ปรับปรุงล่าสุด

อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ลงนามที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ (ค.ศ. 1996) จำกัดสิทธิของรัฐแหล่งเงินได้ในการเก็บภาษี กำหนดอัตราภาษีสูงสุดสำหรับเงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าสิทธิ และวางเกณฑ์สถานประกอบการถาวร (permanent establishment หรือ PE) ที่ใช้ตัดสินว่ากำไรจากธุรกิจของบริษัทสหรัฐอเมริกาต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ผู้ที่จะใช้สิทธิตามอนุสัญญาต้องเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของรัฐใดรัฐหนึ่งตามข้อ ๔ และผ่านเงื่อนไขข้อจำกัดสิทธิประโยชน์ตามข้อ ๑๘

สาระสำคัญ

ผู้มีสิทธิใช้อนุสัญญาตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๔

อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สหรัฐอเมริกาใช้บังคับแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งหรือทั้งสองรัฐตามข้อ ๑ วรรค ๑ ข้อ ๔ วรรค ๑ นิยามผู้มีถิ่นที่อยู่ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีในรัฐนั้นโดยเหตุแห่งภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ สัญชาติ สถานจัดการใหญ่ หรือสถานที่ก่อตั้ง แต่ไม่รวมผู้ที่เสียภาษีในรัฐนั้นเฉพาะจากเงินได้ที่มีแหล่งในรัฐนั้น

ภาษีที่อยู่ในขอบข่ายตามข้อ ๒ วรรค ๑ ฝั่งไทยได้แก่ภาษีเงินได้และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฝั่งสหรัฐอเมริกาได้แก่ภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากรภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา ไม่รวมภาษีสวัสดิการสังคม ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะของไทยจึงไม่อยู่ในบังคับของอนุสัญญานี้1

สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีพลเมืองของตนตามสัญชาติ ข้อ ๔ วรรค ๑ จึงวางเงื่อนไขเฉพาะไว้ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติสหรัฐอเมริกาหรือถือกรีนการ์ด และไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย จะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของสหรัฐอเมริกาตามอนุสัญญาก็ต่อเมื่ออาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ มีที่อยู่ถาวร หรือมีที่อยู่เป็นปกติวิสัยในสหรัฐอเมริกา ถ้าบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่ในไทยด้วย ให้ตัดสินตามลำดับเกณฑ์ในวรรค ๒ คือ ที่อยู่ถาวร ศูนย์กลางของผลประโยชน์อันสำคัญ ที่อยู่เป็นปกติวิสัย และสัญชาติ ถ้ายังไม่ได้ข้อยุติ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสองรัฐแก้ไขปัญหาโดยความตกลงร่วมกัน2

บุคคลที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดาซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในทั้งสองรัฐ เช่น บริษัทที่ตั้งตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาแต่มีสถานจัดการใหญ่ในไทย ตัวบทไม่ได้วางเกณฑ์ตัดสินไว้ ข้อ ๔ วรรค ๓ ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแก้ไขโดยความตกลงร่วมกันและกำหนดการใช้อนุสัญญากับบุคคลนั้น การพิสูจน์สถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ของไทยด้วยหนังสือรับรองจากกรมสรรพากรอธิบายไว้ในบทความ หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ ร.อ.22 กับการใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน2

สถานประกอบการถาวรตามข้อ ๕

ข้อ ๕ วรรค ๑ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกานิยามสถานประกอบการถาวรว่าเป็นสถานธุรกิจประจำซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือบางส่วน วรรค ๓ ขยายให้รวมที่ตั้งอาคารหรือโครงการก่อสร้างที่ดำเนินเกิน ๑๒๐ วัน และการให้บริการรวมทั้งบริการให้คำปรึกษาผ่านลูกจ้างที่ดำเนินเกิน ๙๐ วัน ภายในระยะเวลาสิบสองเดือนใด ๆ

เกณฑ์การให้บริการตามข้อ ๕ วรรค ๓ (ข) มีสองทาง ทางแรกนับวัน คือ กิจกรรมสำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันเกิน ๙๐ วันภายในสิบสองเดือนใด ๆ โดยปีภาษีที่ให้บริการรวมกันน้อยกว่า ๓๐ วัน ไม่มีสถานประกอบการถาวรในปีภาษีนั้น ทางที่สองไม่นับวัน คือ บริการที่ทำในรัฐนั้นให้แก่วิสาหกิจที่เกี่ยวเนื่องกันตามข้อ ๙ วรรค ๑ บริษัทสหรัฐอเมริกาที่ส่งพนักงานมาให้บริการบริษัทไทยในกลุ่มเดียวกันจึงต้องตรวจทางที่สองก่อนนับวัน3

