ปรับปรุงล่าสุด

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ ฉบับที่ใช้บังคับอยู่คือความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ลงนามเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 ณ สิงคโปร์ มีผลใช้บังคับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 และในฝั่งไทยใช้กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 แทนอนุสัญญาฉบับปี 2518 ความตกลงจำกัดภาษีที่ประเทศต้นทางเก็บได้ คือ เงินปันผลไม่เกินร้อยละ 10 ดอกเบี้ยร้อยละ 10 สำหรับสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และหนี้จากการขายเชื่อ ส่วนดอกเบี้ยกรณีอื่นร้อยละ 15 ค่าสิทธิร้อยละ 5 8 หรือ 10 ตามประเภท และภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิไม่เกินร้อยละ 10 บริษัทสิงคโปร์ที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยไม่ต้องเสียภาษีไทยจากกำไรธุรกิจ และการให้บริการในไทยเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อเกิน 183 วันในสิบสองเดือนใด ๆ บทความนี้อ่านความตกลงทีละข้อจากต้นฉบับที่กรมสรรพากรเผยแพร่ เทียบกับมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวคำพิพากษาต่างประเทศเรื่องเจ้าของผู้รับประโยชน์

สถานะกฎหมาย ณ 15 ตุลาคม 2569: ความตกลงไทย–สิงคโปร์ ฉบับลงนาม 11 มิถุนายน 2558 และพิธีสารท้ายความตกลงใช้บังคับอยู่ ต้นฉบับทำเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งสองฉบับเป็นหลักฐานเท่าเทียมกัน แต่ถ้าตีความต่างกันให้ถือฉบับภาษาอังกฤษ1 ถ้อยคำที่ยกในเชิงอรรถจึงคัดจากฉบับภาษาอังกฤษในไฟล์ของกรมสรรพากร ส่วนอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยคัดจากมาตรา 70 และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ฉบับปัจจุบันบนเว็บไซต์กรมสรรพากร ความตกลงฉบับนี้ยังถูกปรับโดยอนุสัญญาพหุภาคีเพื่อนำมาตรการเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อนไปใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Multilateral Convention หรือ MLI) ซึ่งมีผลกับความตกลงไทย–สิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 และใช้กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 (ตารางวันที่มีผลบังคับใช้ของกรมสรรพากร rd.go.th ไฟล์ entry_110669.pdf ลำดับที่ 34) MLI เพิ่มอารัมภบทว่าความตกลงไม่มุ่งสร้างโอกาสให้ไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงด้วยการหลีกเลี่ยงหรือเลี่ยงภาษี รวมถึงการเลือกใช้อนุสัญญา (treaty shopping) และเพิ่มข้อ 26A ว่าด้วยการทดสอบวัตถุประสงค์หลัก (principal purpose test) ซึ่งไม่ให้สิทธิตามความตกลงเมื่อสรุปได้อย่างมีเหตุผลว่าการได้สิทธินั้นเป็นวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของการจัดการหรือธุรกรรม เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าการให้สิทธินั้นสอดคล้องกับวัตถุและความมุ่งประสงค์ของบทที่เกี่ยวข้อง (ข้อความสังเคราะห์ที่กรมสรรพากรสิงคโปร์ IRAS เผยแพร่ iras.gov.sg · ตรวจ 15 ตุลาคม 2569)

สาระสำคัญ

สารบัญ
  1. อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ คืออะไร และฉบับใดใช้บังคับ
  2. ใครใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ได้: ผู้มีถิ่นที่อยู่ตามข้อ 4
  3. อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ เทียบกับมาตรา 70
  4. เงินปันผลและการจำหน่ายเงินกำไรของสาขา: ข้อ 10 และข้อ 10 ก
  5. ดอกเบี้ยตามข้อ 11: อัตราร้อยละ 10 และ 15 กับพิธีสารเรื่องอัตราที่ต่ำกว่า
  6. ค่าสิทธิตามข้อ 12: สามอัตรา และเส้นแบ่งกับค่าบริการ
  7. กำไรจากธุรกิจตามข้อ 7: ค่าบริการจากสิงคโปร์ที่ไทยเก็บภาษีไม่ได้
  8. สถานประกอบการถาวรตามข้อ 5: 183 วันสำหรับบริการ และ 12 เดือนสำหรับงานก่อสร้าง
  9. กำไรจากการโอนทรัพย์สิน เงินเดือน และเงินได้อื่นตามข้อ 13 ถึงข้อ 21
  10. การขจัดการเก็บภาษีซ้อนตามข้อ 22: เครดิตภาษีและการยกเว้นเงินปันผล
  11. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและข้อหารือที่ใช้อนุสัญญาไทย–สิงคโปร์
  12. กฎหมายเปรียบเทียบ: เจ้าของผู้รับประโยชน์ในคดี Indofood และ Prévost Car
  13. นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: อนุสัญญาภาษีซ้อนแบ่งรายได้ภาษีอย่างไร
  14. การตกลงร่วมกันตามข้อ 24 เมื่อถูกเก็บภาษีไม่ตรงความตกลง
  15. ขั้นตอนตรวจก่อนจ่ายเงินไปสิงคโปร์หรือรับเงินจากสิงคโปร์
  16. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ คืออะไร และฉบับใดใช้บังคับ

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ คือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสิงคโปร์ที่แบ่งสิทธิเก็บภาษีเงินได้ระหว่างสองประเทศ เพื่อไม่ให้เงินได้ก้อนเดียวถูกเก็บภาษีเต็มอัตราทั้งสองฝั่ง ฉบับที่ใช้บังคับลงนามวันที่ 11 มิถุนายน 2558 และมีผลวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559

ไทยและสิงคโปร์มีอนุสัญญาภาษีซ้อนมาตั้งแต่ฉบับลงนามวันที่ 15 กันยายน 2518 ฉบับนั้นใช้มากว่าสี่สิบปี จนสองประเทศลงนามฉบับใหม่ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 และกระทรวงการคลังสิงคโปร์ประกาศว่าฉบับใหม่มีผลใช้บังคับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 25592 เอกสารที่กรมสรรพากรเผยแพร่ใช้ชื่อเต็มว่า ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ มีพิธีสารแนบท้ายสองข้อ

วันที่มีผลใช้บังคับกับวันที่เริ่มใช้อัตราภาษีไม่ใช่วันเดียวกัน ข้อ 27 วรรค 2 (ข) กำหนดว่าในประเทศไทย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายใช้ความตกลงกับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีปฏิทินถัดจากปีที่ความตกลงมีผล และภาษีเงินได้อื่นใช้กับปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีถัดไปเช่นกัน3 เมื่อความตกลงมีผลในปี 2559 อัตราใหม่จึงเริ่มใช้กับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 และกับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินที่จ่ายก่อนปี 2560 ยังต้องอ่านอนุสัญญาฉบับ 2518

