้เงินนั้นตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น"
มาตรา ๘๑ มีถ้อยคำที่เป็นจุดชี้ขาดสามแห่ง แห่งแรกคือข้อห้ามวินิจฉัยให้เรียกเก็บเกินกว่าที่ประเมิน หลักนี้ตรงกับหลักห้ามเปลี่ยนแปลงคำสั่งในทางที่เป็นโทษแก่ผู้อุทธรณ์ (prohibition of reformatio in peius หมายถึงการห้ามแก้คำสั่งให้ผู้อุทธรณ์เสียเปรียบกว่าเดิม) ผลคือการอุทธรณ์ไม่ทำให้ภาระภาษีที่ประเมินไว้สูงขึ้นจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอง เว้นแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินใหม่ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบสามปีของมาตรา ๕๓ แห่งที่สองคือวรรคสี่ ซึ่งเปิดให้ผู้อุทธรณ์ฟ้องศาลได้เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยไม่เสร็จในกำหนด แต่กำหนดฟ้องเริ่มนับทันทีที่ "พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว" ผู้อุทธรณ์จึงต้องคำนวณวันครบหกสิบวัน หรือเก้าสิบวันเมื่อมีหนังสือแจ้งขยาย ไว้ล่วงหน้า แห่งที่สามคือดอกเบี้ยตามวรรคหก ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ชำระภาษี ต่างจากดอกเบี้ยตามมาตรา ๕๔ วรรคสี่ที่นับตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืน
การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรตามมาตรา ๘๒ และเงื่อนไขการใช้สิทธิทางอุทธรณ์ก่อนฟ้องตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ
มาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ฟ้องศาลภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ให้ฟ้องได้ต่อเมื่อคัดค้านและอุทธรณ์ครบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา ศาลฎีกาถือว่าคำร้องที่ลงนามโดยผู้ไม่มีอำนาจเท่ากับไม่ได้ยื่น
เงื่อนไขการฟ้องคดีภาษีอากรอยู่ในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งบัญญัติว่า "คดีตามมาตรา ๗ (๑) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว"18 มาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือ "หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา" ที่มาตรา ๘ อ้างถึง ส่วนมาตรา ๘๑ วรรคสี่เป็นบทเฉพาะที่ยอมให้ฟ้องได้โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยไม่ทันกำหนด
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับมาตรา ๘ ที่วางไว้ในคดีภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายเดิม ใช้เป็นข้อพิจารณาสำคัญได้ เพราะโครงสร้างคัดค้าน คำชี้ขาด และฟ้องภายในสามสิบวันมีลักษณะเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๙ - ๓๔๒๐/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่ผู้ไม่ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรลงนามแทนบริษัท และบริษัทไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ "กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8"19 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๖๑๖/๒๕๕๔ วางหลักต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า การที่เทศบาลรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยแล้ว ไม่ใช่การรับรองว่าผู้ลงนามมีอำนาจกระทำการแทน เทศบาลจึงยกเรื่องอำนาจของผู้ลงนามขึ้นต่อสู้ในศาลภายหลังได้20 สำหรับนิติบุคคล อำนาจของผู้ลงนามในคำร้องคัดค้านและคำอุทธรณ์ภาษีที่ดินจึงต้องตรวจกับหนังสือรับรองนิติบุคคลและหนังสือมอบอำนาจตั้งแต่ชั้นแรก ไม่ใช่ตรวจเมื่อจะฟ้องคดี
