ปรับปรุงล่าสุด

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น ฉบับที่ใช้บังคับอยู่คืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ลงนามที่กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2533 พร้อมพิธีสาร มีผลใช้บังคับวันที่ 30 สิงหาคม 2533 แทนอนุสัญญาฉบับปี 2506 และตั้งแต่ปี 2566 ต้องอ่านคู่กับอนุสัญญาพหุภาคี (MLI) ที่แก้ไขบางข้อ อนุสัญญาจำกัดภาษีที่ประเทศต้นทางเก็บได้ คือ เงินปันผลร้อยละ 15 หรือ 20 เฉพาะบริษัทที่ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ดอกเบี้ยร้อยละ 10 เมื่อผู้รับเป็นสถาบันการเงิน และร้อยละ 25 ในกรณีอื่น ค่าสิทธิร้อยละ 15 ค่าบริการของบริษัทญี่ปุ่นที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยเป็นกำไรธุรกิจที่ไทยเก็บภาษีไม่ได้ และการให้บริการในไทยเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อเกินหกเดือนภายในสิบสองเดือนใด ๆ บทความนี้อ่านอนุสัญญาทีละข้อจากต้นฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลของกรมสรรพากร เทียบกับมาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 50 และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

สถานะกฎหมาย ณ 23 ตุลาคม 2569: อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ฉบับลงนาม 7 เมษายน 2533 และพิธีสารท้ายอนุสัญญามีผลใช้บังคับ กรมสรรพากรระบุในรายการอนุสัญญาว่าฉบับนี้ปรับปรุงโดย MLI และ MLI มีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคม 25651 ต้นฉบับทำเป็นภาษาอังกฤษภาษาเดียว2 ถ้อยคำที่ยกในเชิงอรรถจึงคัดจากฉบับภาษาอังกฤษที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยแพร่ในเอกสารรวมข้อความกับ MLI และตรวจเทียบกับคำแปลภาษาไทยของกรมสรรพากร ส่วนอัตราภาษีตามกฎหมายไทยคัดจากมาตรา 50 มาตรา 70 และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ฉบับปัจจุบันบนเว็บไซต์กรมสรรพากร

สาระสำคัญ

สารบัญ
  1. อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น ฉบับที่ใช้บังคับและสถานะทางกฎหมาย
  2. ผู้มีถิ่นที่อยู่และภาษีที่อยู่ในขอบเขตตามข้อ 1 ถึงข้อ 4
  3. สถานประกอบการถาวรตามข้อ 5 และการปรับโดย MLI
  4. กำไรจากธุรกิจตามข้อ 7 ค่าบริการและค่านายหน้าที่จ่ายไปญี่ปุ่น
  5. อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น เทียบกับมาตรา 70 และมาตรา 50
  6. เงินปันผลตามข้อ 10 และภาษีการจำหน่ายเงินกำไรตามพิธีสารข้อ 5
  7. ดอกเบี้ยตามข้อ 11 ร้อยละ 10 สำหรับสถาบันการเงิน และร้อยละ 25 กรณีอื่น
  8. ค่าสิทธิตามข้อ 12 และเส้นแบ่งกับค่าบริการและค่าเช่าอุปกรณ์
  9. เงินได้จากการจ้าง ค่าตอบแทนกรรมการ และเงินบำนาญตามข้อ 14 ถึงข้อ 17
  10. ผลได้จากทุน ผู้สอน นักศึกษา และเงินได้อื่นตามข้อ 13 ข้อ 18 ถึงข้อ 20
  11. การขจัดการเก็บภาษีซ้อนตามข้อ 21 และเครดิตภาษีที่ยกเว้นตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน
  12. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้กับอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น
  13. การขอใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นในทางปฏิบัติ
  14. กฎหมายเปรียบเทียบ: กฎหมายภาษีเงินได้ญี่ปุ่น ความตกลงไทย–สิงคโปร์ และคำพิพากษาศาลสูงสุดญี่ปุ่น
  15. การวิเคราะห์อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นทางนิติเศรษฐศาสตร์ นิติปรัชญา และความรู้ข้ามศาสตร์
  16. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น ฉบับที่ใช้บังคับและสถานะทางกฎหมาย

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น คือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นที่แบ่งสิทธิเก็บภาษีเงินได้ระหว่างสองประเทศ ฉบับที่ใช้บังคับลงนามวันที่ 7 เมษายน 2533 มีผลวันที่ 30 สิงหาคม 2533 แทนฉบับลงนาม 1 มีนาคม 2506 ตามข้อ 26 วรรค 3 และมีผลในกฎหมายไทยผ่านพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3

ไทยและญี่ปุ่นทำอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2506 ฉบับปัจจุบันลงนามที่กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2533 โดยข้อ 26 วรรค 3 ให้ฉบับปี 2506 สิ้นสุดและเลิกมีผลในส่วนของเงินได้ที่ฉบับใหม่ใช้บังคับ3 กรมสรรพากรบันทึกวันมีผลใช้บังคับไว้ที่ 30 สิงหาคม 2533 และวางไฟล์สองฉบับไว้คู่กัน คือตัวอนุสัญญาและพิธีสาร พิธีสารมีแปดข้อและเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญา เนื้อหาของพิธีสารไม่ใช่ข้อปลีกย่อย ข้อ 2 ห้ามหักรายจ่ายบางประเภทที่สาขาจ่ายให้สำนักงานใหญ่ ข้อ 3 เปิดทางให้ไทยคำนวณกำไรของสถานประกอบการถาวรเป็นร้อยละของรายรับ และข้อ 5 รักษาอำนาจเก็บภาษีการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ ผู้ที่อ่านเฉพาะตัวอนุสัญญาโดยไม่อ่านพิธีสารจึงได้ภาพที่ไม่ครบ

วันที่อนุสัญญามีผลกับวันที่เริ่มใช้อัตราภาษีไม่ใช่วันเดียวกัน ข้อ 26 วรรค 2 (ข) กำหนดว่าในประเทศไทย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายใช้อนุสัญญากับเงินที่จ่ายหรือส่งให้ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีปฏิทินถัดจากปีที่อนุสัญญามีผล และภาษีเงินได้อื่นใช้กับปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันเดียวกัน อนุสัญญาที่มีผลในปี 2533 จึงเริ่มใช้กับเงินได้ตั้งแต่ปี 2534 สำหรับข้อพิพาทในปัจจุบัน ประเด็นวันเริ่มใช้ที่มีน้ำหนักกว่าคือวันเริ่มใช้ MLI

อนุสัญญาพหุภาคีเพื่อการปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีเพื่อป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Multilateral Instrument หรือ MLI) ไม่ได้ทำให้เกิดอนุสัญญาฉบับใหม่ แต่แก้ข้อความบางข้อของอนุสัญญาเดิมตามที่ทั้งสองรัฐเลือกไว้ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยแพร่เอกสารรวมข้อความ (synthesised text) ที่ระบุว่าญี่ปุ่นลงนาม MLI วันที่ 7 มิถุนายน 2560 ไทยลงนามวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 MLI มีผลสำหรับไทยวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 และมีผลต่ออนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ในส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อเหตุที่ก่อให้เกิดภาษีเกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 และในส่วนภาษีอื่นสำหรับรอบระยะเวลาที่เริ่มตั้งแต่วันเดียวกัน4 เอกสารนั้นระบุเองว่าไม่ใช่แหล่งที่มาของกฎหมาย ตัวบทที่ผูกพันคือต้นฉบับของอนุสัญญาและของ MLI การอ้างอิงในบทความนี้จึงใช้เอกสารรวมข้อความเพื่อหาตำแหน่งที่ MLI แทรก และใช้ถ้อยคำต้นฉบับเป็นหลัก

ในกฎหมายไทย อนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ได้มีผลลดภาษีด้วยตัวเอง ประมวลรัษฎากรรับอนุสัญญาเข้ามาผ่านพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 ซึ่งลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้ให้เป็นไปตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยทำกับต่างประเทศ5 ผลในทางปฏิบัติคือ เมื่ออนุสัญญากำหนดอัตราสูงสุดไว้สูงกว่าอัตราตามประมวลรัษฎากร อนุสัญญาไม่ได้เพิ่มภาษีให้สูงขึ้น ผู้จ่ายยังหักตามอัตราของประมวลรัษฎากร และเมื่ออนุสัญญาห้ามไทยเก็บภาษี ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70 สำหรับเงินได้ก้อนนั้น ข้อนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดอัตราในอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นหลายข้อจึงไม่มีผลต่อภาระภาษีจริงของผู้รับเงินในญี่ปุ่น

ผู้มีถิ่นที่อยู่และภาษีที่อยู่ในขอบเขตตามข้อ 1 ถึงข้อ 4

ผู้ใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นได้คือผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยหรือญี่ปุ่นตามข้อ 4 วรรค 1 ซึ่งต้องมีหน้าที่เสียภาษีในรัฐนั้นเพราะภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ สถานที่จดทะเบียน หรือสำนักงานใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพราะมีเงินได้จากแหล่งในรัฐนั้น และถ้ามีถิ่นที่อยู่ทั้งสองรัฐ ข้อ 4 วรรค 2 ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตกลงร่วมกัน

ข้อ 1 กำหนดขอบเขตด้านบุคคลว่าอนุสัญญาใช้กับผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งหรือทั้งสองรัฐ ข้อ 2 กำหนดขอบเขตด้านภาษีว่าในญี่ปุ่นคือภาษีเงินได้และภาษีบรรษัท ในไทยคือภาษีเงินได้และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม6 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ จึงไม่อยู่ในขอบเขต ค่าบริการที่บริษัทไทยจ่ายให้บริษัทญี่ปุ่นอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 7 แต่ผู้จ่ายยังมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับบริการที่ให้จากต่างประเทศและใช้ในราชอาณาจักร7 สองหน้าที่นี้แยกจากกัน