ในกฎหมายไทย อนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ได้มีผลลดภาษีด้วยตัวเอง ประมวลรัษฎากรรับอนุสัญญาเข้ามาผ่านพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 ซึ่งลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้ให้เป็นไปตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยทำกับต่างประเทศ4 กรมสรรพากรอ้างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คู่กับข้อของอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ทุกครั้งที่ตอบข้อหารือ ดังจะเห็นในหัวข้อกำไรจากธุรกิจด้านล่าง ภาพรวมของอนุสัญญาทุกฉบับอยู่ในคู่มือ อนุสัญญาภาษีซ้อนของไทย

ใครใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ได้: ผู้มีถิ่นที่อยู่ตามข้อ 4

ผู้ใช้สิทธิตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ได้ต้องเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของไทยหรือสิงคโปร์ตามข้อ 4 คือบุคคลที่ต้องเสียภาษีในประเทศนั้นเพราะภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ สถานที่จดทะเบียน สถานที่จัดการ หรือเกณฑ์อื่นทำนองเดียวกัน

ข้อ 4 วรรค 1 นิยามผู้มีถิ่นที่อยู่ของรัฐผู้ทำสัญญาว่า บุคคลที่ตามกฎหมายของรัฐนั้นต้องเสียภาษีในรัฐนั้นเพราะภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ สถานที่จดทะเบียนจัดตั้ง สถานที่จัดการ หรือเกณฑ์อื่นทำนองเดียวกัน5 บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์จึงเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของสิงคโปร์ ถ้ากฎหมายสิงคโปร์ถือว่าต้องเสียภาษีที่นั่น การมีชื่อเป็นบริษัทสิงคโปร์อย่างเดียวยังไม่พอ ผู้จ่ายเงินในไทยต้องมีหลักฐานว่าผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ตามข้อ 4 ในปีที่จ่าย

กรณีบริษัทเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของทั้งสองประเทศ เช่น จดทะเบียนในสิงคโปร์แต่ไทยถือว่ามีสถานที่จัดการในไทย ข้อ 4 วรรค 3 ไม่ได้ตัดสินด้วยสถานที่จัดการที่แท้จริงเหมือนแม่แบบบางฉบับ แต่ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสองประเทศหาข้อยุติโดยความตกลงร่วมกัน5 ระหว่างที่ยังไม่มีข้อยุติ บริษัทอาจเสียภาษีในฐานะผู้มีถิ่นที่อยู่ของทั้งสองฝั่ง โครงสร้างที่ให้กรรมการชาวไทยประชุมและตัดสินใจในไทยทั้งหมดจึงเสี่ยงกว่าที่ผู้ลงทุนมักคาด

หลักฐานที่ใช้กันในทางปฏิบัติคือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของประเทศผู้รับเงิน บริษัทไทยที่รับเงินจากสิงคโปร์ขอหนังสือรับรองจากกรมสรรพากรด้วยแบบ ร.อ.22 รายละเอียดเอกสาร สถานที่ยื่น และขอบเขตของหนังสือรับรองอยู่ในบทความ หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี6 หนังสือรับรองยืนยันได้เพียงถิ่นที่อยู่ ไม่ได้ยืนยันว่าผู้รับเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ของเงินได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขแยกต่างหากในข้อ 10 ถึงข้อ 12

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ เทียบกับมาตรา 70

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ คือ เงินปันผลไม่เกินร้อยละ 10 ดอกเบี้ยร้อยละ 10 หรือ 15 ตามประเภทผู้รับ ค่าสิทธิร้อยละ 5 8 หรือ 10 ตามประเภทสิทธิ และภาษีการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิไม่เกินร้อยละ 10

จุดเริ่มต้นอยู่ที่มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้ผู้จ่ายหักภาษีเมื่อบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในไทยได้รับเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ถึง (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย และนำส่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย บัญชีอัตราภาษีเงินได้กำหนดร้อยละ 15 เป็นอัตราทั่วไป และร้อยละ 10 สำหรับเงินปันผลตามมาตรา 40 (4) (ข) ส่วนภาษีตามมาตรา 70 ทวิอัตราร้อยละ 107 อนุสัญญาไม่ได้สร้างหน้าที่หักภาษีใหม่ แต่จำกัดอัตราที่ไทยเก็บได้เมื่อผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่และเจ้าของผู้รับประโยชน์ในสิงคโปร์ วิธีหักและความรับผิดของผู้จ่ายอยู่ในบทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินที่จ่ายไปต่างประเทศตามมาตรา 70

อัตราภาษีที่ไทยเก็บได้จากเงินที่จ่ายไปบริษัทสิงคโปร์ (เงินได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560)
ประเภทเงินได้อัตราตามประมวลรัษฎากรอัตราสูงสุดตามความตกลง 2558บทของความตกลง
เงินปันผลร้อยละ 10ร้อยละ 10ข้อ 10 วรรค 2
การจำหน่ายเงินกำไรของสาขา (มาตรา 70 ทวิ)ร้อยละ 10ร้อยละ 10ข้อ 10 ก
ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ร้อยละ 15ร้อยละ 10ข้อ 11 วรรค 2 (ก)
ดอกเบี้ยหนี้จากการขายเชื่ออุปกรณ์ สินค้า หรือบริการ ระหว่างผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกันร้อยละ 15ร้อยละ 10ข้อ 11 วรรค 2 (ข)
ดอกเบี้ยกรณีอื่น รวมเงินกู้ระหว่างบริษัทในกลุ่มร้อยละ 15ร้อยละ 15ข้อ 11 วรรค 2 (ค)
ค่าสิทธิในลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ ภาพยนตร์ และเทปออกอากาศร้อยละ 15ร้อยละ 5ข้อ 12 วรรค 2 (ก)
ค่าสิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบ สูตรลับ และค่าเช่าอุปกรณ์อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ร้อยละ 15ร้อยละ 8ข้อ 12 วรรค 2 (ข)
ค่าสิทธิกรณีอื่น รวมค่าข้อสนเทศทางเทคนิค (know-how)ร้อยละ 15ร้อยละ 10ข้อ 12 วรรค 2 (ค)
ค่าบริการที่เป็นกำไรธุรกิจ ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยตามประเภทเงินได้ไทยเก็บไม่ได้ข้อ 7 วรรค 1

ตารางนี้แสดงข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจคลาดเคลื่อนสองเรื่อง เรื่องแรก อนุสัญญาฉบับใหม่ลดอัตราลงจากฉบับ 2518 จริง ฉบับเดิมจำกัดเงินปันผลไว้ที่ร้อยละ 20 ดอกเบี้ยกรณีทั่วไปร้อยละ 25 และค่าสิทธิร้อยละ 158 แต่อัตราของฉบับใหม่ต้องเทียบกับอัตราตามมาตรา 70 ไม่ใช่เทียบกับฉบับเดิม เงินปันผลและภาษีตามมาตรา 70 ทวิจึงเสียร้อยละ 10 เท่าเดิม เรื่องที่สอง ดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัทแม่ในสิงคโปร์ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ตกอยู่ในข้อ 11 วรรค 2 (ค) ซึ่งเป็นร้อยละ 15 เท่ากับอัตราในประมวลรัษฎากร การตั้งบริษัทการเงินของกลุ่มในสิงคโปร์จึงไม่ได้ลดภาษีดอกเบี้ยลงเอง เว้นแต่บริษัทนั้นเป็นสถาบันการเงินจริงและเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ของดอกเบี้ย