กำหนดเวลาฟ้องสามสิบวันมีลักษณะเคร่งครัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๒/๒๕๔๖ วินิจฉัยว่ากำหนดฟ้องสามสิบวันตามกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน "เป็นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประเมินฟ้องต่อศาลและศาลในกรณีนี้คือศาลภาษีอากรกลาง กำหนดระยะเวลาดังกล่าวมิใช่อายุความฟ้องร้อง" จึงนำบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้ไม่ได้ แม้ผู้เสียภาษีจะไปร้องทุกข์ต่อหน่วยงานอื่นและเรื่องถูกโอนไปศาลปกครองซึ่งวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจ ผู้เสียภาษีก็ไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลฎีกายกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย21 ส่วนมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ให้ศาลภาษีอากรย่นหรือขยาย "ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ศาลภาษีอากรกำหนด"22 ถ้อยคำของมาตรา ๑๙ ผูกไว้กับระยะเวลาในกฎหมายจัดตั้งศาลและระยะเวลาที่ศาลกำหนด กำหนดฟ้องสามสิบวันตามมาตรา ๘๒ ซึ่งมาจากกฎหมายภาษีที่ดินเอง จึงไม่ควรวางแผนโดยหวังพึ่งการขยายระยะเวลา
ผลของการไม่โต้แย้งทันกำหนดยังไปถึงคดีที่ผู้เสียภาษีตกเป็นจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๗๕/๒๕๔๓ วินิจฉัยว่าผู้รับประเมินที่ไม่ได้โต้แย้งคำชี้ขาดภายในกำหนด "ไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลยอย่างไรก็ตาม" แต่ในคดีเดียวกันศาลยังวางหลักว่าเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องเรียกภาษี ภาระการพิสูจน์ว่าการประเมินถูกต้องตกแก่ผู้ฟ้อง และเมื่อพนักงานนำห้องพัก ๑๒๔ ห้องมาคำนวณทั้งที่โรงแรมมีห้องพักจริง ๑๑๙ ห้อง การคำนวณส่วนที่เกินไม่ชอบด้วยกฎหมาย23 คำพิพากษานี้แสดงว่าศาลแยกการโต้แย้งดุลพินิจในการประเมินซึ่งปิดไปแล้ว ออกจากข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ผู้เรียกเก็บต้องพิสูจน์ แต่การพึ่งช่องทางนี้เป็นทางเลือกที่แคบกว่าการคัดค้านภายในกำหนดมาก
ลำดับศาลในทางปฏิบัติปรากฏจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสามเรื่องที่วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คดีเริ่มที่ศาลภาษีอากรกลาง คู่ความอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ ผู้เสียภาษีฟ้องทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคำพิพากษาบันทึกว่า "ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2" ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนคำขอท้ายฟ้องในทั้งสามคดีขอให้เพิกถอนการประเมินหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการและให้คืนเงินภาษี การกำหนดตัวจำเลยและคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นงานที่ต้องวางตั้งแต่ร่างคำฟ้อง
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: มาตรา ๔๑ และมาตรา ๘ (๑)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ และ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ วินิจฉัยสิทธิยกเว้นห้าสิบล้านบาทตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๘๙/๒๕๖๗ วินิจฉัยการยกเว้นทรัพย์สินของรัฐตามมาตรา ๘ (๑) ทั้งสามเรื่องผ่านการคัดค้าน อุทธรณ์ และฟ้องศาลภาษีอากรกลางตามลำดับของหมวด ๑๐