ข้อ 4 วรรค 1 นิยามผู้มีถิ่นที่อยู่ว่าคือบุคคลที่ตามกฎหมายของรัฐนั้นมีหน้าที่เสียภาษีเพราะภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ สถานที่จดทะเบียน สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือเกณฑ์อื่นทำนองเดียวกัน และไม่รวมบุคคลที่เสียภาษีในรัฐนั้นเพียงเพราะมีเงินได้จากแหล่งในรัฐนั้น8 ส่วนการชี้ขาดกรณีมีถิ่นที่อยู่สองรัฐ อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นไม่ได้วางลำดับเกณฑ์ชี้ขาดไว้ในตัวบท ข้อ 4 วรรค 2 ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสองรัฐกำหนดโดยวิธีการตกลงร่วมกันทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ทั้งสองรัฐจึงไม่มีบทบัญญัติที่ตอบได้ทันทีว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของรัฐใด ต้องยื่นเรื่องตามข้อ 23

ฝั่งกฎหมายไทย เกณฑ์ผู้อยู่ในประเทศไทยของบุคคลธรรมดาอยู่ที่มาตรา 41 วรรคสาม คือผู้ที่อยู่ในประเทศไทยรวมถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษี9 มาตรา 41 วรรคหนึ่งเก็บภาษีจากเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ และวรรคสองเก็บภาษีผู้อยู่ในประเทศไทยจากเงินได้จากต่างประเทศเมื่อนำเข้ามาในประเทศไทย ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยตั้งแต่ 180 วันในปีภาษีจึงอาจเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทั้งในไทยตามมาตรา 41 และในญี่ปุ่นตามกฎหมายญี่ปุ่นในปีเดียวกัน กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ข้อ 4 วรรค 2 ใช้บังคับ ส่วนนิติบุคคล บริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทยเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย และบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายญี่ปุ่นเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น หลักฐานที่ใช้ยืนยันคือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ซึ่งออกโดยหน่วยงานภาษีของรัฐที่ผู้รับเงินมีถิ่นที่อยู่

สถานประกอบการถาวรตามข้อ 5 และการปรับโดย MLI

สถานประกอบการถาวรตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 5 คือสถานธุรกิจประจำที่วิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจ รวมถึงโครงการก่อสร้าง ติดตั้ง หรือประกอบที่มีอยู่เกินสามเดือนตามวรรค 3 และการให้บริการผ่านลูกจ้างในอีกรัฐหนึ่งสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องรวมกันเกินหกเดือนภายในสิบสองเดือนใด ๆ ตามวรรค 4

ข้อ 5 วรรค 1 วางนิยามหลักว่าสถานประกอบการถาวร (permanent establishment) คือสถานธุรกิจประจำ (fixed place of business) ซึ่งวิสาหกิจใช้ประกอบธุรกิจทั้งหมดหรือแต่บางส่วน วรรค 2 ยกตัวอย่าง ได้แก่ สถานจัดการ สาขา สำนักงาน โรงงาน โรงช่าง เหมืองแร่ บ่อน้ำมันหรือบ่อก๊าซ ที่ทำการเพาะปลูก และคลังสินค้าของผู้ให้บริการเก็บรักษาสินค้าแก่ผู้อื่น วรรค 3 และวรรค 4 เป็นสองเกณฑ์เวลาที่ใช้มากที่สุดในทางปฏิบัติ10 เกณฑ์สามเดือนสำหรับงานก่อสร้างของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นสั้นกว่าเกณฑ์สิบสองเดือนในความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 มาก ผู้รับเหมาญี่ปุ่นที่เข้ามาติดตั้งเครื่องจักรในโรงงานไทยเกินสามเดือนจึงมีสถานประกอบการถาวรในไทยแล้ว แม้ไม่มีสำนักงานหรือสาขา

เกณฑ์บริการในวรรค 4 ใช้หน่วยนับเป็นเดือน ไม่ใช่วัน และนับเฉพาะกิจกรรมสำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่สองโครงการขึ้นไป ระยะเวลาหกเดือนนับรวมหลายช่วงได้ภายในสิบสองเดือนใด ๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลื่อนได้ ไม่ใช่ปีปฏิทิน บริษัทที่ปรึกษาญี่ปุ่นที่ส่งวิศวกรมาไทยสามรอบ รอบละสองเดือนเศษ ภายในสิบสองเดือนสำหรับโครงการเดียวกัน จึงเกินเกณฑ์แล้ว แม้ไม่มีรอบใดยาวเกินสามเดือน ส่วนบริการที่ทำจากญี่ปุ่นโดยไม่มีบุคลากรเข้ามาในไทย ไม่ก่อให้เกิดสถานประกอบการถาวรตามวรรค 4 เพราะต้นฉบับใช้ถ้อยคำว่า "furnishes in that other Contracting State" (ให้บริการในอีกรัฐหนึ่ง) ผ่านลูกจ้างหรือพนักงานอื่น

MLI แก้ข้อ 5 สามจุด จุดแรก MLI Article 13 วรรค 2 แทนวรรค 5 เดิมว่าด้วยกิจกรรมที่ไม่ถือเป็นสถานประกอบการถาวร (เช่น คลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาหรือจัดแสดง และสำนักงานจัดซื้อ) โดยเพิ่มเงื่อนไขว่ากิจกรรมนั้นต้องมีลักษณะเป็นการเตรียมการหรือเป็นส่วนประกอบ และ MLI Article 13 วรรค 4 ห้ามแยกกิจกรรมของบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดเป็นส่วน ๆ เพื่อให้แต่ละส่วนไม่ถึงเกณฑ์11 จุดที่สองและสามอยู่ที่ตัวแทน ข้อ 5 วรรค 6 เดิมถือว่าวิสาหกิจญี่ปุ่นมีสถานประกอบการถาวรในไทยเมื่อตัวแทนที่ไม่เป็นอิสระมีและใช้อำนาจทำสัญญาเป็นปกติวิสัย หรือเก็บรักษาสินค้าแล้วส่งมอบตามคำสั่งซื้อเป็นประจำ หรือจัดหาคำสั่งซื้อทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดให้วิสาหกิจนั้น MLI Article 12 วรรค 1 แทนอนุวรรค (ก) ด้วยเกณฑ์ที่กว้างกว่า คือบุคคลที่มีบทบาทหลักนำไปสู่การทำสัญญาซึ่งวิสาหกิจลงนามโดยไม่แก้ไขสาระ และ MLI Article 12 วรรค 2 แทนวรรค 7 กับพิธีสารข้อ 1 ว่าบุคคลที่ทำการแทนบริษัทในกลุ่มเพียงรายเดียวหรือเกือบทั้งหมดไม่ใช่ตัวแทนอิสระ12

บทบัญญัติฝั่งไทยที่ทำงานคู่กับข้อ 5 คือมาตรา 76 ทวิ ซึ่งถือว่าบริษัทต่างประเทศที่มีลูกจ้าง ผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ผู้นั้นเป็นตัวแทนผู้มีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษี13 กับมาตรา 66 ซึ่งเก็บภาษีบริษัทต่างประเทศจากกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทย14 ถ้อยคำของมาตรา 76 ทวิ กว้างกว่าข้อ 5 ของอนุสัญญา เพราะไม่มีเกณฑ์เวลาและไม่แยกตัวแทนอิสระออก เมื่อผู้รับเงินเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น อนุสัญญาจำกัดอำนาจเก็บภาษีของไทยให้อยู่ภายในเกณฑ์ของข้อ 5 และข้อ 7 ผ่านพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 18) มาตรา 3 ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิตามอนุสัญญา มาตรา 76 ทวิ ใช้บังคับเต็มตามถ้อยคำ

กำไรจากธุรกิจตามข้อ 7 ค่าบริการและค่านายหน้าที่จ่ายไปญี่ปุ่น

ค่าบริการและค่านายหน้าที่จ่ายให้บริษัทญี่ปุ่นซึ่งไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยเป็นกำไรธุรกิจตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 7 วรรค 1 เก็บภาษีได้เฉพาะในญี่ปุ่น ผู้จ่ายในไทยจึงไม่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่เงินนั้นมีลักษณะเป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 หรือบริการในไทยถึงเกณฑ์สถานประกอบการถาวรตามข้อ 5

ข้อ 7 วรรค 1 ใช้หลักว่าเงินได้หรือกำไรของวิสาหกิจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งเก็บภาษีได้เฉพาะในรัฐนั้น เว้นแต่วิสาหกิจนั้นประกอบธุรกิจในอีกรัฐหนึ่งโดยผ่านสถานประกอบการถาวร และถ้ามีสถานประกอบการถาวร อีกรัฐหนึ่งเก็บภาษีได้เฉพาะกำไรเท่าที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น15 ในทางกฎหมายไทย ค่าบริการและค่านายหน้าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2)16 และเมื่อบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ถึง (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย มาตรา 70 ให้ผู้จ่ายหักภาษีร้อยละ 15 แล้วนำส่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่าย17 อนุสัญญาจึงทำงานเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 70 สำหรับผู้รับที่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่นและไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย

เส้นแบ่งที่ทำให้ข้อพิพาทเกิดบ่อยคือเส้นแบ่งระหว่างค่าบริการกับค่าสิทธิ ข้อ 7 วรรค 7 ให้บทบัญญัติของข้ออื่นที่ว่าด้วยเงินได้เฉพาะประเภทมาก่อนข้อ 7 ถ้าเงินที่เรียกในสัญญาว่าค่าบริการ แท้จริงเป็นค่าตอบแทนเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ (know-how) เงินนั้นเป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 วรรค 3 และไทยเก็บภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 15 ข้อพิจารณาที่แยกสองประเภทออกจากกันคือ ผู้รับเงินถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่แล้วให้ผู้จ่ายนำไปใช้เอง หรือผู้รับเงินใช้ความรู้นั้นทำงานให้ผู้จ่ายโดยไม่ส่งมอบตัวความรู้ ประเภทแรกเป็นค่าสิทธิ ประเภทหลังเป็นค่าบริการ ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ทั้งในคดีตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นฉบับเดิม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2531) และคดีตามความตกลงไทย–สิงคโปร์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565) ซึ่งอธิบายในหัวข้อแนวคำพิพากษาด้านล่าง