ข้อ ๕ วรรค ๖ ถือว่าวิสาหกิจมีสถานประกอบการถาวรผ่านตัวแทนใน ๓ กรณี คือ ตัวแทนมีอำนาจทำสัญญาในนามวิสาหกิจและใช้อำนาจนั้นเป็นปกติวิสัย ตัวแทนจัดหาคำสั่งซื้อเป็นปกติวิสัย หรือตัวแทนเก็บรักษาสินค้าของวิสาหกิจเพื่อส่งมอบเป็นปกติวิสัย วรรค ๗ ยกเว้นตัวแทนที่มีสถานภาพเป็นอิสระ แต่ตัวแทนที่ทำกิจกรรมทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในนามของวิสาหกิจเดียวไม่ถือว่ามีสถานภาพเป็นอิสระ และวรรค ๘ วางหลักว่าการที่บริษัทไทยอยู่ในความควบคุมของบริษัทสหรัฐอเมริกาไม่ทำให้บริษัทไทยเป็นสถานประกอบการถาวรของบริษัทแม่3

หลักทั่วไปของสถานประกอบการถาวรในกฎหมายไทยและกรณีพนักงานทำงานจากที่พักอาศัยในไทย อธิบายไว้ใน คู่มือสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย และ การทำงานทางไกลกับความเสี่ยงสถานประกอบการถาวร

กำไรจากธุรกิจตามข้อ ๗

ข้อ ๗ วรรค ๑ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาให้เก็บภาษีจากเงินได้หรือกำไรของวิสาหกิจได้เฉพาะในรัฐที่วิสาหกิจนั้นเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ เว้นแต่วิสาหกิจประกอบธุรกิจในอีกรัฐหนึ่งผ่านสถานประกอบการถาวร กรณีนั้นอีกรัฐหนึ่งเก็บภาษีได้จากกำไรของสถานประกอบการถาวร การขายสินค้าชนิดเดียวกัน และกิจกรรมธุรกิจชนิดเดียวกันที่ทำในรัฐนั้น

อนุวรรค (ข) และ (ค) ของข้อ ๗ วรรค ๑ ขยายฐานภาษีของรัฐที่สถานประกอบการถาวรตั้งอยู่ไปถึงการขายและกิจกรรมที่ไม่ได้ทำผ่านสถานประกอบการถาวร แต่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แนวคิดนี้เรียกว่าหลักดึงดูดเงินได้แบบจำกัด (limited force of attraction) ตัวบทจำกัดการใช้อนุวรรคทั้งสองไว้ด้วยเงื่อนไขท้ายวรรค ๑ ซึ่งผูกกับการดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีในรัฐที่สถานประกอบการถาวรตั้งอยู่4

การคำนวณกำไรของสถานประกอบการถาวรใช้หลักวิสาหกิจอิสระตามข้อ ๗ วรรค ๒ คือ ถือว่าสถานประกอบการถาวรได้กำไรเท่าที่พึงคาดหวังได้หากเป็นวิสาหกิจอิสระที่ประกอบกิจการเช่นเดียวกันภายใต้ภาวะเช่นเดียวกัน วรรค ๓ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อสถานประกอบการถาวร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการทั่วไปที่ปันส่วนอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐใด4

อัตราภาษีสูงสุดสำหรับเงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าสิทธิ

ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๒ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาจำกัดภาษีของรัฐแหล่งเงินได้ไว้ดังนี้ เงินปันผลร้อยละ ๑๐ หรือ ๑๕ ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ หรือ ๑๕ และค่าสิทธิร้อยละ ๕ ร้อยละ ๘ หรือร้อยละ ๑๕ ตามประเภทของทรัพย์สิน อัตรานี้ใช้เฉพาะเมื่อเจ้าของผลประโยชน์ (beneficial owner) ในเงินได้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของอีกรัฐหนึ่ง