เงินปันผลและการจำหน่ายเงินกำไรของสาขา: ข้อ 10 และข้อ 10 ก

เงินปันผลที่บริษัทไทยจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นในสิงคโปร์เสียภาษีในไทยได้ไม่เกินร้อยละ 10 ตามข้อ 10 วรรค 2 และสาขาของบริษัทสิงคโปร์ที่จำหน่ายเงินกำไรออกจากไทยเสียภาษีตามมาตรา 70 ทวิได้ไม่เกินร้อยละ 10 ตามข้อ 10 ก

ข้อ 10 วรรค 2 ให้ประเทศที่บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลมีถิ่นที่อยู่เก็บภาษีได้ตามกฎหมายของตน แต่ถ้าเจ้าของผู้รับประโยชน์ของเงินปันผลเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของอีกประเทศหนึ่ง ภาษีต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้น9 ความตกลงไม่มีอัตราพิเศษสำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ ต่างจากหลายฉบับที่ลดอัตราให้บริษัทที่ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 10 หรือ 25 ขึ้นไป อัตราเดียวร้อยละ 10 ใช้กับทุกสัดส่วนการถือหุ้น

ข้อ 10 วรรค 4 ยกเว้นกรณีที่หุ้นซึ่งก่อให้เกิดเงินปันผลเกี่ยวเนื่องอย่างแท้จริงกับสถานประกอบการถาวรที่ผู้รับมีในไทย กรณีนั้นใช้ข้อ 7 แทน9 ผลคือเงินปันผลรวมเข้ากับกำไรของสถานประกอบการถาวรและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยตามปกติ

ข้อ 10 ก เป็นบทที่ไทยเจรจาใส่ไว้เพื่อรักษาภาษีตามมาตรา 70 ทวิ ข้อนี้ระบุว่าไม่มีความใดในความตกลงที่ห้ามไทยเก็บภาษีการจำหน่ายเงินกำไรจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แต่อัตราต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนทั้งสิ้น10 บริษัทสิงคโปร์ที่ประกอบกิจการในไทยผ่านสาขาจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรของสาขา และเสียภาษีอีกชั้นเมื่อส่งกำไรกลับ เช่นเดียวกับบริษัทลูกที่จ่ายเงินปันผล กรมสรรพากรเคยตีความการจำหน่ายเงินกำไรไว้กว้าง ในหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811/1357 ตัวแทนในไทยของบริษัทสิงคโปร์ที่มีอำนาจสั่งให้ลูกค้าในไทยชำระค่าสินค้าไปยังที่ใดก็ได้ถูกถือว่าจำหน่ายเงินกำไรและต้องเสียภาษีร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 ทวิ11 ขอบเขตของมาตรา 70 ทวิและแนวคำพิพากษาอยู่ในบทความ มาตรา 70 ทวิ ภาษีการจำหน่ายเงินกำไร

เงินปันผลในทิศทางกลับ คือบริษัทสิงคโปร์จ่ายให้บริษัทไทย ข้อ 22 (ข) ให้ไทยยกเว้นภาษีเงินปันผลนั้น ถ้าบริษัทไทยถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทสิงคโปร์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ถ้าถือน้อยกว่านั้น ไทยเก็บภาษีและให้เครดิตภาษีสิงคโปร์12 รายละเอียดอยู่ในหัวข้อการขจัดการเก็บภาษีซ้อนด้านล่าง

ดอกเบี้ยตามข้อ 11: อัตราร้อยละ 10 และ 15 กับพิธีสารเรื่องอัตราที่ต่ำกว่า

ดอกเบี้ยที่จ่ายจากไทยไปสิงคโปร์เสียภาษีในไทยได้ไม่เกินร้อยละ 10 เมื่อเจ้าของผู้รับประโยชน์เป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัย หรือเป็นหนี้จากการขายเชื่อระหว่างผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่เกินร้อยละ 15 ในกรณีอื่น ดอกเบี้ยที่จ่ายแก่รัฐบาลสิงคโปร์ได้รับยกเว้น

ข้อ 11 วรรค 2 แบ่งดอกเบี้ยเป็นสามกลุ่ม กลุ่ม (ก) ร้อยละ 10 เมื่อดอกเบี้ยเป็นของสถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัยในฐานะเจ้าของผู้รับประโยชน์ กลุ่ม (ข) ร้อยละ 10 เมื่อดอกเบี้ยเกิดจากหนี้ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ของอีกประเทศหนึ่งขายเชื่ออุปกรณ์ สินค้า หรือบริการ ยกเว้นการขายระหว่างผู้ที่ไม่ได้ติดต่อกันอย่างเป็นอิสระ กลุ่ม (ค) ร้อยละ 15 ในกรณีอื่นทั้งหมด13 วรรค 3 ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยที่จ่ายแก่รัฐบาลของอีกประเทศหนึ่ง และวรรค 4 นิยามรัฐบาลของสิงคโปร์ให้รวมธนาคารกลางสิงคโปร์ บริษัท Government of Singapore Investment Corporation และองค์กรตามกฎหมาย ส่วนรัฐบาลไทยรวมธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

เงื่อนไขในกลุ่ม (ข) ตัดการขายเชื่อระหว่างบริษัทในกลุ่มเดียวกันออกไปแล้ว บริษัทไทยที่ค้างค่าสินค้ากับบริษัทแม่ในสิงคโปร์และจ่ายดอกเบี้ยจากการชำระล่าช้า จึงไม่ได้อัตราร้อยละ 10 ตามกลุ่มนี้ ส่วนดอกเบี้ยที่สูงกว่าราคาตลาดระหว่างผู้เกี่ยวข้องกัน ข้อ 11 วรรค 8 ให้ใช้อัตราตามความตกลงกับจำนวนที่เป็นไปตามราคาตลาดเท่านั้น ส่วนเกินเสียภาษีตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ14 ประเด็นนี้เชื่อมกับเกณฑ์ราคาโอนตามข้อ 915 และมาตรา 71 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร อธิบายไว้ในคู่มือ Transfer Pricing คืออะไร

พิธีสารท้ายความตกลงข้อ 2 มีข้อความที่ผู้ปฏิบัติงานมักข้ามไป ถ้าภายหลังวันลงนามความตกลงฉบับนี้ ไทยตกลงกับประเทศอื่นจำกัดภาษีดอกเบี้ยไว้ต่ำกว่าอัตราในข้อ 11 วรรค 2 อัตราที่ต่ำกว่านั้นจะใช้กับดอกเบี้ยประเภทที่คล้ายคลึงกันภายใต้ความตกลงไทย–สิงคโปร์ด้วย นับแต่วันที่ความตกลงกับประเทศอื่นมีผล16 ข้อ 1 ของพิธีสารมีกลไกแบบเดียวกันสำหรับการขนส่งทางเรือ ก่อนหักภาษีดอกเบี้ยร้อยละ 15 จึงควรตรวจอนุสัญญาที่ไทยลงนามหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2558 ว่ามีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสำหรับประเภทเดียวกันหรือไม่ บทความนี้ไม่ได้สรุปว่ามีอัตราดังกล่าว เพราะต้องอ่านความตกลงแต่ละฉบับที่ลงนามหลังวันนั้น