ประเด็นที่ผู้เสียภาษีนำขึ้นสู่ศาลฎีกามากที่สุดในระยะแรกของกฎหมายนี้คือการยกเว้นตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งยกเว้นมูลค่าฐานภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาทให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ "เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ ๑ มกราคมของปีภาษีนั้น"24 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ วินิจฉัยว่าบทยกเว้นนี้ "ต้องตีความอย่างเคร่งครัด" และ "การใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรม" คู่สมรสที่มีชื่อในทะเบียนบ้านแต่ไม่มีชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดจึงไม่ทำให้เจ้าของที่มีชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์ได้รับยกเว้น แม้ห้องชุดนั้นเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ วินิจฉัยประเด็นที่อยู่อีกด้านหนึ่งของมาตรา ๔๑ เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมสองคนในห้องชุดเพนต์เฮาส์อ้างมาตรา ๑๓๖๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อขอให้แยกราคาประเมินตามส่วนของแต่ละคน และให้แต่ละคนได้รับยกเว้นห้าสิบล้านบาท ศาลวินิจฉัยว่าการยกเว้น "มิได้พิจารณาจากสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินหรือจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่พิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ" เมื่อห้องชุดไม่อาจแบ่งแยกได้ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด จึงอ้างมาตรา ๑๓๖๖ มาใช้กับการคำนวณภาษีไม่ได้ ลำดับคดีในเรื่องนี้แสดงขั้นตอนของหมวด ๑๐ ครบทุกชั้น คือ คัดค้านต่อผู้อำนวยการเขตซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร ฟ้องศาลภาษีอากรกลาง แล้วขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๘๙/๒๕๖๗ เป็นคดีที่ผู้เสียภาษีชนะในศาลฎีกา รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ ถูกประเมินภาษีสำหรับคลองประปาในจังหวัดนครปฐม มาตรา ๘ (๑) ยกเว้น "ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐหรือในกิจการสาธารณะ" โดยมีเงื่อนไขว่า "มิได้ใช้หาผลประโยชน์"25 ศาลวินิจฉัยว่าการเก็บเงินจากประชาชน "ไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์ … เสมอไป" แต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทกิจการ วัตถุประสงค์ และลักษณะการใช้ทรัพย์สิน แล้วพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่าง ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม และให้คืนเงินภาษี ๘๓๙.๓๖ บาท จำนวนเงินในคดีนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุนการดำเนินคดีสามชั้นศาล คดีนี้จึงแสดงว่าคุณค่าของคดีภาษีท้องถิ่นอาจอยู่ที่หลักการสำหรับปีภาษีต่อ ๆ ไป มากกว่าจำนวนเงินของปีที่พิพาท