ประเภทเงินได้เงื่อนไขอัตราสูงสุดบทบัญญัติ
เงินปันผลเจ้าของผลประโยชน์เป็นบริษัทที่ควบคุมสิทธิออกเสียงของบริษัทผู้จ่ายอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ร้อยละ ๑๐ข้อ ๑๐ วรรค ๒ (ก)
เงินปันผลกรณีอื่นร้อยละ ๑๕ข้อ ๑๐ วรรค ๒ (ข)
ดอกเบี้ยเจ้าของผลประโยชน์เป็นสถาบันการเงิน รวมทั้งบริษัทประกันภัยร้อยละ ๑๐ข้อ ๑๑ วรรค ๒ (ก)
ดอกเบี้ยหนี้จากการขายเชื่ออุปกรณ์ สินค้า หรือบริการ ระหว่างผู้ที่ปฏิบัติต่อกันตามทางการค้าปกติร้อยละ ๑๐ข้อ ๑๑ วรรค ๒ (ข)
ดอกเบี้ยกรณีอื่นร้อยละ ๑๕ข้อ ๑๑ วรรค ๒ (ค)
ดอกเบี้ยจ่ายแก่รัฐบาลของอีกรัฐหนึ่ง หรือหนี้ที่รัฐบาลนั้นค้ำประกันหรือประกันยกเว้นข้อ ๑๑ วรรค ๓
ค่าสิทธิลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งซอฟต์แวร์และภาพยนตร์ร้อยละ ๕ข้อ ๑๒ วรรค ๒ (ก)
ค่าสิทธิการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ร้อยละ ๘ข้อ ๑๒ วรรค ๒ (ข)
ค่าสิทธิสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง สูตรหรือกรรมวิธีลับ และข้อสนเทศทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ร้อยละ ๑๕ข้อ ๑๒ วรรค ๒ (ค)

เงินปันผลที่บริษัทไทยจ่ายให้บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งควบคุมสิทธิออกเสียงอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ จึงเสียภาษีไทยไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้น เกณฑ์ที่ตัวบทใช้คือสิทธิออกเสียง ไม่ใช่สัดส่วนทุน ข้อ ๑๐ วรรค ๓ มีบทเฉพาะสำหรับเงินปันผลจาก Regulated Investment Company และ Real Estate Investment Trust ของสหรัฐอเมริกา5

ดอกเบี้ยที่บริษัทไทยจ่ายให้ธนาคารในสหรัฐอเมริกาเสียภาษีไทยไม่เกินร้อยละ ๑๐ ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัทในเครือที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอยู่ในอนุวรรค (ค) อัตราร้อยละ ๑๕6

ค่าสิทธิแยกอัตราตามทรัพย์สิน ค่าใช้ซอฟต์แวร์อยู่ในอนุวรรค (ก) ของวรรค ๓ อัตราร้อยละ ๕ ค่าเช่าอุปกรณ์อยู่ในอนุวรรค (ข) อัตราร้อยละ ๘ และค่าใช้เครื่องหมายการค้าหรือสิทธิบัตรอยู่ในอนุวรรค (ค) อัตราร้อยละ ๑๕ สัญญาที่รวมค่าตอบแทนหลายประเภทไว้ด้วยกันควรแยกจำนวนเงินตามประเภททรัพย์สิน เพื่อให้ใช้อัตราได้ถูกต้อง ถ้าทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดค่าสิทธิเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับสถานประกอบการถาวรในรัฐแหล่งเงินได้ ข้อ ๑๒ วรรค ๔ ให้ใช้ข้อ ๗ แทน7

ความสัมพันธ์กับมาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากรให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ถึง (๖) แก่บริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย หักภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทและนำส่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย เมื่อผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของสหรัฐอเมริกา ภาษีที่ไทยเรียกเก็บต้องไม่เกินอัตราตามข้อ ๑๐ ถึงข้อ ๑๒ ของอนุสัญญา

มาตรา ๗๐ เป็นฐานของภาระภาษี ส่วนอนุสัญญาเป็นเพดานของภาระนั้น อนุสัญญาไม่สร้างภาระภาษีขึ้นใหม่ ข้อ ๑ วรรค ๔ บัญญัติว่าอนุสัญญาไม่จำกัดการยกเว้น การหักออก เครดิต หรือการลดหย่อนผ่อนผันอื่นที่มีอยู่ตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญา ถ้ากฎหมายไทยยกเว้นหรือเก็บต่ำกว่าอนุสัญญา ผู้รับเงินได้จึงได้ประโยชน์ตามกฎหมายไทย18