ฝั่งสิงคโปร์ กฎหมายภายในเก็บภาษีดอกเบี้ยที่จ่ายแก่ผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ซึ่งมิได้ประกอบกิจการในสิงคโปร์ร้อยละ 15 ของจำนวนทั้งสิ้นตาม Income Tax Act 1947 section 43(3) และให้ผู้จ่ายหักนำส่งตาม section 4517 บริษัทไทยที่ให้กู้แก่บริษัทในสิงคโปร์จึงใช้ข้อ 11 จำกัดภาษีสิงคโปร์ได้ในทำนองเดียวกัน แล้วนำภาษีสิงคโปร์ไปเป็นเครดิตในไทยตามข้อ 22 (ข)

ค่าสิทธิตามข้อ 12: สามอัตรา และเส้นแบ่งกับค่าบริการ

ค่าสิทธิที่จ่ายจากไทยไปสิงคโปร์เสียภาษีในไทยได้ไม่เกินร้อยละ 5 สำหรับลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ ร้อยละ 8 สำหรับสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบ สูตรลับ และการใช้อุปกรณ์ และร้อยละ 10 สำหรับค่าสิทธิอื่น

ข้อ 12 วรรค 2 กำหนดอัตราตามชนิดของสิทธิ ไม่ใช่ตามตัวผู้รับ อนุ (ก) ร้อยละ 5 สำหรับลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปกรรม หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งภาพยนตร์และฟิล์มหรือเทปสำหรับวิทยุโทรทัศน์ อนุ (ข) ร้อยละ 8 สำหรับสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตรหรือกรรมวิธีลับ และการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ อนุ (ค) ร้อยละ 10 ในกรณีอื่น18 วรรค 3 นิยามค่าสิทธิให้รวมค่าตอบแทนสำหรับข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ค่าความรู้ทางเทคนิคที่ไม่มีสิทธิบัตรรองรับจึงตกอยู่ในอนุ (ค) ร้อยละ 10

การจ่ายเงินหนึ่งก้อนที่รวมหลายสิทธิ เช่นสัญญาแฟรนไชส์ที่มีทั้งเครื่องหมายการค้า คู่มือ และค่าฝึกอบรม ต้องแยกจำนวนเงินตามประเภทเพื่อใช้อัตราให้ถูก ถ้าสัญญาไม่แยกราคา กรมสรรพากรมีเหตุให้ใช้อัตราสูงกับทั้งก้อน การร่างสัญญาที่แยกค่าตอบแทนแต่ละส่วนพร้อมเหตุผลทางราคาจึงลดข้อพิพาทได้มากกว่าการโต้แย้งภายหลัง

เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดคือค่าสิทธิกับค่าบริการ เพราะค่าบริการที่ไม่ผ่านสถานประกอบการถาวรไทยเก็บภาษีไม่ได้เลย แต่ค่าสิทธิไทยเก็บได้ถึงร้อยละ 10 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 เป็นคดีที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ไทยจ่ายเงินแก่บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ในแคนาดาและสิงคโปร์ สัญญาเรียกเงินนั้นว่าค่าบริการ ศาลวินิจฉัยว่าแม้สัญญาจะเรียกเป็นค่าบริการ แต่เป็นค่าตอบแทนการใช้อุปกรณ์หรือข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ตามข้อ 12 ของอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ และเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (3)19 ผลคือผู้จ่ายต้องหักภาษี และเมื่อไม่หัก ศาลให้ผู้จ่ายรับผิดร่วมกับผู้รับเงินตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 2720 ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกิดก่อนความตกลงฉบับ 2558 มีผล (สัญญาซื้อขายฉบับหลักทำเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 และโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีในปี 2553 และ 2556) ข้อ 12 ที่ศาลอ้างจึงเป็นของอนุสัญญาฉบับ 2518 แต่หลักการแยกค่าสิทธิออกจากค่าบริการตามเนื้อแท้ของสิ่งที่ผู้จ่ายได้รับยังใช้กับความตกลงฉบับปัจจุบันได้

คดีนี้แสดงวิธีที่ศาลไทยอ่านอนุสัญญา ศาลไม่ได้ถามว่าคู่สัญญาเรียกเงินว่าอะไร แต่ถามว่าผู้จ่ายได้อะไรตอบแทน ถ้าสิ่งที่ได้คือสิทธิใช้ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือข้อมูลที่ผู้ให้หวงกันไว้ เงินนั้นเป็นค่าสิทธิ ถ้าสิ่งที่ได้คือผลงานที่ผู้ให้บริการทำเสร็จแล้วส่งมอบ โดยผู้รับไม่ได้สิทธิในความรู้เบื้องหลัง เงินนั้นเป็นค่าบริการ การตรวจสัญญาก่อนจ่ายเงินจึงต้องดูขอบเขตของสิทธิที่ได้รับ ไม่ใช่ชื่อของสัญญา

กำไรจากธุรกิจตามข้อ 7: ค่าบริการจากสิงคโปร์ที่ไทยเก็บภาษีไม่ได้

บริษัทสิงคโปร์ที่ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไทยจากกำไรธุรกิจตามข้อ 7 วรรค 1 ผู้จ่ายค่าบริการในไทยจึงไม่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70 ถ้าเงินนั้นเป็นค่าบริการจริงและไม่ใช่ค่าสิทธิ

หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/2565 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2546 เป็นแนวที่อ้างกันมาก บริษัทไทยจ้างบริษัทในสิงคโปร์เป็นที่ปรึกษาด้านการบริหาร ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล โดยไม่ส่งพนักงานเข้ามาในไทย กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าผู้ให้บริการซึ่งมิได้เข้ามาให้บริการโดยผ่านสถานประกอบการถาวรในไทยไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ไทย ตามข้อ 7 วรรค 1 ของอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์ ประกอบพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 18) มาตรา 3 ผู้จ่ายจึงไม่ต้องหักภาษี21 ข้อหารือนี้ออกในสมัยอนุสัญญาฉบับ 2518 แต่ข้อ 7 วรรค 1 ของฉบับปัจจุบันใช้หลักเดียวกัน คือกำไรของวิสาหกิจเก็บภาษีได้เฉพาะในประเทศของวิสาหกิจ เว้นแต่ประกอบธุรกิจในอีกประเทศหนึ่งผ่านสถานประกอบการถาวร