ข้อ 7 วรรค 8 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นมีถ้อยคำเฉพาะ คือคำว่า "เงินได้หรือกำไร" ในข้อ 7 ไม่รวมการจ่ายเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินที่ระบุในนิยามค่าสิทธิตามข้อ 12 วรรค 3 ค่าเช่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จึงไม่เป็นกำไรธุรกิจตามข้อ 7 และไม่เป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 เพราะนิยามค่าสิทธิไม่รวมอุปกรณ์ เงินประเภทนี้จึงตกอยู่ในข้อ 20 เงินได้อื่น ซึ่งวรรค 3 ให้รัฐที่เงินได้เกิดขึ้นเก็บภาษีได้ ผลของการอ่านข้อ 7 วรรค 8 ประกอบข้อ 20 วรรค 3 คือ ค่าเช่าอุปกรณ์ที่บริษัทไทยจ่ายให้บริษัทญี่ปุ่นไม่ได้รับความคุ้มครองจากข้อ 7 ผู้จ่ายหักภาษีตามมาตรา 70 ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ตามมาตรา 40 (5) ผลนี้ต่างจากความตกลงไทย–สิงคโปร์ที่นับค่าเช่าอุปกรณ์เป็นค่าสิทธิอัตราร้อยละ 8

เมื่อวิสาหกิจญี่ปุ่นมีสถานประกอบการถาวรในไทย ข้อ 7 วรรค 2 และวรรค 3 ให้คำนวณกำไรเสมือนสถานประกอบการถาวรเป็นวิสาหกิจแยกต่างหากที่ติดต่อกับสำนักงานใหญ่อย่างเป็นอิสระ และให้หักรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อธุรกิจของสถานประกอบการถาวร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการทั่วไปไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใด พิธีสารข้อ 2 จำกัดวรรค 3 ไว้ว่า ห้ามหักเงินที่สาขาจ่ายให้สำนักงานใหญ่ในรูปค่าสิทธิหรือค่าธรรมเนียมเพื่อการใช้สิทธิบัตร ค่านายหน้าสำหรับบริการเฉพาะหรือการจัดการ และดอกเบี้ยเงินที่สำนักงานใหญ่ให้สาขากู้ เว้นแต่เป็นการชดใช้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง หรือวิสาหกิจนั้นเป็นสถาบันการธนาคาร ส่วนพิธีสารข้อ 3 ให้ไทยกำหนดกำไรของสถานประกอบการถาวรเป็นอัตราร้อยละที่เหมาะสมของรายรับทั้งสิ้น เมื่อผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่นไม่ขอเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่แท้จริง18 พิธีสารข้อ 3 สอดคล้องกับมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ วรรคสองที่ให้นำการประเมินตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลมเมื่อคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น เทียบกับมาตรา 70 และมาตรา 50

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้จริงกับเงินที่จ่ายจากไทยไปบริษัทญี่ปุ่นคืออัตราที่ต่ำกว่าระหว่างอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นกับมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินปันผลร้อยละ 10 ดอกเบี้ยร้อยละ 10 สำหรับสถาบันการเงินและร้อยละ 15 กรณีอื่น ค่าสิทธิร้อยละ 15 และค่าบริการที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรไม่ต้องหักภาษี

การอ่านอัตราตามอนุสัญญาต้องเริ่มจากกฎหมายไทยก่อน เพราะอนุสัญญาเป็นเพดาน ไม่ใช่อัตราที่ใช้แทนกฎหมายภายใน สำหรับผู้รับที่เป็นบริษัทต่างประเทศ มาตรา 70 ประกอบบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) กำหนดอัตราร้อยละ 15 สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ถึง (6) และร้อยละ 10 สำหรับเงินปันผลตามมาตรา 40 (4) (ข) สำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย มาตรา 50 กำหนดให้ผู้จ่ายหักร้อยละ 15 สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) และ (6) และร้อยละ 10 สำหรับเงินปันผล19 ตารางด้านล่างวางอัตราทั้งสองชั้นไว้คู่กัน

อัตราภาษีที่ไทยเก็บได้จากเงินที่จ่ายไปผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น
ประเภทเงินได้อัตราตามประมวลรัษฎากรเพดานตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นอัตราที่ใช้จริงบทของอนุสัญญา
เงินปันผลแก่บริษัทที่ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25ร้อยละ 10ร้อยละ 15 (กิจการอุตสาหกรรม) หรือ 20ร้อยละ 10ข้อ 10 วรรค 2
เงินปันผลกรณีอื่น รวมบุคคลธรรมดาร้อยละ 10ไม่มีเพดานร้อยละ 10ข้อ 10 วรรค 1 และ 2
ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยได้รับร้อยละ 15ร้อยละ 10ร้อยละ 10ข้อ 11 วรรค 2 (ก)
ดอกเบี้ยที่บริษัทอื่นได้รับร้อยละ 15ร้อยละ 25ร้อยละ 15ข้อ 11 วรรค 2 (ข)
ดอกเบี้ยที่รัฐบาล ธนาคารกลาง หรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าของทั้งหมดได้รับขึ้นกับสถานะผู้รับยกเว้นยกเว้นข้อ 11 วรรค 3
ค่าสิทธิร้อยละ 15ร้อยละ 15ร้อยละ 15ข้อ 12 วรรค 2
ค่าบริการ ค่านายหน้า เมื่อไม่มีสถานประกอบการถาวรร้อยละ 15ไทยเก็บไม่ได้ไม่หักภาษีข้อ 7 วรรค 1
ค่าเช่าอุปกรณ์ร้อยละ 15ไม่มีเพดาน (ข้อ 20 วรรค 3)ร้อยละ 15ข้อ 7 วรรค 8
ภาษีการจำหน่ายเงินกำไรของสาขาร้อยละ 10 (มาตรา 70 ทวิ)ไม่มีเพดาน (พิธีสารข้อ 5)ร้อยละ 10พิธีสารข้อ 5

ตารางนี้แสดงข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามว่า สำหรับเงินที่จ่ายจากไทยไปญี่ปุ่น อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นลดภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายจริงเพียงสองกรณี คือดอกเบี้ยที่จ่ายให้สถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นซึ่งลดจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 10 และดอกเบี้ยที่จ่ายให้รัฐบาล ธนาคารกลาง หรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าของทั้งหมดซึ่งได้รับยกเว้น ผลที่มีมูลค่าสูงกว่าในทางปฏิบัติอยู่ที่ข้อ 7 ซึ่งตัดอำนาจเก็บภาษีค่าบริการและค่านายหน้า และอยู่ที่ข้อ 14 ซึ่งยกเว้นภาษีเงินได้จากการทำงานระยะสั้น เพดานในอนุสัญญาถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2533 และไม่ได้ปรับตามอัตราในกฎหมายภายในที่ใช้ในปัจจุบัน เพดานบางข้อจึงสูงกว่าอัตราจริง

เงินปันผลตามข้อ 10 และภาษีการจำหน่ายเงินกำไรตามพิธีสารข้อ 5

เงินปันผลที่บริษัทไทยจ่ายให้บริษัทญี่ปุ่นตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 10 วรรค 2 มีเพดานร้อยละ 15 สำหรับกิจการอุตสาหกรรม และร้อยละ 20 กรณีอื่น เฉพาะผู้รับที่เป็นบริษัทถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ตลอดหกเดือนก่อนสิ้นรอบบัญชี แต่อัตราจริงคือร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 เพราะต่ำกว่า

ข้อ 10 วรรค 2 มีโครงที่ต่างจากอนุสัญญาส่วนใหญ่ของไทย เพดานใช้เฉพาะกรณีที่ผู้รับเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ (beneficial owner) และเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของบริษัทผู้จ่ายอย่างน้อยร้อยละ 25 ระหว่างช่วงหกเดือนติดต่อกันก่อนสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการแบ่งกำไร เพดานแยกเป็นร้อยละ 15 เมื่อบริษัทผู้จ่ายดำเนินกิจการอุตสาหกรรม และร้อยละ 20 ในกรณีอื่น ข้อ 10 วรรค 3 (ข) นิยามกิจการอุตสาหกรรมว่ารวมการผลิต การประกอบ และการแปรรูป การก่อสร้าง วิศวกรรมโยธา และการต่อเรือ การผลิตไฟฟ้า ก๊าซ หรือการส่งน้ำ การเกษตร ป่าไม้ ประมง และการทำไร่ทำสวน และพิธีสารข้อ 4 ให้รวมกิจการที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทยด้วย20 ผู้ถือหุ้นที่ถือต่ำกว่าร้อยละ 25 หรือเป็นบุคคลธรรมดาไม่มีเพดานตามอนุสัญญา

เมื่อเทียบกับกฎหมายไทย เพดานทั้งสองอัตราสูงกว่าร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 ประกอบบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) (ค) และสูงกว่าร้อยละ 10 ตามมาตรา 50 (2) (จ) สำหรับบุคคลธรรมดาที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ผู้จ่ายจึงหักร้อยละ 10 ตามกฎหมายไทย เว้นแต่มีกฎหมายอื่นยกเว้นภาษีเงินปันผลนั้นไว้เป็นการเฉพาะ และการพิสูจน์สถานะกิจการอุตสาหกรรมหรือสัดส่วนการถือหุ้นไม่เปลี่ยนจำนวนภาษีที่ไทยเก็บ ข้อพิสูจน์เหล่านี้ยังมีความหมายฝั่งญี่ปุ่น เพราะข้อ 21 วรรค 2 (ข) ใช้เกณฑ์ร้อยละ 25 เป็นเงื่อนไขของเครดิตภาษีทางอ้อม และข้อ 21 วรรค 3 นับภาษีที่ลดลงตามข้อ 10 วรรค 2 เป็นภาษีไทยที่พึงชำระ

บริษัทญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจในไทยผ่านสาขาแทนบริษัทลูกเสียภาษีอีกประเภทหนึ่งเมื่อส่งกำไรกลับ พิธีสารข้อ 5 ระบุว่าไม่มีความใดในอนุสัญญาตัดหนทางมิให้ไทยเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรออกจากประเทศไทยโดยสถานประกอบการถาวรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร21 ภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ร้อยละ 10 ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) (ง) จึงใช้กับสาขาของบริษัทญี่ปุ่นเต็มอัตรา ความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 ใช้วิธีต่างกัน คือข้อ 10A จำกัดภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งในปัจจุบันให้ผลเท่ากัน แต่ความตกลงไทย–สิงคโปร์จะคุ้มครองผู้เสียภาษีถ้าอัตราตามกฎหมายไทยเพิ่มขึ้น ส่วนอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นไม่มีเพดานรองรับ

การจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ ไม่จำกัดเฉพาะการโอนเงินออกนอกประเทศ วรรคสองให้รวมการนำกำไรไปชำระหนี้ หักกลบลบหนี้ หรือตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ สาขาของบริษัทญี่ปุ่นที่บันทึกค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่เป็นเจ้าหนี้ในบัญชี จึงต้องพิจารณาสองเรื่องพร้อมกัน คือรายจ่ายนั้นหักได้หรือไม่ตามข้อ 7 วรรค 3 และพิธีสารข้อ 2 และรายการนั้นเป็นการจำหน่ายเงินกำไรหรือไม่ตามมาตรา 70 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งสองประเด็นนี้ไว้ในคำพิพากษาที่ 7323/2560 ซึ่งกล่าวถึงในหัวข้อแนวคำพิพากษาด้านล่าง

ดอกเบี้ยตามข้อ 11 ร้อยละ 10 สำหรับสถาบันการเงิน และร้อยละ 25 กรณีอื่น

ดอกเบี้ยที่จ่ายจากไทยไปญี่ปุ่นตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 11 วรรค 2 มีเพดานร้อยละ 10 เมื่อผู้รับเป็นสถาบันการเงินรวมบริษัทประกันภัย และร้อยละ 25 กรณีอื่น เพดานใช้เฉพาะผู้รับที่เป็นบริษัท ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างบริษัทในกลุ่มจึงเสียร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 และดอกเบี้ยที่จ่ายแก่รัฐบาลญี่ปุ่นได้รับยกเว้นตามวรรค 3

ข้อ 11 วรรค 2 มีเงื่อนไขสองชั้น ชั้นแรก ผู้รับต้องเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์จากดอกเบี้ย ชั้นที่สอง ผู้รับต้องเป็นบริษัทที่มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น ถ้อยคำนี้ทำให้ดอกเบี้ยที่จ่ายแก่บุคคลธรรมดาชาวญี่ปุ่นไม่มีเพดานตามอนุสัญญา ผู้จ่ายหักร้อยละ 15 ตามมาตรา 50 (2) (ก) เมื่อผู้รับมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ส่วนผู้รับที่เป็นบริษัท อัตราร้อยละ 10 ใช้กับดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินใด ๆ รวมทั้งบริษัทประกันภัยได้รับ และอัตราร้อยละ 25 ใช้ในกรณีอื่น22 อัตราร้อยละ 25 สูงกว่าร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 ดอกเบี้ยเงินกู้ที่บริษัทแม่ญี่ปุ่นให้บริษัทลูกในไทยกู้จึงเสียร้อยละ 15

ข้อ 11 วรรค 3 ยกเว้นภาษีแก่ดอกเบี้ยที่จ่ายให้รัฐบาลของอีกรัฐหนึ่ง องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ธนาคารกลาง หรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลของอีกรัฐหนึ่งเป็นเจ้าของทั้งหมด เงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อโครงการในไทยจึงไม่ต้องหักภาษี ส่วนวรรค 4 นิยามดอกเบี้ยให้รวมเงินได้จากสิทธิเรียกร้องหนี้ทุกชนิด พันธบัตร หุ้นกู้ และเงินได้ที่กฎหมายภาษีของรัฐที่เกิดเงินได้ถือเสมือนเงินได้จากการให้กู้ยืมเงิน และวรรค 7 จำกัดอัตราตามอนุสัญญาไว้เฉพาะจำนวนดอกเบี้ยที่ไม่เกินจำนวนที่บุคคลอิสระจะตกลงกัน ส่วนที่เกินเพราะความสัมพันธ์พิเศษยังเก็บภาษีได้ตามกฎหมายของแต่ละรัฐ

เพดานร้อยละ 10 สำหรับสถาบันการเงินมีผลต่อโครงสร้างการกู้ยืม บริษัทไทยที่กู้จากธนาคารญี่ปุ่นโดยตรงเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่ำกว่าบริษัทที่กู้จากบริษัทแม่ แต่ MLI Article 7 วรรค 1 ซึ่งใช้กับอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2566 ไม่ให้สิทธิตามอนุสัญญาเมื่อพอสันนิษฐานได้ว่าการได้สิทธินั้นเป็นวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของการจัดโครงสร้าง23 การให้ธนาคารญี่ปุ่นเป็นผู้กู้ผ่านโดยมีเงินฝากของบริษัทแม่ค้ำประกันไว้ตรงกัน (back-to-back loan) เพื่อเปลี่ยนอัตราจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 10 จึงเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธสิทธิทั้งตามหลักเจ้าของผู้รับประโยชน์และตามการทดสอบวัตถุประสงค์หลัก

ค่าสิทธิตามข้อ 12 และเส้นแบ่งกับค่าบริการและค่าเช่าอุปกรณ์

ค่าสิทธิที่จ่ายจากไทยไปญี่ปุ่นตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 12 วรรค 2 มีเพดานร้อยละ 15 ซึ่งเท่ากับอัตราตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นิยามค่าสิทธิในวรรค 3 รวมลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สูตรหรือกรรมวิธีลับ และข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม แต่ไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์

ข้อ 12 วรรค 3 นิยามค่าสิทธิว่าเป็นการจ่ายไม่ว่าชนิดใดเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งฟิล์มภาพยนตร์และฟิล์มหรือเทปที่ใช้สำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตรหรือกรรมวิธีลับ หรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ และวรรค 5 ให้ใช้เพดานเดียวกันกับเงินได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และสิทธิอื่นในกลุ่มเดียวกัน24 ในทางกฎหมายไทย ค่าสิทธิเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (3) และผู้จ่ายหักภาษีร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 อัตราตามอนุสัญญาจึงไม่ลดภาษีไทย

ข้อที่ทำให้ข้อ 12 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นมีน้ำหนักในทางปฏิบัติคือการจัดประเภท ไม่ใช่อัตรา สัญญาบริการเทคนิคระหว่างบริษัทแม่ญี่ปุ่นกับบริษัทลูกไทยมักรวมทั้งการถ่ายทอดความรู้การผลิต การส่งคู่มือ และการส่งวิศวกรมาแก้ปัญหาหน้างาน ส่วนที่เป็นการถ่ายทอดข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมเป็นค่าสิทธิร้อยละ 15 ส่วนที่เป็นบริการที่บุคลากรญี่ปุ่นทำเองเป็นกำไรธุรกิจตามข้อ 7 ซึ่งไทยเก็บภาษีไม่ได้ถ้าไม่ถึงเกณฑ์หกเดือนตามข้อ 5 วรรค 4 สัญญาที่ไม่แยกราคาของสองส่วนทำให้ผู้จ่ายเลือกได้ยากว่าจะหักภาษีหรือไม่ และเจ้าพนักงานประเมินอาจถือทั้งจำนวนเป็นค่าสิทธิ

ความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 นับค่าเช่าอุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์เป็นค่าสิทธิอัตราร้อยละ 8 ส่วนอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นตัดอุปกรณ์ออกจากนิยามค่าสิทธิ และข้อ 7 วรรค 8 ตัดค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์สินตามนิยามค่าสิทธิออกจากกำไรธุรกิจ25 ค่าเช่าเครื่องจักรจากผู้ให้เช่าญี่ปุ่นจึงตกอยู่ในข้อ 20 วรรค 3 และไทยหักภาษีร้อยละ 15 ได้ตามมาตรา 70 การจัดหาเครื่องจักรจากกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นผ่านบริษัทในสิงคโปร์เพื่อใช้อัตราร้อยละ 8 เป็นโครงสร้างที่ MLI Article 7 ออกแบบมาเพื่อปฏิเสธสิทธิ เมื่อบริษัทสิงคโปร์ไม่มีบทบาททางธุรกิจที่แท้จริง

เงินได้จากการจ้าง ค่าตอบแทนกรรมการ และเงินบำนาญตามข้อ 14 ถึงข้อ 17

เงินเดือนของลูกจ้างญี่ปุ่นที่มาทำงานในไทยได้รับยกเว้นภาษีไทยตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 14 วรรค 1 เมื่อครบสามเงื่อนไข คืออยู่ในไทยไม่เกิน 180 วันในปีปฏิทิน ผู้จ่ายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น และค่าตอบแทนไม่ตกเป็นภาระของวิสาหกิจที่เสียภาษีในไทย ขาดข้อใดข้อหนึ่ง ไทยเก็บภาษีได้ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นไม่แยกบริการส่วนบุคคลที่เป็นอิสระกับเงินได้จากการจ้างไว้คนละข้อ ข้อ 14 ครอบคลุมค่าตอบแทนหรือเงินได้จากบริการส่วนบุคคลรวมทั้งบริการวิชาชีพ ยกเว้นเงินบำนาญ หลักคือรัฐที่ให้บริการเก็บภาษีได้ และข้อยกเว้นใช้เมื่อครบสามเงื่อนไขพร้อมกัน26 เงื่อนไขแรกนับเป็นวันในปีปฏิทิน ไม่ใช่สิบสองเดือนใด ๆ และใช้ 180 วัน ไม่ใช่ 183 วัน ลูกจ้างที่มาไทย 120 วันช่วงปลายปีและอีก 120 วันช่วงต้นปีถัดไปจึงยังอยู่ในเกณฑ์ทั้งสองปี เงื่อนไขที่สามใช้ถ้อยคำว่าวิสาหกิจที่ต้องเสียภาษีในอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งกว้างกว่าถ้อยคำในความตกลงไทย–สิงคโปร์ข้อ 15 วรรค 2 (ค) ที่ใช้คำว่าสถานประกอบการถาวรหรือฐานประจำของนายจ้าง เมื่อบริษัทลูกในไทยรับภาระค่าตอบแทนโดยการชดใช้คืนให้บริษัทแม่ ค่าตอบแทนนั้นตกเป็นภาระของวิสาหกิจที่เสียภาษีในไทยแล้ว ข้อยกเว้นจึงใช้ไม่ได้แม้ลูกจ้างอยู่ไม่ถึง 180 วัน