ข้อพิจารณาร่วมของทั้งสามคดีคือศาลอ่านบทยกเว้นจากถ้อยคำและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ไม่ใช่จากความเป็นธรรมเฉพาะราย ในคดีมาตรา ๔๑ ศาลให้น้ำหนักกับความแน่นอนของทะเบียน ส่วนในคดีมาตรา ๘ (๑) ศาลให้น้ำหนักกับลักษณะของกิจการสาธารณะมากกว่าการมีรายได้ ผู้ที่จะคัดค้านการประเมินจึงควรวางข้อโต้แย้งตั้งแต่ชั้นผู้บริหารท้องถิ่นให้ตรงกับถ้อยคำในตัวบทและข้อเท็จจริงทางทะเบียน เพราะข้อเท็จจริงที่ไม่ได้นำเสนอในชั้นคัดค้านและอุทธรณ์ อาจถูกโต้แย้งเมื่อยกขึ้นใหม่ในชั้นศาล
กฎหมายเปรียบเทียบ: การโต้แย้งการประเมินภาษีทรัพย์สินในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี
ญี่ปุ่นให้โต้แย้งราคาประเมินภาษีทรัพย์สินถาวรต่อคณะกรรมการตรวจสอบการประเมินภายในสามเดือนตามมาตรา ๔๓๒ แห่งกฎหมายภาษีท้องถิ่น สหราชอาณาจักรใช้ศาลชำนัญพิเศษด้านการประเมินค่า และเยอรมนีให้คัดค้านภายในหนึ่งเดือนตามประมวลภาษีอากร ทั้งสามระบบบังคับให้โต้แย้งผ่านช่องทางเฉพาะก่อนฟ้องศาลเช่นเดียวกับมาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๒ ของไทย
ญี่ปุ่น ภาษีทรัพย์สินถาวร (固定資産税 โคเตชิซังเซ) เก็บโดยเทศบาล และกฎหมายภาษีท้องถิ่น (地方税法) มาตรา ๔๓๒ วรรคหนึ่ง ให้ผู้เสียภาษีที่ไม่เห็นด้วยกับราคาที่บันทึกในทะเบียนภาษีทรัพย์สินถาวร ยื่นคำขอตรวจสอบเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจสอบการประเมินทรัพย์สินถาวร (固定資産評価審査委員会) ได้ตั้งแต่วันประกาศทะเบียนจนถึงวันครบสามเดือนนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระภาษี26 มาตรา ๔๓๔ ให้ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ และวรรคสองบัญญัติว่าผู้เสียภาษีจะโต้แย้งเรื่องที่ยื่นต่อคณะกรรมการได้ "โดยช่องทางนี้เท่านั้น"27 ศาลฎีกาญี่ปุ่น แผนกที่หนึ่ง ในคำพิพากษาวันที่ ๘ กันยายน ค.ศ. ๒๐๒๒ (令和4年9月8日 คดีหมายเลข 令和3(行ヒ)283) วินิจฉัยว่าศาลล่างผิดที่ถือว่ากรรมการตรวจสอบการประเมินซึ่งยกคำขอตรวจสอบราคาที่ดินสนามกอล์ฟโดยตีความหลักเกณฑ์การประเมินผิด ไม่ได้ฝ่าฝืนหน้าที่ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายความรับผิดของรัฐในการชดใช้ค่าเสียหาย (国家賠償法) มาตรา ๑ วรรคหนึ่ง28 คำพิพากษานี้แสดงว่าในระบบญี่ปุ่น คุณภาพการวินิจฉัยของคณะกรรมการชั้นอุทธรณ์ถูกตรวจสอบได้ทั้งโดยการเพิกถอนคำวินิจฉัยและโดยความรับผิดทางละเมิดของรัฐ
สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ภาษีทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจ (non-domestic rates หรือภาษีโรงเรือนประเภทไม่ใช่ที่อยู่อาศัย) ประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินค่า (Valuation Officer) และข้อพิพาทผ่านศาลชำนัญพิเศษด้านการประเมินค่า (Valuation Tribunal for England) และศาลชำนัญพิเศษชั้นสูงแผนกที่ดิน (Upper Tribunal, Lands Chamber) ก่อนขึ้นศาลอุทธรณ์และศาลสูงสุด คดี Woolway (Valuation Officer) v Mazars LLP [2015] UKSC 53 เดินตามลำดับนี้ครบ ศาลสูงสุดวางหลักว่าภาษีนี้เป็นภาษีจากทรัพย์สิน ไม่ใช่จากบุคคล และหน่วยของการประเมิน (hereditament หรือหน่วยทรัพย์สินที่ประเมินแยก) ต้องกำหนดด้วยเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก สำนักงานสองชั้นที่ผู้เช่ารายเดียวใช้แต่ไม่ต่อเนื่องกันจึงเป็นหน่วยประเมินแยกกันสองหน่วย29 เหตุผลของศาลอังกฤษที่ให้ "ตัวทรัพย์" เป็นหน่วยของการประเมิน สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ ซึ่งพิจารณาการยกเว้น "จากตัวทรัพย์เป็นสำคัญ" ไม่ใช่จากจำนวนผู้ถือกรรมสิทธิ์