ข้อหารือนี้มีเงื่อนไขในตัวสองข้อ ข้อแรก ค่าตอบแทนต้องเป็นค่าบริการทั่วไป ไม่มีการให้ข้อสนเทศที่ผู้ให้หวงกัน มิฉะนั้นจะกลับไปเป็นค่าสิทธิตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 ข้อที่สอง ผู้ให้บริการต้องไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย ซึ่งเป็นเรื่องของข้อ 5 การพิสูจน์ทั้งสองข้อเป็นภาระของผู้จ่ายที่เลือกไม่หักภาษี ผู้จ่ายควรเก็บสัญญา ใบแจ้งหนี้ หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ และหลักฐานว่าบุคลากรไม่ได้ทำงานในไทยเกินเกณฑ์ไว้ในแฟ้มเดียวกัน

เมื่อบริษัทสิงคโปร์มีสถานประกอบการถาวรในไทย ไทยเก็บภาษีได้เฉพาะกำไรที่เกี่ยวกับสถานประกอบการถาวรนั้น และค่าใช้จ่ายที่ปันส่วนจากสำนักงานใหญ่ต้องพิสูจน์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7323/2560 ซึ่งวินิจฉัยตามความตกลงไทย–เยอรมนี วางหลักว่าผู้อ้างสิทธิหักค่าใช้จ่ายปันส่วนมีภาระพิสูจน์ว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเพื่อกิจการในไทยและคำนวณการปันส่วนได้22 หลักนี้ใช้กับสถานประกอบการถาวรของบริษัทสิงคโปร์ได้เช่นเดียวกัน

สถานประกอบการถาวรตามข้อ 5: 183 วันสำหรับบริการ และ 12 เดือนสำหรับงานก่อสร้าง

บริษัทสิงคโปร์มีสถานประกอบการถาวรในไทยเมื่อมีสถานธุรกิจประจำ เช่น สาขาหรือสำนักงาน เมื่อมีโครงการก่อสร้างหรือติดตั้งที่ดำเนินเกิน 12 เดือน หรือเมื่อส่งลูกจ้างมาให้บริการในไทยสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องรวมกันเกิน 183 วันในสิบสองเดือนใด ๆ

ข้อ 5 วรรค 3 ขยายความหมายของสถานประกอบการถาวรไว้สองกรณี อนุ (ก) ที่ตั้งอาคาร โครงการก่อสร้าง ติดตั้ง หรือประกอบ หรือกิจกรรมควบคุมงานที่เกี่ยวเนื่อง เมื่อดำเนินนานกว่า 12 เดือน อนุ (ข) การให้บริการรวมถึงบริการให้คำปรึกษาผ่านลูกจ้างหรือบุคลากรอื่น เมื่อกิจกรรมดำเนินต่อเนื่องสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องในอีกประเทศหนึ่งรวมกันเกิน 183 วันภายในระยะเวลาสิบสองเดือนใด ๆ23 ข่าวประชาสัมพันธ์ของ IRAS ในวันลงนามระบุว่าความตกลงฉบับใหม่ "lengthens the threshold period" ของสถานประกอบการถาวร2

เกณฑ์ 183 วันของไทย–สิงคโปร์ยาวกว่าอนุสัญญาไทย–สหรัฐอเมริกาที่ใช้เกิน 90 วัน และนับเป็นวัน ไม่ใช่เดือนแบบอนุสัญญาไทย–ญี่ปุ่นและความตกลงไทย–ฮ่องกง วิธีนับวัน ช่วงสิบสองเดือนที่ไม่ผูกกับปีปฏิทิน และความหมายของโครงการที่เกี่ยวเนื่อง อธิบายพร้อมตารางเปรียบเทียบในบทความ Service PE เกณฑ์วันให้บริการ ส่วนแนวคิดพื้นฐานของสถานประกอบการถาวรอยู่ในคู่มือ Permanent Establishment คืออะไร

ข้อ 5 วรรค 4 ตัดกิจกรรมเตรียมการหรือกิจกรรมเสริมออกจากความหมายของสถานประกอบการถาวร เช่น การใช้สถานที่เพื่อเก็บ แสดง หรือส่งมอบสินค้าของวิสาหกิจ การมีสถานที่เพื่อซื้อสินค้าหรือรวบรวมข้อมูลให้วิสาหกิจ และกิจกรรมอื่นที่มีลักษณะเตรียมการหรือเสริม24 สำนักงานผู้แทนที่ทำงานติดต่อและหาข้อมูลอย่างเดียวจึงยังไม่เป็นสถานประกอบการถาวร แต่ถ้าพนักงานในไทยเจรจาและสรุปสัญญาขายแทนบริษัทสิงคโปร์เป็นปกติ ความเสี่ยงเปลี่ยนไปทั้งตามข้อ 5 และตามมาตรา 76 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร

กำไรจากการโอนทรัพย์สิน เงินเดือน และเงินได้อื่นตามข้อ 13 ถึงข้อ 21

ความตกลงไทย–สิงคโปร์ให้ประเทศที่ทรัพย์สินตั้งอยู่เก็บภาษีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์และหุ้นที่มูลค่าอย่างน้อยสามในสี่มาจากอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เงินเดือนของลูกจ้างที่อยู่ในอีกประเทศไม่เกิน 183 วันเก็บภาษีได้เฉพาะในประเทศถิ่นที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขสามข้อ

ข้อ 13 วรรค 2 ให้ประเทศที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่เก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นที่มีมูลค่าอย่างน้อยสามในสี่มาจากอสังหาริมทรัพย์ในประเทศนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่รับรอง และวรรค 5 ให้กำไรจากการขายทรัพย์สินอื่นเก็บภาษีได้เฉพาะในประเทศถิ่นที่อยู่ของผู้ขาย25 ผู้ลงทุนสิงคโปร์ที่ขายหุ้นบริษัทไทยซึ่งไม่ได้ถือที่ดินเป็นหลักจึงอาจไม่ต้องเสียภาษีไทย แต่ถ้าบริษัทไทยเป็นบริษัทถือที่ดินหรืออาคาร ไทยเก็บภาษีได้ การประเมินสัดส่วนสามในสี่ต้องดูมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท รวมบริษัทลูกที่ถือที่ดินแทน

ข้อ 14 ว่าด้วยบริการส่วนบุคคลอิสระ เช่น ทนายความ วิศวกร สถาปนิก และผู้สอบบัญชี ที่ทำงานในนามตนเอง ให้อีกประเทศหนึ่งเก็บภาษีได้เมื่อมีฐานประจำในประเทศนั้น หรืออยู่ในประเทศนั้นรวมกันตั้งแต่ 183 วันในสิบสองเดือนใด ๆ ข้อ 15 ว่าด้วยเงินเดือน ให้เก็บภาษีได้เฉพาะในประเทศถิ่นที่อยู่ของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างอยู่ในอีกประเทศไม่เกิน 183 วันในสิบสองเดือนใด ๆ นายจ้างไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ของประเทศนั้น และเงินเดือนไม่ได้เป็นภาระของสถานประกอบการถาวรของนายจ้างในประเทศนั้น26 ถ้าบริษัทไทยรับภาระเงินเดือนของพนักงานที่บริษัทสิงคโปร์ส่งมา เงื่อนไขข้อที่สองไม่ครบ และไทยเก็บภาษีได้ตั้งแต่วันแรก