เมื่อข้อยกเว้นใช้ไม่ได้ ภาษีไทยมาจากมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ซึ่งเก็บภาษีจากเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ผู้จ่ายในไทยมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) และถ้าเงินเดือนจ่ายจากญี่ปุ่นโดยไม่มีผู้จ่ายในไทย ลูกจ้างยื่นแบบและเสียภาษีเอง ข้อ 15 ให้ไทยเก็บภาษีค่าตอบแทนกรรมการที่บริษัทไทยจ่ายให้กรรมการซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น ไม่ว่ากรรมการจะเข้ามาประชุมในไทยหรือไม่27 ค่าตอบแทนกรรมการเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) และมาตรา 50 (1) ให้หักร้อยละ 15 เมื่อจ่ายแก่ผู้ที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

เงินบำนาญเป็นจุดที่อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นต่างจากอนุสัญญาส่วนใหญ่ ข้อ 14 วรรค 1 ยกเว้นเงินบำนาญหรือค่าตอบแทนที่คล้ายกันออก ข้อ 17 วรรค 2 ใช้เฉพาะบำนาญที่รัฐจ่ายเพราะบริการที่ให้แก่รัฐ โดยให้รัฐผู้จ่ายเก็บภาษีได้เฉพาะ เว้นแต่ผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่และคนชาติของอีกรัฐหนึ่ง อนุสัญญาไม่มีข้อว่าด้วยบำนาญเอกชนแยกต่างหาก บำนาญประเภทอื่นจึงตกอยู่ในข้อ 20 ซึ่งวรรค 1 ให้รัฐที่ผู้รับมีถิ่นที่อยู่เก็บภาษี แต่วรรค 3 ให้รัฐที่เงินได้เกิดขึ้นเก็บภาษีได้ด้วย28 ผู้รับบำนาญญี่ปุ่นที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยจึงอาจเสียภาษีญี่ปุ่นจากต้นทาง และเสียภาษีไทยตามมาตรา 41 วรรคสองเมื่อนำเงินเข้าประเทศไทย โดยนำภาษีญี่ปุ่นมาเครดิตตามข้อ 21 วรรค 1

ผลได้จากทุน ผู้สอน นักศึกษา และเงินได้อื่นตามข้อ 13 ข้อ 18 ถึงข้อ 20

ผลได้จากการขายหุ้นบริษัทไทยของผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่นเก็บภาษีในไทยได้ตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 13 วรรค 4 ส่วนผู้สอนหรือนักวิจัยที่ได้รับเชิญได้รับยกเว้นไม่เกินสองปีตามข้อ 18 นักศึกษาได้รับยกเว้นเงินได้จากการทำงานไม่เกินห้าปีตามข้อ 19 และเงินได้อื่นที่เกิดในไทยไทยเก็บภาษีได้ตามข้อ 20 วรรค 3

ข้อ 13 วรรค 4 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นให้รัฐที่ผลได้เกิดขึ้นเก็บภาษีผลได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินของสถานประกอบการถาวร เรือหรืออากาศยาน และสิทธิตามข้อ 12 วรรค 529 ถ้อยคำนี้ให้สิทธิแก่รัฐแหล่งเงินได้กว้างมาก บริษัทญี่ปุ่นที่ขายหุ้นบริษัทจำกัดในไทยให้ผู้ซื้อในไทยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากอนุสัญญา ผู้ซื้อในไทยหักภาษีตามมาตรา 70 ร้อยละ 15 ของผลได้ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) และบริษัทญี่ปุ่นนำภาษีไทยไปเครดิตในญี่ปุ่นตามข้อ 21 วรรค 2 (ก) ความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 ใช้แนวกลับกัน คือให้รัฐที่ผู้จำหน่ายมีถิ่นที่อยู่เก็บภาษีเป็นหลัก เว้นแต่หุ้นที่มูลค่าส่วนใหญ่มาจากอสังหาริมทรัพย์

ข้อ 18 ยกเว้นภาษีของรัฐที่ไปเยือนสำหรับค่าตอบแทนการสอนหรือวิจัยของผู้ที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลหรือสถาบันการศึกษาที่รับรองแล้ว เป็นเวลาไม่เกินสองปี เว้นแต่การวิจัยทำเพื่อประโยชน์ของเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นหลัก ข้อ 19 ยกเว้นภาษีแก่นักศึกษาและผู้รับการฝึกอบรมสำหรับเงินที่ส่งจากต่างประเทศเพื่อการครองชีพและการศึกษา ทุน และเงินได้จากการทำงานในรัฐที่ไปเยือนไม่เกินห้าปีเท่าที่จำเป็นแก่การครองชีพและการศึกษา30 ข้อ 19 ไม่จำกัดจำนวนเงินไว้เป็นตัวเลข แต่ใช้เกณฑ์ความจำเป็น ผู้รับการฝึกอบรมที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าครองชีพตามปกติจึงอาจไม่ได้รับยกเว้นในส่วนที่เกิน

ข้อ 20 เป็นบทปิดท้ายของการแบ่งสิทธิเก็บภาษี วรรค 1 ให้รัฐที่ผู้รับมีถิ่นที่อยู่เก็บภาษีเงินได้ที่ข้ออื่นไม่ได้กล่าวถึง แต่วรรค 3 ให้รัฐที่เงินได้เกิดขึ้นเก็บภาษีได้ด้วยโดยไม่คำนึงถึงวรรค 1 และวรรค 2 ผลรวมของสองวรรคคือเงินได้ที่ไม่มีข้อเฉพาะรองรับ ทั้งสองรัฐเก็บภาษีได้ และการขจัดภาษีซ้อนเกิดจากเครดิตตามข้อ 21 ประเภทเงินได้ที่ตกอยู่ในข้อนี้ในทางปฏิบัติ ได้แก่ ค่าเช่าอุปกรณ์ตามข้อ 7 วรรค 8 และเงินบำนาญที่ไม่ใช่บำนาญข้าราชการ

การขจัดการเก็บภาษีซ้อนตามข้อ 21 และเครดิตภาษีที่ยกเว้นตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน

วิธีขจัดการเก็บภาษีซ้อนตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ข้อ 21 คือวิธีเครดิตภาษีทั้งสองฝั่ง ไทยให้เครดิตภาษีญี่ปุ่นภายใต้กฎหมายไทยไม่เกินภาษีไทยของเงินได้ก้อนนั้นตามวรรค 1 ส่วนญี่ปุ่นให้เครดิตภาษีไทย รวมภาษีที่ไทยยกเว้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 บางมาตราตามวรรค 4 โดยเครดิตจากเงินปันผลและค่าสิทธิไม่เกินร้อยละ 25

ข้อ 21 วรรค 1 ให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยที่ได้รับเงินได้จากญี่ปุ่นซึ่งญี่ปุ่นเก็บภาษีได้ตามอนุสัญญา นำภาษีญี่ปุ่นมาเครดิตกับภาษีไทยได้ไม่เกินส่วนของภาษีไทยที่เหมาะสมกับเงินได้นั้น ถ้อยคำเปิดของวรรคนี้คือ "ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศไทย" เครดิตจึงต้องคำนวณตามวิธีที่กฎหมายไทยวางไว้ และไม่เกินภาษีไทยของเงินได้ก้อนเดียวกัน31 อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นไม่มีบทยกเว้นเงินปันผลที่บริษัทไทยได้รับจากบริษัทลูกในญี่ปุ่น ต่างจากความตกลงไทย–สิงคโปร์ข้อ 22 (ข) ที่ให้ไทยยกเว้นเมื่อบริษัทไทยถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 บริษัทไทยที่มีบริษัทลูกในญี่ปุ่นจึงอาศัยเครดิตตามข้อ 21 วรรค 1 ในส่วนของอนุสัญญา

ฝั่งญี่ปุ่น ข้อ 21 วรรค 2 (ก) ให้เครดิตภาษีไทยแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น และวรรค 2 (ข) ให้บริษัทญี่ปุ่นที่ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงหรือหุ้นทั้งหมดของบริษัทไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 นำภาษีที่บริษัทไทยเสียจากกำไรที่ใช้จ่ายเงินปันผลมาคำนวณเครดิตด้วย บทบัญญัติที่มีผลทางเศรษฐกิจมากที่สุดคือวรรค 3 ถึงวรรค 5 ซึ่งเป็นเครดิตภาษีที่ยกเว้น (tax sparing) วรรค 3 ให้ภาษีไทยที่พึงชำระรวมภาษีที่ไทยจะเก็บได้ถ้าไม่ได้ลดตามข้อ 10 วรรค 2 หรือข้อ 12 วรรค 2 หรือวรรค 5 วรรค 4 (ก) ให้รวมภาษีที่ไทยจะเก็บได้ถ้าไม่ได้ลดหรือยกเว้นตามมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 (2) (3) (4) หรือมาตรา 36 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 วรรค 4 (ข) ตัดมาตรา 35 (3) และมาตรา 36 (4) หลังปีภาษีที่สิบสามนับแต่ได้รับยกเว้นครั้งแรกหรือนับแต่อนุสัญญามีผล แล้วแต่อย่างใดช้ากว่า และวรรค 5 จำกัดเครดิตสำหรับเงินปันผลและค่าสิทธิไว้ไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนเงินทั้งสิ้น32

พิธีสารข้อ 7 ขยายความว่ามาตราของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนที่แก้ไขภายหลังวันลงนามยังได้รับเครดิตตามวรรค 4 (ก) (1) ตราบเท่าที่การแก้ไขไม่เปลี่ยนขอบเขตของสิทธิประโยชน์ ส่วนมาตรการส่งเสริมใหม่ตามวรรค 4 (ก) (2) ต้องมีความตกลงระหว่างสองรัฐบาลก่อน และพิธีสารข้อ 8 ให้วรรค 4 (ก) (1) ใช้กับปีภาษีที่สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ผลในทางปฏิบัติคือ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยจะมีมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นเต็มจำนวนก็ต่อเมื่อกฎหมายภายในของญี่ปุ่นยอมให้เครดิตตามข้อ 21 วรรค 2 ถึงวรรค 5 เพราะวรรค 2 ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำ "ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น" ผู้ลงทุนญี่ปุ่นจึงต้องตรวจกฎหมายภาษีญี่ปุ่นของปีที่รับเงินปันผลประกอบด้วย ไม่ใช่อ่านจากอนุสัญญาอย่างเดียว