เยอรมนี ภาษีที่ดิน (Grundsteuer) อยู่ภายใต้ประมวลภาษีอากร (Abgabenordnung) ซึ่งมาตรา ๓๕๕ วรรคหนึ่งให้ยื่นคำคัดค้าน (Einspruch) "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่การแจ้งคำสั่งทางปกครอง" และมาตรา ๓๕๑ วรรคสองกำหนดว่าเรื่องที่วินิจฉัยไว้ในคำสั่งพื้นฐาน (Grundlagenbescheid) โต้แย้งได้โดยการคัดค้านคำสั่งพื้นฐานนั้นเท่านั้น ไม่ใช่โดยคัดค้านคำสั่งที่ออกตามมา30 ในภาษีที่ดิน มูลค่าทรัพย์สินกำหนดในคำสั่งแยกจากคำสั่งเรียกเก็บภาษีของเทศบาล ผู้เสียภาษีที่ไม่โต้แย้งคำสั่งกำหนดมูลค่าทันกำหนดจึงยกเรื่องมูลค่าขึ้นในชั้นภาษีของเทศบาลไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ (Bundesverfassungsgericht) คำพิพากษาวันที่ ๑๐ เมษายน ค.ศ. ๒๐๑๘ (1 BvL 11/14) วินิจฉัยว่ากฎเกณฑ์ประเมินค่าที่ยังอิงราคาฐานจากปี ค.ศ. ๑๙๖๔ ก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม และขัดกับหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมายพื้นฐาน ให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายใหม่ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๙ และใช้กฎเกณฑ์เดิมได้ไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๒๔31
ข้อสรุปสำหรับผู้อ่านไทยมีสามประการ ประการที่หนึ่ง ทั้งสามระบบบังคับให้ผู้เสียภาษีโต้แย้งผ่านช่องทางเฉพาะภายในกำหนดเวลาสั้นก่อนฟ้องศาล เช่นเดียวกับมาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๒ ประกอบมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ของไทย กำหนดสามสิบวันของไทยสั้นกว่าสามเดือนของญี่ปุ่น และใกล้กับหนึ่งเดือนของเยอรมนี ประการที่สอง ระบบญี่ปุ่นและเยอรมนีแยกการโต้แย้ง "มูลค่า" ออกจากการโต้แย้ง "ภาษี" อย่างชัดเจน ส่วนมาตรา ๔๔ วรรคสองของไทยรวมราคาประเมินทุนทรัพย์ อัตรา และจำนวนภาษีไว้ในแบบประเมินฉบับเดียว คำคัดค้านตามมาตรา ๗๓ จึงควรระบุให้ชัดว่าโต้แย้งรายการใดในแบบประเมิน ประการที่สาม คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีแสดงว่าข้อพิพาทเรื่องการประเมินอาจขยายไปถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเกณฑ์ประเมินทั้งระบบ แต่ช่องทางเช่นนั้นเริ่มจากคดีของผู้เสียภาษีที่ได้โต้แย้งการประเมินของตนทันกำหนดเสมอ
การวิเคราะห์หมวด ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทางนิติเศรษฐศาสตร์และการคลังท้องถิ่น
ทางนิติเศรษฐศาสตร์ ระบบอุทธรณ์ช่วยแก้การประเมินที่ผิดโดยใช้ข้อมูลที่ผู้เสียภาษีมีอยู่แล้วด้วยต้นทุนต่ำ มาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างวางแรงจูงใจไว้สามชั้น คือ ข้อสันนิษฐานว่าเห็นชอบเมื่อฝ่ายปกครองนิ่งเฉย ข้อห้ามวินิจฉัยให้เสียภาษีมากขึ้น และดอกเบี้ยเงินคืนร้อยละหนึ่งต่อเดือน