ผู้จ่ายเงินในไทยเป็นผู้มีหน้าที่หักและนำส่งภาษีตามมาตรา ๗๐ ซึ่งให้นำมาตรา ๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก่อนหักภาษีในอัตราตามอนุสัญญา ผู้จ่ายจึงควรมีหลักฐานว่าผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของผลประโยชน์ในเงินได้ ภาพรวมของอนุสัญญาที่ไทยทำกับประเทศต่าง ๆ อยู่ใน คู่มืออนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศไทย

การขจัดภาษีซ้อนของผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยตามข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ วรรค ๒ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาให้นำภาษีสหรัฐอเมริกาที่ต้องชำระจากเงินได้ที่เกิดในสหรัฐอเมริกามาเครดิตต่อภาษีไทยที่ต้องชำระจากเงินได้นั้น ตามบทบัญญัติและข้อจำกัดของกฎหมายไทย เครดิตไม่เกินส่วนของภาษีไทยที่คำนวณก่อนให้เครดิตสำหรับเงินได้รายการนั้น และไม่ใช้กับเงินได้ที่ถูกปฏิเสธสิทธิประโยชน์ตามข้อ ๑๘

ถ้อยคำของวรรค ๒ ผูกเพดานเครดิตไว้กับภาษีไทยที่เหมาะสมกับเงินได้รายการนั้น การคำนวณเครดิตจึงต้องแยกรายการเงินได้ ส่วนวรรค ๓ กำหนดแหล่งเงินได้เพื่อการขจัดภาษีซ้อน เงินได้ที่อีกรัฐหนึ่งมีสิทธิเก็บภาษีตามอนุสัญญาให้ถือว่าเกิดในรัฐนั้น9

การเสียภาษีไทยจากเงินได้ที่เกิดในต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย และจังหวะเวลาที่เงินได้นั้นต้องนำมารวมคำนวณ อธิบายไว้ในบทความ ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ

ข้อจำกัดสิทธิประโยชน์ตามข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ วรรค ๑ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งหมดของอนุสัญญาเฉพาะเมื่อเป็นบุคคลตามที่ระบุ เช่น บุคคลธรรมดา รัฐหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น บริษัทที่หุ้นแต่ละระดับมากกว่าร้อยละ ๕๐ เป็นของผู้มีสิทธิตามอนุสัญญา บริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อขายหุ้นเป็นปกติวิสัย หรือองค์กรที่มิได้แสวงหากำไร

บริษัทที่จะผ่านเกณฑ์ความเป็นเจ้าของตามอนุวรรค (ค) ต้องผ่านสองเงื่อนไขพร้อมกัน เงื่อนไขแรก ผลประโยชน์หรือหุ้นแต่ละระดับมากกว่าร้อยละ ๕๐ เป็นของผู้มีสิทธิตามอนุสัญญาหรือผู้มีสัญชาติสหรัฐอเมริกา เงื่อนไขที่สอง เงินได้ทั้งหมดมากกว่าร้อยละ ๕๐ ต้องไม่ถูกใช้ชำระหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ยหรือค่าสิทธิ ให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิตามอนุสัญญา10

ผลในทางปฏิบัติ คือ บริษัทที่ตั้งในไทยหรือสหรัฐอเมริกาโดยผู้ถือหุ้นจากประเทศที่สาม และส่งเงินได้ส่วนใหญ่ต่อไปยังประเทศที่สามนั้นในรูปดอกเบี้ยหรือค่าสิทธิ ไม่ได้รับอัตราภาษีตามอนุสัญญา แม้จะมีหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ก็ตาม ข้อ ๑๘ ยังมีเกณฑ์อื่นนอกจากวรรค ๑ ซึ่งควรตรวจจากตัวบทเต็มก่อนวางโครงสร้าง

วิธีดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันตามข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ วรรค ๑ ของอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาให้บุคคลที่เห็นว่าการกระทำของรัฐหนึ่งหรือทั้งสองรัฐทำให้ตนต้องเสียภาษีไม่เป็นไปตามอนุสัญญา ยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐที่ตนมีถิ่นที่อยู่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงทางแก้ไขตามกฎหมายภายใน คำร้องต้องยื่นภายในสามปีนับจากได้รับแจ้งการกระทำครั้งแรกที่ก่อให้เกิดการเก็บภาษีนั้น

เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจฝั่งไทยตามข้อ ๓ วรรค ๑ (จ) คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ กำหนดสามปีนับจากการแจ้งครั้งแรก ไม่ใช่นับจากวันที่คดีถึงที่สุด ผู้เสียภาษีที่ถูกประเมินและกำลังอุทธรณ์ตามกฎหมายไทยจึงควรยื่นเรื่องตามข้อ ๒๗ ควบคู่ไปด้วยเมื่อประเด็นเกี่ยวกับการใช้อนุสัญญา11