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้กับอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นโดยตรง ได้แก่ ฎีกาที่ 3867/2531 ซึ่งถือว่าค่าช่วยเหลือทางเทคนิคของบริษัทญี่ปุ่นเป็นค่าสิทธิที่ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 70 และฎีกาที่ 1009/2539 ซึ่งถือว่าผู้จัดจำหน่ายที่ซื้อมาขายไปไม่ใช่ตัวแทนของผู้ขายญี่ปุ่นตามมาตรา 76 ทวิ หลักของทั้งสองคดียังใช้กับฉบับ 2533 ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2531 เป็นคดีที่ใกล้กับคำค้นเรื่องค่าบริการที่จ่ายไปญี่ปุ่นมากที่สุด บริษัทผู้ผลิตกระดาษในไทยทำสัญญาความช่วยเหลือทางเทคนิคกับบริษัทในญี่ปุ่น ซึ่งส่งผู้เชี่ยวชาญ 15 คนเข้ามาประจำที่โรงงานตั้งแต่ปี 2519 ถึง 2522 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ใช่การประกอบกิจการของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ แต่เงินที่ได้รับเป็นค่าสิทธิตามความหมายของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น และผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีนำส่งตามมาตรา 7033 ข้อเท็จจริงของคดีเกิดระหว่างปี 2519 ถึง 2522 ก่อนอนุสัญญาฉบับ 2533 ศาลจึงอ้างข้อ 8 ของอนุสัญญาฉบับปี 2506 หลักที่ยังใช้ได้กับฉบับ 2533 คือ ค่าตอบแทนการถ่ายทอดความรู้ทางเทคนิคเป็นค่าสิทธิแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญมาทำงานในไทย ข้อที่ต่างไปคือ ฉบับ 2533 มีข้อ 5 วรรค 4 การส่งบุคลากรมาประจำในไทยหลายปีในปัจจุบันเกินเกณฑ์หกเดือนแล้ว ถ้าสิทธิที่ก่อให้เกิดค่าสิทธิเกี่ยวข้องในประการสำคัญกับสถานประกอบการถาวรนั้น ข้อ 12 วรรค 6 ให้ใช้ข้อ 7 แทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2539 วินิจฉัยกรณีผู้จัดจำหน่ายในไทยของบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นหลายราย ผู้จัดจำหน่ายอ้างว่าผู้ขายได้รับประโยชน์จากอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นและไม่อยู่ในข่ายเสียภาษีตามมาตรา 76 ทวิ ศาลฎีกาฟังว่าผู้จัดจำหน่ายทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าเอง กำหนดราคาขายเอง รับผิดในความชำรุดบกพร่องต่อลูกค้าเอง และได้ประโยชน์ในรูปกำไร ไม่ใช่ค่าบำเหน็จจากการเป็นตัวแทนหรือนายหน้า จึงไม่ใช่ตัวแทนของผู้ขายต่างประเทศ34 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2537 วางหลักทำนองเดียวกันว่าผู้ซื้อสินค้ามาขายต่อด้วยตนเองไม่ใช่ผู้ทำการแทน แต่ในส่วนการซื้อขายที่ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ศาลเห็นว่าพยานบุคคลที่เบิกความลอย ๆ ไม่พอฟังว่าโจทก์มิได้ทำการแทน35 สองคดีนี้แสดงว่าเกณฑ์ที่ศาลใช้คือใครรับความเสี่ยงทางการค้า และใครกำหนดราคา ซึ่งตรงกับแนวคิดตัวแทนอิสระในข้อ 5 วรรค 7 และเอกสารสัญญาเป็นพยานหลักฐานหลักของการพิสูจน์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3935/2548 วินิจฉัยกรณีผู้ทำการแทนในไทยของบริษัทญี่ปุ่นว่า ผู้เป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยมีหน้าที่เสียภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ ด้วยเมื่อเข้าเงื่อนไข และศาลอ้างข้อความของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละรัฐยังคงใช้บังคับ เว้นแต่อนุสัญญากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น36 ข้อความที่ศาลอ้างนั้นไม่ปรากฏในอนุสัญญาฉบับ 2533 ที่ผู้เขียนตรวจ คดีนี้จึงน่าจะวินิจฉัยตามฉบับเดิม หลักเรื่องมาตรา 70 ทวิ ยังสอดคล้องกับฉบับปัจจุบัน เพราะพิธีสารข้อ 5 รักษาอำนาจเก็บภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ไว้โดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยตามอนุสัญญาของไทยฉบับอื่นใช้กับบทเดียวกันของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นได้อีกสามเรื่อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2540 วินิจฉัยตามความตกลงไทย–เบลเยียมว่าเมื่อสัญญาซื้อขายอุปกรณ์กับสัญญาก่อสร้างและติดตั้งแยกกันและแยกราคา สถานประกอบการถาวรที่เกิดจากงานก่อสร้างเกินหกเดือนเป็นสถานประกอบการถาวรสำหรับธุรกิจตามสัญญาจ้างทำของเท่านั้น กำไรจากการขายอุปกรณ์จึงไม่ถือเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น37 หลักนี้ตรงกับถ้อยคำ "only so much of them as is attributable to that permanent establishment" ในข้อ 7 วรรค 1 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น และมีความหมายมากเพราะเกณฑ์งานก่อสร้างของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นสั้นเพียงสามเดือน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 วินิจฉัยตามความตกลงไทย–สิงคโปร์ว่า แม้สัญญาจะเรียกว่าค่าบริการ แต่เป็นค่าตอบแทนเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ตามข้อ 12 และเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (3)38 และวางหลักว่าผู้จ่ายที่ไม่หักภาษีต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตามมาตรา 2739 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7323/2560 วินิจฉัยตามความตกลงไทย–เยอรมนีว่าสาขาที่หักค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่มีภาระพิสูจน์ว่าจำนวนที่ปันส่วนเหมาะสมไม่เกินสมควร40 สาขาของบริษัทญี่ปุ่นอยู่ภายใต้หลักเดียวกัน และมีข้อจำกัดเพิ่มตามพิธีสารข้อ 2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6489/2534 เป็นภาพกลับของกรณีค่าสิทธิ บริษัทในแคนาดามีสาขาในไทยซึ่งปฏิบัติตามสัญญาให้ใช้สิทธิและตรวจยอดขายของผู้จ่าย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสาขาในไทยเป็นผู้กระทำกิจการอันเป็นเหตุให้บริษัทได้รับค่าสิทธิในไทย บริษัทจึงเสียภาษีตามมาตรา 66 ไม่ใช่เงินได้ของนิติบุคคลต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 70 ผู้จ่ายจึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย41 บริษัทญี่ปุ่นที่มีสาขาในไทยและได้รับค่าสิทธิซึ่งสาขาเกี่ยวข้องในประการสำคัญ อยู่ในโครงเดียวกันตามข้อ 12 วรรค 6 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น ผู้จ่ายควรตรวจโครงสร้างนี้ก่อนหักภาษีซ้ำกับภาษีที่สาขาเสียจากกำไรสุทธิ

การขอใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นในทางปฏิบัติ

การใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นฝั่งไทยเกิดขึ้นในขณะจ่ายเงิน ผู้จ่ายเงินหักภาษีตามอัตราอนุสัญญาหรือไม่หักภาษีเมื่อมีหลักฐานถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่นของผู้รับ แล้วยื่นแบบตามมาตรา 70 ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย ส่วนคนไทยหรือบริษัทไทยที่ขอใช้สิทธิในญี่ปุ่นใช้หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ ร.อ.22 ของกรมสรรพากร

ฝั่งผู้จ่ายในไทย การใช้สิทธิตามอนุสัญญาเป็นการตัดสินใจของผู้จ่ายเองในขณะจ่ายเงิน ผู้จ่ายตรวจสามเรื่องก่อนจ่าย เรื่องแรกคือผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่นตามข้อ 4 หลักฐานที่ใช้คือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ที่ออกโดยหน่วยงานภาษีของญี่ปุ่น เรื่องที่สองคือประเภทของเงินได้ตามมาตรา 40 และตามข้อของอนุสัญญา ซึ่งต้องอ่านจากเนื้อแท้ของสัญญาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 เรื่องที่สามคือผู้รับมีสถานประกอบการถาวรในไทยหรือไม่ โดยนับวันที่บุคลากรของผู้รับอยู่ในไทยสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่อง เมื่อผู้จ่ายหักภาษีตามอัตราอนุสัญญาแล้ว ผู้จ่ายยื่นแบบและนำส่งภาษีตามมาตรา 70 ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่าย

ฝั่งผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยที่ได้รับเงินจากญี่ปุ่น ผู้จ่ายในญี่ปุ่นหักภาษีตามกฎหมายญี่ปุ่นในอัตราร้อยละ 20 ของเงินได้จากแหล่งในญี่ปุ่น เว้นแต่ผู้รับแสดงสิทธิตามอนุสัญญาตามวิธีที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด หลักฐานถิ่นที่อยู่ในไทยคือหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่เพื่อการรัษฎากร (ร.อ.22) ซึ่งยื่นคำร้องด้วยแบบ ร.อ.01 ระบุชื่อประเทศคู่อนุสัญญา42 หนังสือรับรองยืนยันเฉพาะสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ ไม่ได้ยืนยันว่าเงินได้ก้อนนั้นเข้าข้อใดของอนุสัญญา หรือผู้รับเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์

เมื่อรัฐใดเก็บภาษีไม่ตรงกับอนุสัญญา ข้อ 23 วรรค 1 ให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐที่ตนมีถิ่นที่อยู่ได้โดยไม่ต้องรอผลการอุทธรณ์ตามกฎหมายภายใน กำหนดเวลาคือภายในสามปีนับแต่ได้รับแจ้งการกระทำที่ทำให้เสียภาษีไม่ตรงอนุสัญญาครั้งแรก และ MLI Article 16 วรรค 2 เพิ่มประโยคว่าข้อตกลงที่ได้ต้องปฏิบัติตามแม้พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายภายใน43 วิธีการตกลงร่วมกันไม่ได้ตัดสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร ซึ่งมีกำหนดเวลา ข้อห้ามอุทธรณ์ และการขยายเวลาของตนเองตามที่อธิบายไว้ในบทความ อุทธรณ์การประเมินภาษี 30 วัน สองช่องทางนี้ใช้คู่กันได้ และผู้เสียภาษีควรรักษากำหนดเวลาของทั้งสองช่องทางไว้