Steven Shavell อธิบายในบทความ "The Appeals Process as a Means of Error Correction" (กระบวนการอุทธรณ์ในฐานะเครื่องมือแก้ความผิดพลาด) ว่าระบบอุทธรณ์ทำให้สังคมใช้ข้อมูลที่คู่กรณีมีอยู่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ผิด เพื่อลดความผิดพลาดด้วยต้นทุนต่ำ เพราะองค์กรชั้นอุทธรณ์ต้องทำงานเฉพาะในคดีส่วนน้อยที่คู่กรณีเลือกโต้แย้ง และวิธีนี้อาจดีกว่าการเพิ่มคุณภาพของการวินิจฉัยชั้นแรกทุกเรื่อง32 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นกรณีที่หลักนี้ใช้ได้ชัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินแปลงที่ดินจำนวนมากพร้อมกันทุกปีจากข้อมูลทะเบียน ขณะที่ข้อเท็จจริงซึ่งเปลี่ยนผลการประเมิน เช่น การใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง การทำเกษตรกรรมจริง หรือชื่อในทะเบียนบ้านในวันที่ ๑ มกราคม อยู่ในความรู้ของผู้เสียภาษี ความไม่สมมาตรของข้อมูล (information asymmetry หมายถึงสภาพที่ฝ่ายหนึ่งรู้ข้อเท็จจริงมากกว่าอีกฝ่าย) จึงเอียงไปทางผู้เสียภาษี และมาตรา ๗๓ เปิดทางให้ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบด้วยต้นทุนต่ำที่สุด คือคำร้องต่อผู้ประเมินเอง
การออกแบบมาตรา ๗๓ วรรคสอง ซึ่งให้ถือว่าเห็นชอบเมื่อผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาไม่เสร็จภายในหกสิบวัน เป็นการโยนต้นทุนของความล่าช้าไปที่ฝ่ายซึ่งควบคุมความล่าช้านั้นได้ ถ้ากฎหมายให้ความเงียบเท่ากับการปฏิเสธ ฝ่ายปกครองจะได้ประโยชน์จากการไม่พิจารณา และผู้เสียภาษีต้องเดินไปสู่ชั้นอุทธรณ์ที่มีต้นทุนสูงกว่า มาตรา ๘๑ วรรคสองซึ่งห้ามวินิจฉัยให้เรียกเก็บเกินกว่าที่ประเมิน ลดความเสี่ยงของการอุทธรณ์ ทำให้ผู้เสียภาษีที่มีข้อโต้แย้งจริงไม่ถูกยับยั้งด้วยความกลัวว่าภาระจะเพิ่ม ส่วนดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือนนับแต่วันชำระตามมาตรา ๘๑ วรรคหก ทำให้การ "ชำระก่อนแล้วโต้แย้ง" ไม่เป็นการเสียประโยชน์ทางการเงินของผู้ที่ชนะในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๗๓ วรรคห้าที่ไม่ให้การคัดค้านทุเลาการชำระ หากไม่มีดอกเบี้ยชดเชย หลักไม่ทุเลาการชำระจะกลายเป็นต้นทุนที่ผู้เสียภาษีที่ถูกต้องต้องรับไว้เอง
ในทางการคลังสาธารณะ John Norregaard แห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สรุปว่าภาษีทรัพย์สินถูกมองว่าน่าจะเป็นภาษีที่ไม่เป็นที่นิยมที่สุดในบรรดาเครื่องมือภาษี ส่วนหนึ่งเพราะผู้เสียภาษีเห็นภาระได้ชัดและหลีกเลี่ยงยาก และชี้ว่าราคาประเมินมักตามไม่ทันราคาตลาด ในบางกรณีเพราะการบริหารที่ไม่มีคุณภาพ33 ข้อสังเกตนี้เชื่อมกับหน้าที่ของหมวด ๑๐ โดยตรง ภาษีที่ประชาชนเห็นภาระชัดและเกิดซ้ำทุกปีต้องพึ่งความเชื่อถือของผู้เสียภาษีต่อความถูกต้องของการประเมิน ช่องทางคัดค้านที่ใช้ได้จริงจึงเป็นทั้งเครื่องมือแก้ความผิดพลาดรายแปลงและเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของภาษีทั้งระบบ ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีในปี ค.ศ. ๒๐๑๘ ซึ่งถือว่าการไม่ปรับราคาฐานเป็นเวลานานก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียม เป็นตัวอย่างของต้นทุนที่เกิดเมื่อการประเมินห่างจากความเป็นจริงจนผู้เสียภาษีจำนวนมากโต้แย้งพร้อมกัน
ข้อจำกัดของการออกแบบไทยอยู่ที่กำหนดเวลาสั้นและผลทางกฎหมายที่เคร่งครัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๒/๒๕๔๖ และ ๕๘๗๕/๒๕๔๓ แสดงว่าการพลาดกำหนดปิดทางโต้แย้งการประเมินแทบทั้งหมด ในทางเศรษฐศาสตร์ กำหนดเวลาสั้นลดต้นทุนความไม่แน่นอนของรายได้ท้องถิ่น แต่เพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance cost หมายถึงต้นทุนที่ผู้เสียภาษีต้องใช้เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย) ของผู้เสียภาษีที่มีทรัพย์สินหลายแปลงในหลายท้องถิ่น ซึ่งได้รับแบบประเมินพร้อมกันในเดือนเดียว ผลในทางปฏิบัติสำหรับเจ้าของทรัพย์สินหลายแปลงคือ ต้องมีระบบตรวจแบบประเมินทุกฉบับภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับ ไม่ใช่รอตรวจเมื่อครบกำหนดชำระในเดือนเมษายน