ข้อ 8 แยกการขนส่งทางอากาศกับทางเรือ กำไรจากการเดินอากาศยานระหว่างประเทศเก็บภาษีได้เฉพาะในประเทศของวิสาหกิจ ส่วนกำไรจากการเดินเรือระหว่างประเทศ อีกประเทศหนึ่งเก็บภาษีได้แต่ต้องลดลงร้อยละ 5027 และข้อ 21 ให้เงินได้ที่ไม่ได้กล่าวถึงในข้ออื่นเก็บภาษีได้ในประเทศที่เงินได้เกิดขึ้น28 ซึ่งต่างจากแม่แบบ OECD ที่ให้ประเทศถิ่นที่อยู่เก็บภาษีแต่ผู้เดียว ข้อนี้ทำให้ไทยยังเก็บภาษีเงินได้ประเภทที่ไม่ตรงกับข้อใดได้ตามมาตรา 70

การขจัดการเก็บภาษีซ้อนตามข้อ 22: เครดิตภาษีและการยกเว้นเงินปันผล

ข้อ 22 (ข) ให้ไทยนำภาษีสิงคโปร์ที่เสียจากเงินได้จากสิงคโปร์มาเป็นเครดิตหักจากภาษีไทยของเงินได้นั้น ไม่เกินภาษีไทยส่วนที่คำนวณจากเงินได้ก้อนนั้น และยกเว้นภาษีเงินปันผลที่บริษัทไทยได้จากบริษัทสิงคโปร์เมื่อถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25

เครดิตภาษีตามข้อ 22 (ข) มีเพดาน คือไม่เกินภาษีไทยที่คำนวณได้จากเงินได้รายการนั้นก่อนให้เครดิต ถ้าภาษีสิงคโปร์สูงกว่าภาษีไทยของเงินได้ก้อนเดียวกัน ส่วนเกินใช้ไม่ได้ การคำนวณจึงต้องแยกเงินได้จากสิงคโปร์ออกจากรายได้อื่นและปันส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่นำภาษีสิงคโปร์ทั้งหมดหักจากภาษีไทยทั้งปี12

ข้อยกเว้นเงินปันผลในข้อเดียวกันมีเงื่อนไขเดียวคือบริษัทไทยถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ในบริษัทสิงคโปร์ผู้จ่าย และให้ไทยใช้อัตราภาษีที่ควรจะเป็นเมื่อคำนวณภาษีของเงินได้ที่เหลือได้ ข้อนี้ต่างจากฝั่งสิงคโปร์ในข้อ 22 (ก) ที่นับภาษีไทยของบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเข้าในเครดิต เมื่อบริษัทสิงคโปร์ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 1012 นอกจากนั้นกฎหมายภายในของสิงคโปร์มีการยกเว้นเงินได้จากต่างประเทศตาม Income Tax Act 1947 section 13(8) เมื่อเงินได้เสียภาษีในประเทศต้นทาง อัตราภาษีหลักของประเทศต้นทางไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 และการยกเว้นเป็นประโยชน์แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่29 บริษัทสิงคโปร์ที่ได้เงินปันผลจากบริษัทไทยซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 20 จึงต้องตรวจเงื่อนไขของกฎหมายสิงคโปร์ประกอบกับข้อ 22 (ก)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและข้อหารือที่ใช้อนุสัญญาไทย–สิงคโปร์

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้อนุสัญญาไทย–สิงคโปร์โดยตรงคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 ซึ่งถือว่าเงินที่สัญญาเรียกว่าค่าบริการเป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 และให้ผู้จ่ายที่ไม่หักภาษีรับผิดร่วม ส่วนกรมสรรพากรมีข้อหารือที่ใช้ข้อ 7 และมาตรา 70 ทวิกับบริษัทสิงคโปร์

แนววินิจฉัยที่เกี่ยวกับอนุสัญญาไทย–สิงคโปร์
แหล่งข้อเท็จจริงผล
ฎ. 813/2565ผู้ให้บริการโทรศัพท์ไทยจ่ายค่าบริการเข้าใช้ระบบแก่บริษัทในแคนาดาและสิงคโปร์เป็นค่าสิทธิตามข้อ 12 และมาตรา 40 (3) ผู้จ่ายที่ไม่หักภาษีรับผิดร่วมตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27
กค 0706/2565 (17 มี.ค. 2546)ที่ปรึกษาด้านบริหารในสิงคโปร์ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์และอีเมล ไม่ส่งพนักงานมาไทยกำไรธุรกิจตามข้อ 7 วรรค 1 ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรา 70
กค 0811/1357 (24 ก.พ. 2543)ตัวแทนในไทยของบริษัทสิงคโปร์สั่งให้ลูกค้าโอนค่าสินค้าไปที่ใดก็ได้ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไร เสียภาษีร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 ทวิ
ฎ. 7323/2560 (ความตกลงไทย–เยอรมนี)สถานประกอบการถาวรหักค่าใช้จ่ายปันส่วนจากสำนักงานใหญ่ผู้อ้างมีภาระพิสูจน์ค่าใช้จ่ายและวิธีปันส่วน

แนวทั้งสี่เรื่องชี้ไปทางเดียวกัน อนุสัญญาลดภาษีให้เฉพาะผู้ที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงตรงกับบทของอนุสัญญาได้ ศาลและกรมสรรพากรจัดประเภทเงินได้ตามเนื้อแท้ของสัญญาก่อน แล้วจึงเลือกข้อของอนุสัญญาที่ใช้ ภาระพิสูจน์ตกอยู่กับผู้ที่ได้ประโยชน์จากการไม่หักหรือหักภาษีในอัตราต่ำ ข้อพิพาทเกี่ยวกับอนุสัญญาจึงแพ้ชนะกันที่เอกสาร ไม่ใช่ที่การตีความถ้อยคำ

กฎหมายเปรียบเทียบ: เจ้าของผู้รับประโยชน์ในคดี Indofood และ Prévost Car

ศาลอุทธรณ์อังกฤษในคดี Indofood ปี 2006 และศาลอุทธรณ์กลางแคนาดาในคดี Prévost Car ปี 2009 วางหลักว่าเจ้าของผู้รับประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนคือผู้ที่ได้ประโยชน์จากเงินได้จริงและรับความเสี่ยงและการควบคุมเงินนั้น ไม่ใช่ผู้รับเงินตามแบบที่ต้องส่งต่อ

ข้อ 10 ถึงข้อ 12 ของความตกลงไทย–สิงคโปร์ใช้คำว่า "beneficial owner" เป็นเงื่อนไขของอัตราลด แต่ความตกลงไม่ได้นิยามคำนี้ และศาลไทยยังไม่มีคำพิพากษาที่ตีความคำนี้ในอนุสัญญาฉบับนี้ แนวของศาลต่างประเทศจึงเป็นแหล่งที่ผู้ปฏิบัติงานใช้อ้างอิง