กรณีการปรับราคาโอนระหว่างบริษัทในเครือไทยและสหรัฐอเมริกา ข้อ ๙ วรรค ๒ ให้อีกรัฐหนึ่งปรับภาษีให้สอดคล้องเมื่อตกลงได้ว่าการปรับของรัฐแรกถูกต้อง บริการของสำนักงานในส่วนนี้อยู่ที่ การขอทำความตกลงล่วงหน้าเรื่องราคาโอนและวิธีดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน

กฎหมายเปรียบเทียบ: กลไกของฝั่งสหรัฐอเมริกา

อนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาวางการขจัดภาษีซ้อนของสองรัฐไว้ไม่เท่ากัน ข้อ ๒๕ วรรค ๑ ให้บริษัทสหรัฐอเมริกาที่ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ในบริษัทไทย นำภาษีเงินได้ที่บริษัทไทยเสียจากกำไรที่ใช้จ่ายเงินปันผลมาเครดิตได้ด้วย ส่วนข้อ ๒๕ วรรค ๒ ของฝั่งไทยให้เครดิตเฉพาะภาษีสหรัฐอเมริกาที่เก็บจากเงินได้นั้นโดยตรง

เครดิตของฝั่งสหรัฐอเมริกาตามข้อ ๒๕ วรรค ๑ มีสองชั้น ชั้นแรกเป็นเครดิตภาษีทางตรงสำหรับภาษีเงินได้ที่จ่ายให้ประเทศไทยโดยหรือในนามของผู้มีถิ่นที่อยู่หรือพลเมืองสหรัฐอเมริกา ชั้นที่สองเป็นเครดิตภาษีทางอ้อมสำหรับภาษีของบริษัทไทยผู้จ่ายเงินปันผล ตัวบทฝั่งไทยในวรรค ๒ ไม่มีชั้นที่สอง บริษัทไทยที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทลูกในสหรัฐอเมริกาจึงต้องอาศัยกฎหมายภายในของไทยเท่านั้นสำหรับภาษีชั้นบริษัท9

ข้อแตกต่างอีกข้อหนึ่งมาจากการที่สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีตามสัญชาติ ข้อ ๑ วรรค ๒ เป็นหลักสงวนสิทธิ (saving clause) ให้รัฐผู้ทำสัญญาเก็บภาษีผู้มีถิ่นที่อยู่ของตน และสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีพลเมืองของตน เสมือนอนุสัญญายังไม่มีผลใช้บังคับ ยกเว้นเรื่องที่วรรค ๓ ระบุไว้ เช่น การขจัดภาษีซ้อนตามข้อ ๒๕ และวิธีดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันตามข้อ ๒๗ พลเมืองสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในไทยจึงยังต้องเสียภาษีสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา และใช้อนุสัญญาได้เพียงบางส่วน12

กรมสรรพากรเผยแพร่อนุสัญญาฉบับภาษาไทย และกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกา (Internal Revenue Service) เผยแพร่ฉบับภาษาอังกฤษ ถ้อยคำที่อ่านยาก เช่น เงื่อนไขท้ายข้อ ๗ วรรค ๑ ควรอ่านเทียบทั้งสองฉบับ ซึ่งในข้อนี้ตรงกันว่าอนุวรรค (ข) และ (ค) ใช้บังคับเฉพาะเมื่อแสดงได้ว่าการขายหรือกิจกรรมนั้นไม่ได้ทำผ่านสถานประกอบการถาวรเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ข้อ ๓๐ วรรค ๒ กำหนดให้อนุสัญญามีผลกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่วันแรกของเดือนที่หกถัดจากวันเริ่มใช้บังคับ และกับภาษีอื่นตั้งแต่ปีภาษีที่เริ่มในหรือหลังวันแรกของเดือนมกราคมถัดจากวันเริ่มใช้บังคับ ซึ่งกรมสรรพากรของสหรัฐอเมริการะบุวันมีผลทั่วไปว่า ๑ มกราคม ๒๕๔๑ (ค.ศ. 1998)413

นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์

งานวิจัยเชิงประจักษ์ไม่ยืนยันว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ Blonigen และ Davies (2004) ศึกษาอนุสัญญาของสหรัฐอเมริกาช่วง ค.ศ. 1966 ถึง 1992 ไม่พบหลักฐานว่าอนุสัญญาเพิ่มการลงทุน และตีความว่าอนุสัญญามุ่งลดการเลี่ยงภาษีผ่านราคาโอนมากกว่าส่งเสริมการไหลของเงินทุน ข้อนี้อธิบายน้ำหนักของข้อ ๙ ข้อ ๑๘ และข้อ ๒๗