ข้อ 24 ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสองรัฐแลกเปลี่ยนข้อสนเทศที่จำเป็นแก่การปฏิบัติตามอนุสัญญาและการป้องกันการเลี่ยงภาษี ข้อสนเทศที่ได้รับต้องถือเป็นความลับ และไม่ผูกพันให้เปิดเผยความลับทางการค้าหรือวิชาชีพ44 ผู้เสียภาษีที่จัดประเภทเงินได้หรือนับวันอยู่ในไทยไว้แบบหนึ่งในไทยและอีกแบบหนึ่งในญี่ปุ่นจึงมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสองฝั่งจะถูกนำมาเทียบกัน ความสอดคล้องของเอกสารทั้งสองประเทศเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ

กฎหมายเปรียบเทียบ: กฎหมายภาษีเงินได้ญี่ปุ่น ความตกลงไทย–สิงคโปร์ และคำพิพากษาศาลสูงสุดญี่ปุ่น

เมื่อเทียบกับกฎหมายภาษีเงินได้ญี่ปุ่นมาตรา 213 ที่หักภาษีผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ร้อยละ 20 และความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นใช้เกณฑ์สถานประกอบการถาวรที่สั้นกว่า เพดานเงินปันผลและดอกเบี้ยที่สูงกว่า และศาลสูงสุดญี่ปุ่นวินิจฉัยในปี 2552 ว่าข้อ 7 ของอนุสัญญาภาษีไม่ห้ามกฎหมายบริษัทต่างประเทศภายใต้การควบคุม

ระบบแรกที่ใช้เทียบคือกฎหมายภายในของญี่ปุ่นเอง พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ของญี่ปุ่น (所得税法) มาตรา 213 วรรค 1 อนุมาตรา 1 กำหนดภาษีที่ผู้จ่ายต้องหักจากเงินได้จากแหล่งในญี่ปุ่นที่จ่ายแก่ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินได้45 ผู้เขียนตรวจเฉพาะอัตราในพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ฉบับนี้ ภาษีที่ญี่ปุ่นจัดเก็บเพิ่มตามกฎหมายเฉพาะอื่นต้องตรวจแยกต่างหาก เมื่ออ่านคู่กับอนุสัญญา ผลฝั่งญี่ปุ่นเป็นภาพกลับของฝั่งไทย ค่าสิทธิที่บริษัทญี่ปุ่นจ่ายให้ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยลดจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 15 ตามข้อ 12 วรรค 2 ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินไทยได้รับลดเหลือร้อยละ 10 แต่ดอกเบี้ยที่บริษัทไทยทั่วไปได้รับยังอยู่ที่อัตราตามกฎหมายญี่ปุ่นเพราะเพดานร้อยละ 25 สูงกว่า อนุสัญญาจึงมีผลต่อเงินที่ไหลจากญี่ปุ่นเข้าไทยมากกว่าเงินที่ไหลจากไทยไปญี่ปุ่นในหลายประเภท เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายญี่ปุ่นสูงกว่ากฎหมายไทย

ระบบที่สองคือเครือข่ายอนุสัญญาของไทยเอง ความตกลงไทย–สิงคโปร์ฉบับ 2558 แสดงแนวนโยบายรุ่นใหม่ของไทย คือเกณฑ์บริการ 183 วันในสิบสองเดือนใด ๆ เกณฑ์ก่อสร้างสิบสองเดือน เงินปันผลไม่เกินร้อยละ 10 ค่าสิทธิร้อยละ 5 8 หรือ 10 โดยรวมค่าเช่าอุปกรณ์ และเพดานภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ร้อยละ 10 ส่วนอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นฉบับ 2533 ใช้เกณฑ์บริการหกเดือน เกณฑ์ก่อสร้างสามเดือน เงินปันผลร้อยละ 15 หรือ 20 ค่าสิทธิร้อยละ 15 อัตราเดียว และไม่จำกัดภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ในเชิงโครงสร้าง ฉบับ 2533 ให้สิทธิแก่รัฐแหล่งเงินได้กว้างกว่าฉบับ 2558 ทั้งเกณฑ์เวลาที่สั้นกว่า เพดานที่สูงกว่า และข้อ 13 วรรค 4 ที่ให้รัฐแหล่งเงินได้เก็บภาษีผลได้จากทุน ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ไทยในฐานะประเทศผู้รับการลงทุนจากญี่ปุ่น

ระบบที่สามคืออนุสัญญาพหุภาคี MLI ซึ่งเป็นชั้นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทับลงบนอนุสัญญาทวิภาคีโดยไม่ต้องเจรจาใหม่ทีละฉบับ สำหรับอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น MLI แก้อารัมภบท เพิ่มการทดสอบวัตถุประสงค์หลัก แก้นิยามตัวแทนที่ไม่เป็นอิสระ แก้ข้อยกเว้นกิจกรรมเตรียมการ และเพิ่มหลักการปฏิบัติตามข้อตกลงในวิธีการตกลงร่วมกัน ส่วนที่ MLI ไม่ได้แก้ ได้แก่ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกณฑ์เวลาสถานประกอบการถาวร และบทเครดิตภาษีที่ยกเว้น ข้อความในข้อ 10 ถึงข้อ 12 และข้อ 21 จึงอ่านตามต้นฉบับปี 2533

คำพิพากษาต่างประเทศที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงที่สุดคือคำพิพากษาศาลสูงสุดญี่ปุ่น องค์คณะเล็กที่สอง วันที่ 4 ธันวาคม 2552 (ค.ศ. 2009) คดีหมายเลข 平成21(行ヒ)199 ประเด็นคือกฎหมายมาตรการพิเศษทางภาษีของญี่ปุ่นมาตรา 40 ของ 4 วรรค 1 ซึ่งนำกำไรของบริษัทต่างประเทศภายใต้การควบคุมมารวมเป็นเงินได้ของผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาในญี่ปุ่น ขัดต่อข้อ 7 วรรค 1 ของความตกลงญี่ปุ่น–สิงคโปร์หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด46 ข้อ 7 วรรค 1 ของความตกลงญี่ปุ่น–สิงคโปร์ใช้โครงเดียวกับข้อ 7 วรรค 1 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น บทเรียนที่ใช้กับผู้อ่านไทยคือ ข้อ 7 จำกัดอำนาจของรัฐแหล่งเงินได้ที่จะเก็บภาษีกำไรธุรกิจของวิสาหกิจต่างประเทศ ข้อ 7 ไม่ได้รับประกันว่ารัฐที่ผู้ถือหุ้นมีถิ่นที่อยู่จะไม่เก็บภาษีผู้ถือหุ้นของตนจากกำไรของบริษัทในต่างประเทศ ผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นของบริษัทไทยที่เสียภาษีต่ำจึงต้องตรวจกฎหมายบริษัทต่างประเทศภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นด้วย

ข้อสรุปของการเปรียบเทียบสำหรับผู้อ่านไทยมีสามประการ ประการที่หนึ่ง อัตราในอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นต้องอ่านเทียบกับอัตราตามกฎหมายภายในของทั้งสองประเทศทุกครั้ง เพราะเพดานหลายข้อสูงกว่าอัตราจริง ประการที่สอง เกณฑ์สามเดือนสำหรับงานก่อสร้างและหกเดือนสำหรับบริการทำให้โครงการของบริษัทญี่ปุ่นในไทยถึงเกณฑ์สถานประกอบการถาวรเร็วกว่าโครงการของบริษัทสิงคโปร์ ประการที่สาม การเลือกผ่านประเทศที่สามเพื่อใช้อนุสัญญาที่อัตราดีกว่าต้องผ่านการทดสอบวัตถุประสงค์หลักตาม MLI ซึ่งใช้กับทั้งอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นและไทย–สิงคโปร์

การวิเคราะห์อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นทางนิติเศรษฐศาสตร์ นิติปรัชญา และความรู้ข้ามศาสตร์

อนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นแบ่งรายได้ภาษีระหว่างสองรัฐและลดความไม่แน่นอนของผู้ลงทุน งานของ Hines พบว่าบริษัทญี่ปุ่นในประเทศที่มีเครดิตภาษีที่ยกเว้นกับญี่ปุ่นเสียภาษีต่ำกว่าบริษัทอเมริกันร้อยละ 23 บทที่มีผลทางเศรษฐกิจมากที่สุดของอนุสัญญาฉบับนี้จึงอยู่ที่ข้อ 21 วรรค 4 มากกว่าอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายในข้อ 10 ถึงข้อ 12

หน้าที่ทางเศรษฐศาสตร์ประการแรกของอนุสัญญาภาษีซ้อนคือการแบ่งฐานภาษีระหว่างรัฐแหล่งเงินได้กับรัฐที่ผู้รับมีถิ่นที่อยู่ เพดานภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเกณฑ์สถานประกอบการถาวรเป็นเครื่องมือแบ่ง งานเชิงประจักษ์ของ Blonigen และ Davies ซึ่งศึกษาการลงทุนโดยตรงของสหรัฐอเมริกา พบหลักฐานน้อยมากว่าอนุสัญญาภาษีทวิภาคีเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ47 ผลนี้ศึกษาสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ศึกษาไทยหรือญี่ปุ่น แต่สอดคล้องกับการอ่านตารางอัตราในหัวข้อก่อน คือเพดานภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายข้อของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นสูงกว่าอัตราตามกฎหมายไทย จึงไม่อาจเป็นแรงจูงใจให้ลงทุน