ข้อพิจารณาในการเตรียมคำคัดค้านและคำอุทธรณ์ภาษีที่ดินตามมาตรา ๗๓ และมาตรา ๘๑
การเตรียมคำคัดค้านตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างควรเริ่มจากการตรวจรายการในแบบประเมินตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง ตรวจอำนาจผู้ลงนามตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๙ - ๓๔๒๐/๒๕๕๓ คำนวณวันครบกำหนดทุกชั้น และตัดสินเรื่องการชำระหรือการขอทุเลาก่อนสิ้นเดือนเมษายน
ขั้นแรกคือการตรวจแบบประเมินกับข้อเท็จจริงทางทะเบียนและการใช้ประโยชน์จริง รายการตามมาตรา ๔๔ วรรคสองคือจุดตรวจหลัก ได้แก่ รายการที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ อัตราภาษี และจำนวนภาษี ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เช่น ชื่อในหนังสือกรรมสิทธิ์และทะเบียนบ้านในวันที่ ๑ มกราคมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ หรือหน่วยของการยกเว้นในห้องชุดกรรมสิทธิ์รวมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ ควรใช้เป็นตัวกรองว่าข้อโต้แย้งใดมีฐานทางกฎหมายเพียงพอ ข้อโต้แย้งที่ขัดกับแนวคำพิพากษาที่วางไว้แล้วมีต้นทุนสูงและโอกาสต่ำ
ขั้นที่สองคือการตรวจอำนาจผู้ยื่น สำหรับบุคคลธรรมดาที่ให้ผู้อื่นยื่นแทน และสำหรับนิติบุคคลทุกกรณี หนังสือมอบอำนาจและหนังสือรับรองนิติบุคคลต้องมีผลในวันที่ยื่นคำร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๙ - ๓๔๒๐/๒๕๕๓ ถือว่าการมอบอำนาจที่ทำหลังวันยื่นคำร้องให้สัตยาบันย้อนหลังไม่ได้ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๖๑๖/๒๕๕๔ ถือว่าการที่ฝ่ายปกครองรับคำร้องไว้ไม่ได้รับรองอำนาจของผู้ลงนาม ความบกพร่องในขั้นนี้จึงไม่ปรากฏผลจนถึงชั้นศาล ซึ่งเป็นเวลาที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
ขั้นที่สามคือการคำนวณกำหนดเวลาทุกชั้นตั้งแต่วันแรก คือ สามสิบวันสำหรับคัดค้านนับแต่วันได้รับแจ้ง หกสิบวันที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณา สามสิบวันสำหรับอุทธรณ์นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งผล หกสิบวันบวกสามสิบวันที่คณะกรรมการต้องวินิจฉัย และสามสิบวันสำหรับฟ้องศาลตามมาตรา ๘๒ หรือตามมาตรา ๘๑ วรรคสี่ ขั้นที่สี่คือการตัดสินเรื่องเงิน ภาษีส่วนที่เท่ากับปีก่อนต้องชำระภายในเดือนเมษายนตามมาตรา ๔๖ ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะขอทุเลาตามมาตรา ๗๓ วรรคห้า หรือชำระแล้วขอคืนพร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา ๘๑ วรรคหก เป็นการชั่งระหว่างเบี้ยปรับตามมาตรา ๖๘ กับต้นทุนเงินของผู้เสียภาษี