ในคดี Indofood International Finance Ltd v JPMorgan Chase Bank [2006] EWCA Civ 158 บริษัทแม่ในอินโดนีเซียออกหุ้นกู้ผ่านบริษัทลูกในมอริเชียสเพื่อใช้อัตราภาษีดอกเบี้ยร้อยละ 10 ตามอนุสัญญาอินโดนีเซีย–มอริเชียส เมื่ออินโดนีเซียยกเลิกอนุสัญญานั้น คู่สัญญาเสนอให้ตั้งบริษัทในเนเธอร์แลนด์คั่นกลาง ศาลอุทธรณ์อังกฤษวินิจฉัยว่าบริษัทเนเธอร์แลนด์จะไม่เป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์ของดอกเบี้ย และวางหลักในย่อหน้า 42 ว่าคำนี้ต้องให้ความหมายทางภาษีระหว่างประเทศ ไม่ใช่ความหมายตามกฎหมายภายในของประเทศคู่สัญญา และไม่เข้ากับเจ้าของตามแบบที่ไม่มีสิทธิได้ประโยชน์โดยตรงจากเงินได้เต็มที่30

ในคดี Her Majesty the Queen v. Prévost Car Inc., 2009 FCA 57 บริษัทถือหุ้นในเนเธอร์แลนด์รับเงินปันผลจากบริษัทในแคนาดาแล้วจ่ายต่อให้ผู้ถือหุ้นในสวีเดนและสหราชอาณาจักร ศาลอุทธรณ์กลางแคนาดารับนิยามของศาลภาษีว่าเจ้าของผู้รับประโยชน์คือผู้ที่รับเงินปันผลเพื่อใช้และได้ประโยชน์เอง และรับความเสี่ยงและการควบคุมเงินปันผลนั้น31 แต่ศาลไม่พบหลักฐานว่าบริษัทเนเธอร์แลนด์มีหน้าที่ต้องส่งเงินต่อ บริษัทจึงยังเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์

สองคดีให้ผลต่างกันเพราะข้อเท็จจริงต่างกัน ไม่ใช่เพราะหลักต่างกัน ใน Indofood บริษัทคั่นกลางต้องส่งดอกเบี้ยต่อในจำนวนเท่ากันตามโครงสร้างหุ้นกู้ ใน Prévost Car บริษัทถือหุ้นมีดุลพินิจและไม่มีข้อผูกพันส่งต่อ สำหรับโครงสร้างที่ใช้บริษัทสิงคโปร์รับเงินจากไทย คำถามที่ควรตอบก่อนใช้อัตราตามข้อ 10 ถึงข้อ 12 คือ บริษัทสิงคโปร์มีหน้าที่ตามสัญญาหรือตามความเป็นจริงที่ต้องส่งเงินต่อไปยังประเทศที่สามหรือไม่ มีพนักงาน การตัดสินใจ และความเสี่ยงของตนหรือไม่ ถ้าคำตอบคือเป็นเพียงทางผ่านของเงิน อัตราลดตามความตกลงไม่ปลอดภัย

นิติเศรษฐศาสตร์และความรู้ข้ามศาสตร์: อนุสัญญาภาษีซ้อนแบ่งรายได้ภาษีอย่างไร

ทางเศรษฐศาสตร์การคลัง อนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ได้ลดภาษีรวมทุกกรณี แต่ย้ายสิทธิเก็บภาษีจากประเทศต้นทางเงินได้ไปยังประเทศถิ่นที่อยู่ งานวิจัยของ Blonigen และ Davies (2004) พบหลักฐานน้อยว่าอนุสัญญาทวิภาคีเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

อนุสัญญาภาษีซ้อนทำงานด้วยการแบ่งรายได้ภาษี เมื่อไทยลดภาษีค่าสิทธิที่จ่ายไปสิงคโปร์จากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 5 ถึง 10 รายได้ภาษีที่ไทยสละไปอาจกลายเป็นภาษีของสิงคโปร์ เพราะเครดิตภาษีต่างประเทศในสิงคโปร์ลดลงตาม ผู้ได้ประโยชน์สุทธิจึงขึ้นกับว่าภาษีของประเทศถิ่นที่อยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าภาษีที่ลดลง ระหว่างประเทศที่ทุนและเทคโนโลยีไหลไปทางเดียวกันมากกว่า ประเทศที่นำเข้าทุนมักสละรายได้มากกว่าที่ได้คืน ข้อสังเกตนี้อธิบายว่าทำไมไทยรักษาอัตราเงินปันผลไว้ที่ร้อยละ 10 และใส่ข้อ 10 ก รักษาภาษีตามมาตรา 70 ทวิ

ข้อสันนิษฐานว่าอนุสัญญาดึงการลงทุนเข้ามามีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนไม่มาก Blonigen และ Davies ศึกษาการลงทุนโดยตรงเข้าและออกจากสหรัฐอเมริกาปี 1980 ถึง 1999 และรายงานว่า "we find little evidence that bilateral tax treaties increase FDI activity"32 คุณค่าของอนุสัญญาจึงอาจอยู่ที่ความแน่นอนทางกฎหมายมากกว่าอัตราภาษี คือผู้ลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าประเทศใดเก็บภาษีอะไรได้ และมีช่องทางตกลงร่วมกันเมื่อถูกเก็บซ้ำ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเครื่องมือเก็บภาษีที่อาศัยผู้จ่ายในประเทศ เพราะรัฐบังคับผู้รับเงินต่างประเทศได้ยาก Slemrod (2008) อธิบายว่าผู้ใดเป็นผู้นำส่งภาษีมีผลต่อการจัดเก็บจริง แม้ในทางทฤษฎีภาระภาษีไม่ขึ้นกับผู้นำส่ง33 ผลทางปฏิบัติในไทยคือความเสี่ยงของการอ่านอนุสัญญาผิดตกอยู่กับผู้จ่ายในไทย ดังที่เห็นในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 ส่วน Devereux และ Vella (2014) ชี้ว่าการแบ่งสิทธิเก็บภาษีกำไรธุรกิจด้วยแนวคิดสถานประกอบการถาวรผูกกับสถานที่ทางกายภาพ ซึ่งไม่ตรงกับธุรกิจที่สร้างกำไรจากข้อมูลและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา34 เส้นแบ่งค่าสิทธิกับค่าบริการในข้อ 7 และข้อ 12 จึงเป็นจุดที่ข้อพิพาทเกิดมากที่สุดและน่าจะเกิดต่อไป

การตกลงร่วมกันตามข้อ 24 เมื่อถูกเก็บภาษีไม่ตรงความตกลง

ผู้ที่เห็นว่าไทยหรือสิงคโปร์เก็บภาษีไม่ตรงความตกลงยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศถิ่นที่อยู่ของตนได้ภายใน 3 ปีนับแต่ได้รับแจ้งการกระทำนั้นครั้งแรก โดยไม่ต้องรอผลการเยียวยาตามกฎหมายภายใน