หน้าที่ประการที่สองคือการรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ประเทศผู้รับการลงทุนให้ไว้ ถ้ารัฐที่ผู้ลงทุนมีถิ่นที่อยู่ใช้วิธีเครดิตภาษีโดยไม่นับภาษีที่ยกเว้น ภาษีที่ไทยยกเว้นจะถูกเก็บคืนในรัฐนั้นเมื่อส่งกำไรกลับ สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนจะไหลไปเป็นรายได้ของรัฐผู้ลงทุนแทนผู้ลงทุน งานของ Hines เปรียบเทียบรูปแบบการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นกับบริษัทอเมริกัน และพบว่าบริษัทญี่ปุ่นเสียภาษีต่ำกว่าบริษัทอเมริกันร้อยละ 23 ในประเทศที่ญี่ปุ่นมีความตกลงให้เครดิตภาษีที่ยกเว้น ขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่ให้เครดิตประเภทนี้48 ข้อ 21 วรรค 3 ถึงวรรค 5 และพิธีสารข้อ 7 และข้อ 8 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นคือกลไกที่งานนั้นศึกษา ในทางนโยบาย บทนี้ทำให้การยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนมีผลถึงผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นจริง และเป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ไทยรักษาไว้ได้โดยไม่ต้องลดเพดานภาษีหัก ณ ที่จ่าย

หน้าที่ประการที่สามเกี่ยวกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา 70 วางภาระการหักภาษีไว้ที่ผู้จ่ายในไทย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 ยืนยันว่าผู้จ่ายรับผิดร่วมเมื่อหักผิด งานของ Slemrod อธิบายว่าการเลือกว่าใครเป็นผู้นำส่งภาษีมีผลต่อการปฏิบัติตามกฎหมายและต้นทุนการบริหาร แม้ภาระภาษีทางเศรษฐกิจจะตกอยู่กับฝ่ายเดียวกัน49 การให้ผู้จ่ายในไทยเป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้อนุสัญญาหรือไม่ จึงย้ายความเสี่ยงของการจัดประเภทผิดจากผู้รับในญี่ปุ่นมาไว้ที่ผู้จ่ายในไทย ผลในทางปฏิบัติคือผู้จ่ายมีแรงจูงใจให้หักภาษีไว้ก่อนเมื่อสงสัย และภาระพิสูจน์สิทธิตามอนุสัญญาย้ายกลับไปที่ผู้รับเงินในรูปของเอกสารที่ผู้จ่ายเรียกขอ

ความรู้ข้ามศาสตร์ด้านการคลังสาธารณะช่วยอธิบายข้อจำกัดของเกณฑ์สถานประกอบการถาวร Devereux และ Vella วิเคราะห์ว่าระบบภาษีนิติบุคคลระหว่างประเทศที่ผูกสิทธิเก็บภาษีไว้กับการมีอยู่ทางกายภาพในรัฐแหล่งเงินได้ไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่สร้างมูลค่าข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีบุคลากรในประเทศนั้น50 ข้อ 5 วรรค 4 ของอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นนับเฉพาะบริการที่ทำผ่านลูกจ้างหรือพนักงานในไทย บริการให้คำปรึกษาหรือบริการทางวิศวกรรมที่ทำจากญี่ปุ่นทั้งหมดจึงไม่ก่อสิทธิเก็บภาษีแก่ไทยตามข้อ 7 ไม่ว่ามูลค่าเท่าใด ด้านการบัญชี พิธีสารข้อ 3 ที่ให้คำนวณกำไรเป็นร้อยละของรายรับเป็นการยอมรับต้นทุนของการปันส่วนต้นทุนข้ามประเทศ เมื่อสาขาไม่มีระบบบัญชีที่แยกกำไรของตนออกจากกำไรของทั้งวิสาหกิจได้

ในทางนิติปรัชญา อนุสัญญาภาษีซ้อนเป็นการจำกัดอำนาจอธิปไตยทางภาษีโดยความสมัครใจและโดยต่างตอบแทน ไทยสละอำนาจเก็บภาษีค่าบริการตามข้อ 7 เพื่อแลกกับการที่ญี่ปุ่นสละอำนาจเดียวกันต่อผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย ระบบกฎหมายไทยรับอนุสัญญาเข้ามาตามแนวทวินิยม (dualism) ซึ่งถือว่าสนธิสัญญามีผลต่อสิทธิหน้าที่ของเอกชนเมื่อกฎหมายภายในรับรอง พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 18) มาตรา 3 จึงเป็นสะพานที่ทำให้ข้อ 7 ของอนุสัญญามีผลเหนือมาตรา 70 ส่วนการทดสอบวัตถุประสงค์หลักตาม MLI Article 7 เปลี่ยนวิธีตีความจากการอ่านถ้อยคำตามแบบไปสู่การพิจารณาวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติ ข้อยกเว้นของ MLI Article 7 ที่ยังให้สิทธิเมื่อการให้สิทธินั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง สะท้อนว่าความชอบธรรมของการลดภาษีตามอนุสัญญาอยู่ที่การขจัดภาษีซ้อนจริง ไม่ใช่การสร้างภาษีต่ำซ้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น ตอบจากตัวบทอนุสัญญาฉบับลงนาม 7 เมษายน 2533 พิธีสาร ข้อความที่ MLI แก้ไข มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 50 และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และคำพิพากษาศาลฎีกา โดยระบุข้อยกเว้นของแต่ละหลักไว้ในคำตอบ

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–ญี่ปุ่น ฉบับที่ใช้บังคับคือฉบับใด
ฉบับที่ใช้บังคับลงนามที่กรุงโตเกียววันที่ 7 เมษายน 2533 พร้อมพิธีสาร มีผลวันที่ 30 สิงหาคม 2533 แทนฉบับลงนาม 1 มีนาคม 2506 ตามข้อ 26 วรรค 3 และตั้งแต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเหตุที่เกิดวันที่ 1 มกราคม 2566 ต้องอ่านคู่กับข้อความที่ MLI แก้ไข ต้นฉบับทำเป็นภาษาอังกฤษภาษาเดียว
บริษัทไทยจ่ายค่าบริการให้บริษัทญี่ปุ่นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
ถ้าบริษัทญี่ปุ่นไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย ค่าบริการเป็นกำไรธุรกิจตามข้อ 7 วรรค 1 ไทยเก็บภาษีไม่ได้ ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70 ข้อยกเว้นมีสองกรณี คือเนื้อแท้ของเงินเป็นค่าตอบแทนข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมซึ่งเป็นค่าสิทธิร้อยละ 15 ตามข้อ 12 และบุคลากรญี่ปุ่นให้บริการในไทยรวมกันเกินหกเดือนในสิบสองเดือนใด ๆ สำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นสถานประกอบการถาวรตามข้อ 5 วรรค 4 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 ยังต้องนำส่งแยกต่างหาก
เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นเสียภาษีไทยอัตราเท่าใด
ร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 ประกอบบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) (ค) สำหรับผู้รับที่เป็นบริษัท และตามมาตรา 50 (2) (จ) สำหรับบุคคลธรรมดาที่มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เพดานตามข้อ 10 วรรค 2 คือร้อยละ 15 สำหรับกิจการอุตสาหกรรมและร้อยละ 20 กรณีอื่น ใช้เฉพาะบริษัทที่ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 และสูงกว่าอัตราตามกฎหมายไทย จึงไม่ลดภาษี
ดอกเบี้ยที่จ่ายไปญี่ปุ่นหักภาษีร้อยละเท่าใด
ร้อยละ 10 เมื่อผู้รับเป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นตามข้อ 11 วรรค 2 (ก) ร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 เมื่อผู้รับเป็นบริษัทอื่น เพราะเพดานร้อยละ 25 ในข้อ 11 วรรค 2 (ข) สูงกว่า และร้อยละ 15 ตามมาตรา 50 (2) (ก) เมื่อผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ยที่จ่ายแก่รัฐบาล ธนาคารกลาง หรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าของทั้งหมดได้รับยกเว้นตามข้อ 11 วรรค 3 ส่วนดอกเบี้ยที่เกินอัตราตลาดเพราะความสัมพันธ์พิเศษไม่ได้รับอัตราตามอนุสัญญาในส่วนที่เกินตามข้อ 11 วรรค 7
ค่าสิทธิและค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายไปญี่ปุ่นเสียภาษีเท่าใด
ร้อยละ 15 ตามข้อ 12 วรรค 2 ซึ่งเท่ากับอัตราตามมาตรา 70 นิยามในข้อ 12 วรรค 3 รวมลิขสิทธิ์ ฟิล์มภาพยนตร์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบ สูตรหรือกรรมวิธีลับ และข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ แต่ไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าเช่าอุปกรณ์ตกอยู่ในข้อ 20 วรรค 3 และหักร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 ได้
ลูกจ้างญี่ปุ่นที่มาทำงานในไทยต้องเสียภาษีไทยหรือไม่
ได้รับยกเว้นตามข้อ 14 วรรค 1 เมื่อครบสามเงื่อนไขพร้อมกัน คืออยู่ในไทยไม่เกิน 180 วันในปีปฏิทิน ผู้จ่ายเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในญี่ปุ่น และค่าตอบแทนไม่ตกเป็นภาระของวิสาหกิจที่เสียภาษีในไทย ถ้าบริษัทลูกในไทยชดใช้ค่าตอบแทนคืนให้บริษัทแม่ หรือลูกจ้างอยู่เกิน 180 วัน ไทยเก็บภาษีได้ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ค่าตอบแทนกรรมการของบริษัทไทยไทยเก็บภาษีได้เสมอตามข้อ 15
การให้บริการในไทยนานเท่าใดจึงเป็นสถานประกอบการถาวรตามอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่น
การให้บริการรวมบริการให้คำปรึกษาผ่านลูกจ้างหรือพนักงานในไทยเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อกิจกรรมสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องรวมกันเกินหกเดือนภายในสิบสองเดือนใด ๆ ตามข้อ 5 วรรค 4 ส่วนที่ตั้งอาคาร โครงการก่อสร้าง ติดตั้ง หรือประกอบ หรือกิจกรรมควบคุมงานเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อมีอยู่เกินสามเดือนตามข้อ 5 วรรค 3 และตัวแทนที่มีบทบาทหลักนำไปสู่การทำสัญญาอาจทำให้มีสถานประกอบการถาวรโดยไม่ต้องนับเวลาตามข้อ 5 วรรค 6 ที่ปรับโดย MLI Article 12