การคัดค้านภาษีที่ดินเป็นงานที่ผลขึ้นกับความครบถ้วนของชั้นแรก เพราะชั้นอุทธรณ์และชั้นศาลพิจารณาจากคำโต้แย้งและพยานหลักฐานที่วางไว้ตั้งแต่คำคัดค้าน สำนักงานรับตรวจแบบประเมิน วิเคราะห์ประเด็นตามตัวบทและแนวคำพิพากษา ร่างคำคัดค้าน คำอุทธรณ์ และคำร้องขอทุเลา และดำเนินการต่อในชั้นศาลภาษีอากรกลาง รายละเอียดบริการอยู่ที่หน้า อุทธรณ์การประเมินภาษีอากร และ กระบวนการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทธรณ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทธรณ์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ กำหนดเวลาคัดค้านและอุทธรณ์ หน่วยงานที่รับคำร้อง การชำระภาษีระหว่างโต้แย้ง กรณีฝ่ายปกครองไม่พิจารณาในกำหนด ศาลที่มีอำนาจ และดอกเบี้ยเงินคืน คำตอบสรุปจากมาตรา ๗๓ ถึงมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ และคำพิพากษาศาลฎีกา
- อุทธรณ์ภาษีที่ดินต้องทำภายในกี่วัน
- อุทธรณ์ภาษีที่ดินมีกำหนดสามชั้น ชั้นละ 30 วัน คือ ยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้บริหารท้องถิ่นภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำคัดค้านตามมาตรา ๗๓ วรรคสี่ และฟ้องศาลภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๘๒
- คัดค้านภาษีที่ดินยื่นที่ใคร
- คำร้องคัดค้านยื่นต่อผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประเมินภาษีตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ส่วนคำอุทธรณ์ก็ยื่นต่อผู้บริหารท้องถิ่นเช่นกัน แล้วผู้บริหารท้องถิ่นต้องส่งต่อไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีภายในสิบห้าวันตามมาตรา ๗๓ วรรคสี่
- ระหว่างคัดค้านหรืออุทธรณ์ ต้องชำระภาษีที่ดินหรือไม่
- ต้องชำระ มาตรา ๗๓ วรรคห้าบัญญัติว่าการคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการชำระภาษี เว้นแต่ผู้เสียภาษียื่นคำร้องขอทุเลาและผู้บริหารท้องถิ่นมีคำสั่งให้ทุเลา ซึ่งทุเลาได้เฉพาะส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากภาษีปีก่อนและอาจสั่งให้วางประกัน การไม่ชำระภายในเดือนเมษายนตามมาตรา ๔๖ ทำให้เสียเบี้ยปรับตามมาตรา ๖๘
- ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นไม่พิจารณาคำคัดค้านภายในกำหนดจะเป็นอย่างไร
- มาตรา ๗๓ วรรคสองให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาให้เสร็จภายในหกสิบวันนับแต่ได้รับคำร้อง ถ้าไม่เสร็จ ให้ถือว่าผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบกับคำร้องของผู้เสียภาษี ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยไม่เสร็จในกำหนดตามมาตรา ๘๑ ผู้อุทธรณ์ฟ้องศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่พ้นกำหนด
- ฟ้องคดีภาษีที่ดินที่ศาลใด และฟ้องโดยไม่คัดค้านก่อนได้หรือไม่
- คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามกฎหมายภาษีอยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๔/๒๕๖๙ ๓๒๒๗/๒๕๖๘ และ ๓๕๘๙/๒๕๖๗ เริ่มที่ศาลภาษีอากรกลาง มาตรา ๘ ของกฎหมายเดียวกันให้ฟ้องได้ต่อเมื่อคัดค้านและอุทธรณ์ครบตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาแล้ว จึงฟ้องโดยข้ามขั้นตอนไม่ได้
- ชนะอุทธรณ์ภาษีที่ดินแล้วได้ดอกเบี้ยหรือไม่
- ได้ มาตรา ๘๑ วรรคหกให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สั่งผู้บริหารท้องถิ่นจ่ายดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินที่ได้รับคืน ไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ชำระภาษีถึงวันที่มีคำวินิจฉัยให้คืนเงิน แต่ไม่เกินจำนวนเงินที่ได้รับคืน และต้องมารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้ง