ในทางนิติเศรษฐศาสตร์ ผลการศึกษาของ Blonigen และ Davies ชี้ว่าต้นทุนของอนุสัญญาอยู่ที่รายได้ภาษีซึ่งรัฐแหล่งเงินได้สละไป เมื่อประโยชน์ด้านการลงทุนไม่ปรากฏชัด คุณค่าของอนุสัญญาจึงอยู่ที่ความแน่นอนของภาระภาษีสำหรับการลงทุนที่มีอยู่แล้ว และความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ผู้เขียนทั้งสองระบุเองว่าข้อมูลจำกัดให้วัดได้เฉพาะอนุสัญญาช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ผลนี้จึงใช้กับอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลในปี ๒๕๔๑ ได้ในฐานะกรอบคิด ไม่ใช่ข้อพิสูจน์14

ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การพัฒนา Hearson (2018) ศึกษาการเจรจาอนุสัญญาภาษีของประเทศกำลังพัฒนา พบว่าความไม่เท่ากันของอำนาจต่อรองระหว่างคู่สัญญาทำให้การแบ่งสิทธิเก็บภาษีเอียงออกจากประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเหล่านั้นเจรจาได้ดีขึ้นเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น งานนี้ให้กรอบคิดในการอ่านบทบัญญัติที่รักษาสิทธิของรัฐแหล่งเงินได้ในอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกา เช่น เกณฑ์บริการ ๙๐ วันในข้อ ๕ และหลักดึงดูดเงินได้แบบจำกัดในข้อ ๗ ข้อสรุปนี้เป็นการตีความของผู้เขียนบทความ ไม่ใช่ข้อค้นพบของ Hearson เรื่องอนุสัญญาฉบับนี้โดยตรง15

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สหรัฐอเมริกา ได้แก่ อัตราภาษีเงินปันผลและค่าซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปสหรัฐอเมริกา การส่งพนักงานมาให้บริการในไทย และการเครดิตภาษีสหรัฐอเมริกา คำตอบแต่ละข้ออ้างข้อของอนุสัญญาที่ลงนามเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และมาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร

บริษัทไทยจ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกา ต้องหักภาษีเท่าใด
ถ้าบริษัทแม่เป็นเจ้าของผลประโยชน์และควบคุมสิทธิออกเสียงของบริษัทไทยอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ภาษีไทยต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้นตามข้อ ๑๐ วรรค ๒ (ก) กรณีอื่นไม่เกินร้อยละ ๑๕ ตามข้อ ๑๐ วรรค ๒ (ข)
ค่าใช้ซอฟต์แวร์ที่จ่ายให้บริษัทสหรัฐอเมริกาเสียภาษีไทยอัตราใด
ข้อ ๑๒ วรรค ๓ (ก) ระบุซอฟต์แวร์ไว้ในความหมายของลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิประเภทนี้เสียภาษีในไทยไม่เกินร้อยละ ๕ ตามข้อ ๑๒ วรรค ๒ (ก) เมื่อผู้รับเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่มีถิ่นที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยที่ทรัพย์สินนั้นเกี่ยวข้อง
บริษัทสหรัฐอเมริกาส่งวิศวกรมาให้บริการในไทยกี่วันจึงเป็นสถานประกอบการถาวร
ข้อ ๕ วรรค ๓ (ข) ถือเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อให้บริการสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องกันเกิน ๙๐ วันภายในสิบสองเดือนใด ๆ แต่ถ้าให้บริการแก่วิสาหกิจที่เกี่ยวเนื่องกันตามข้อ ๙ วรรค ๑ ถือเป็นสถานประกอบการถาวรโดยไม่ต้องนับวัน
ภาษีที่เสียในสหรัฐอเมริกานำมาเครดิตภาษีไทยได้หรือไม่
ได้ ข้อ ๒๕ วรรค ๒ ให้นำภาษีสหรัฐอเมริกาจากเงินได้ที่เกิดในสหรัฐอเมริกามาเครดิตต่อภาษีไทยจากเงินได้นั้น ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายไทย และไม่เกินภาษีไทยที่คำนวณจากเงินได้รายการนั้นก่อนให้เครดิต