ข้อ 24 วรรค 1 ให้ยื่นเรื่องได้โดยไม่คำนึงถึงการเยียวยาตามกฎหมายภายใน และกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่การแจ้งครั้งแรกของการกระทำที่ก่อให้เกิดการเก็บภาษีไม่ตรงความตกลง วรรค 2 ให้ผลของความตกลงร่วมกันใช้บังคับได้แม้ล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายภายในแล้ว35 สำหรับบริษัทไทยที่ถูกสิงคโปร์หักภาษีเกินอัตรา หรือบริษัทสิงคโปร์ที่ถูกเจ้าพนักงานไทยประเมินว่ามีสถานประกอบการถาวร ทางนี้เดินคู่ขนานกับการอุทธรณ์การประเมินในไทยได้

กำหนดเวลา 3 ปีเริ่มนับจากการแจ้งครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นหนังสือแจ้งการประเมินหรือหลักฐานการหักภาษี ไม่ใช่วันที่คดีในศาลถึงที่สุด ผู้เสียภาษีที่รอผลอุทธรณ์ในไทยจนจบก่อนจึงอาจเสียสิทธิยื่นเรื่องตามข้อ 24 การอุทธรณ์การประเมินในไทยมีกำหนดเวลาของตนเอง ซึ่งอธิบายไว้ในคู่มือ กระบวนการคดีภาษีอากร

ขั้นตอนตรวจก่อนจ่ายเงินไปสิงคโปร์หรือรับเงินจากสิงคโปร์

ก่อนจ่ายเงินไปบริษัทสิงคโปร์ ผู้จ่ายในไทยควรตรวจสี่เรื่อง คือ ผู้รับเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ของสิงคโปร์หรือไม่ เงินเป็นประเภทใดตามเนื้อแท้ของสัญญา ผู้รับเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์หรือไม่ และผู้รับมีสถานประกอบการถาวรในไทยหรือไม่

ลำดับการตรวจที่สอดคล้องกับแนวคำพิพากษามีดังนี้ หนึ่ง ขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ของสิงคโปร์ที่ครอบคลุมปีที่จ่าย สอง อ่านสัญญาเพื่อจัดประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 และตามข้อของความตกลง โดยเฉพาะเส้นแบ่งค่าสิทธิกับค่าบริการ สาม ตรวจว่าผู้รับไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของเงินไปยังประเทศที่สาม สี่ ตรวจจำนวนวันที่บุคลากรของผู้รับทำงานในไทยและสถานที่ที่ผู้รับใช้ในไทย ห้า เลือกอัตราตามตารางในบทความนี้ และหักนำส่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย หก เก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในแฟ้มของการจ่ายแต่ละครั้ง

สำหรับบริษัทไทยที่รับเงินจากสิงคโปร์ ให้ขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่จากกรมสรรพากรก่อนผู้จ่ายในสิงคโปร์หักภาษี เก็บหลักฐานภาษีที่ถูกหักเพื่อใช้เครดิตตามข้อ 22 (ข) และถ้ารับเงินปันผลจากบริษัทสิงคโปร์ ตรวจสัดส่วนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงว่าถึงร้อยละ 25 หรือไม่ เพราะสัดส่วนนี้เปลี่ยนผลจากเครดิตภาษีเป็นการยกเว้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ ตอบจากตัวบทความตกลงฉบับ 2558 พิธีสาร มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565

อนุสัญญาภาษีซ้อน ไทย–สิงคโปร์ ฉบับปัจจุบันใช้ตั้งแต่เมื่อใด
ฉบับปัจจุบันลงนามวันที่ 11 มิถุนายน 2558 มีผลใช้บังคับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ในประเทศไทย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายใช้อัตราตามความตกลงกับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 และภาษีอื่นใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันนั้น ตามข้อ 27 วรรค 2 (ข)
จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในสิงคโปร์ต้องหักภาษีเท่าไร
หักร้อยละ 10 ข้อ 10 วรรค 2 จำกัดภาษีไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งเท่ากับอัตราตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลตามมาตรา 70 อยู่แล้ว ความตกลงไม่มีอัตราที่ต่ำกว่าสำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่
ดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัทแม่ในสิงคโปร์หักภาษีร้อยละ 10 ได้หรือไม่
โดยทั่วไปไม่ได้ ถ้าบริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือบริษัทประกันภัย ดอกเบี้ยตกอยู่ในข้อ 11 วรรค 2 (ค) อัตราร้อยละ 15 อัตราร้อยละ 10 ใช้กับสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และหนี้จากการขายเชื่อระหว่างผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และควรตรวจพิธีสารข้อ 2 ว่ามีอัตราที่ต่ำกว่าจากอนุสัญญาที่ไทยทำภายหลังหรือไม่
ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปสิงคโปร์ต้องหักภาษีอัตราใด
ขึ้นกับประเภทสิทธิ ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ศิลปกรรม หรือวิทยาศาสตร์ร้อยละ 5 ตามข้อ 12 วรรค 2 (ก) การใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ร้อยละ 8 ตามอนุ (ข) และกรณีอื่นรวมข้อสนเทศทางเทคนิคร้อยละ 10 ตามอนุ (ค) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2565 จัดเงินที่สัญญาเรียกว่าค่าบริการเข้าใช้ระบบเป็นค่าสิทธิตามข้อ 12
จ้างบริษัทสิงคโปร์ให้บริการจากสิงคโปร์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
ถ้าเป็นค่าบริการทั่วไปที่ไม่มีการให้ข้อสนเทศที่ผู้ให้หวงกัน และบริษัทสิงคโปร์ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย เงินนั้นเป็นกำไรธุรกิจตามข้อ 7 วรรค 1 ไทยเก็บภาษีไม่ได้ ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีตามแนวข้อหารือ กค 0706/2565 แต่ควรมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่และหลักฐานเรื่องบุคลากรไว้
บริษัทสิงคโปร์ส่งพนักงานมาทำงานในไทยได้กี่วันโดยไม่มีสถานประกอบการถาวร
การให้บริการเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อกิจกรรมสำหรับโครงการเดียวกันหรือที่เกี่ยวเนื่องรวมกันเกิน 183 วันภายในระยะเวลาสิบสองเดือนใด ๆ ตามข้อ 5 วรรค 3 (ข) ส่วนโครงการก่อสร้าง ติดตั้ง หรือประกอบเป็นสถานประกอบการถาวรเมื่อเกิน 12 เดือนตามข้อ 5 วรรค 3 (ก)
บริษัทไทยได้เงินปันผลจากบริษัทลูกในสิงคโปร์ต้องเสียภาษีไทยหรือไม่
ถ้าบริษัทไทยถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทสิงคโปร์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ข้อ 22 (ข) ให้ไทยยกเว้นภาษีเงินปันผลนั้น ถ้าถือน้อยกว่านั้น เงินปันผลเสียภาษีไทยและนำภาษีสิงคโปร์ที่เสียมาเป็นเครดิตได้ไม่เกินภาษีไทยของเงินได้ก้อนนั้น